เรื่องลับที่ดราก้อนคาเฟ่ หนังสือบางอ่านจบง่ายภายในวันเดียว สะท้อนเรื่องราวของชาวจีนอพยพมาตั้งรกรากต่างเมือง เรื่องราวของวัฒนธรรมผสม การปรับตัว และความลับของผู้ใหญ่ที่เด็กได้รับรู้แต่ปริปากไม่ได้ สถานการณ์ของตัวเองก็แย่ สถานการณ์ของครอบครัวก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หนังสือที่สะท้อนชีวิตต่างวัฒนธรรมและชีวิตครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม

เรื่องลับที่ดราก้อนคาเฟ่เมื่อเด็กหญิงชาวจีนโพ้นทะเล ที่ต้องจากบ้านเกิดไปเติบโตในวัฒนธรรมตะวันตก และเธอต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสองวัฒนธรรม อยู่ที่บ้านเธอคือ "ซูเจิ้น" อยู่โรงเรียนเธอคือ "แอนนี่" ครอบครัวของซูเจิ้นเปิดร้านอาหารชื่อ ดราก้อนคาเฟ่ แน่นอนตามชื่อหนังสือ เรื่องลับที่ดราก้อนคาเฟ่ ตรงตัวเลยก็คือ ความลับที่อยู่ในคาเฟ่แห่งนี้ ซึ่งเป็นความลับของครอบครัวที่เธอรู้แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน 

ในขณะที่พ่อทำงานหนักเพื่ออนาคตของทุกคน และแม่ก็ต้องทนอยู่กับความขมขื่นเพราะปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมตะวันตกไม่ได้  "หล่ายจิ้ง หนูจะต้องไม่คิดถึงเมืองจีนมากเกินไป เราอยู่ที่นั่นไม่ได้ เมืองจีนไม่ได้เป็นอย่างที่เรารู้จักอีกต่อไป ชีวิตที่นี่ดีกว่ามาก หนูต้องคอยใส่ใจซูเจิ้น ให้เวลาตัวเองแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น" คำพูดของยายไห่หลานที่คอยปลอบแม่ขณะที่นั่งรถไฟเพื่อมายังเออร์วิน

Advertisement

Advertisement

ถือว่าโชคดีที่พ่ออยู่แคนาดาก่อนแล้วเราเลยตัดสินใจอพยพมา แม่บอกเพื่อชีวิตที่ดี เพื่อการศึกษาที่ดีของฉัน เราถึงมาที่นี่ พ่อกับลุงยัตหุ้นส่วนร้านอาหารมาจากอำเภอที่ใกล้กันในเมืองจีน ทั้งสองต้องจ่ายภาษีค่าหัวห้าร้อยเหรียญให้กับรัฐบาลแคนาดาก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แล้วลงเรือมาที่นี่ด้วยกัน 

"เมืองนี้เงียบจนได้ยินเสียงคนตาย" 

แม่เอามืออุดปากแล้วตามด้วยการร้องไห้สะอื้น หลังจากมาถึงเออร์วินไม่นานพ่อก็พาซูเจิ้นสมัครเข้าเรียนหนังสือ พ่อบอกว่าแคนาดาเป็นประเทศที่ดี รัฐใส่ใจดูแลประชาชน เด็กได้เรียนฟรีและต้องไปโรงเรียนจนอายุสิบหก ต่างกับที่เมืองจีนตอนสมัยพ่อยังเด็ก คนรวยเท่านั้นที่จะเรียนหนังสือได้ เพราะฉันไม่เคยไปโรงเรียนมาก่อน จึงตื่นเต้นที่จะได้เรียนเขียนอ่านและพูดภาษาอังกฤษ ถ้าเราอยู่ในฮ่องกงเราคงได้เรียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่แม่บอกว่าไม่คุ้มที่ต้องเสียเงินเพื่อเรียนเพียงไม่กี่เดือน 

Advertisement

Advertisement

เมื่อเริ่มไปโรงเรียนซูเจิ้นพยายามปรับตัวเข้ากับคน และภาษา อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เธอก็พยายามอาศัยการดูท่าทางภาษากาย เพื่อให้เข้าใจว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไรเมื่ออยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ วันหนึ่งครูประจำวิชาสอนเรื่องการดูแลฟัน อุปกรณ์การสอนก็จะมีรูปเด็กผู้หญิงนั่งบนเก้าอี้ มีผู้ชายอีกคนมองเข้าไปในปากของเธอ อีกภาพเป็นภาพเด็กผู้ชายกำลังแปรงฟัน ถัดมาเป็นรูปเด็ก ๆ กำลังกินแอปเปิ้ลและสุดท้ายเป็นรูปเด็กกินลูกกวาด 

Advertisement

Advertisement

แอปเปิ้ล ลูกกวาด

ซูเจิ้นพอจะเดาได้ว่า ครูกำลังสอนเรื่องการดูแลฟัน เธอเดาจากน้ำเสียงที่ครูกำลังจะบอกว่า แอปเปิ้ลเป็นของดีและลูกกวาดเป็นของไม่ดี จากนั้นครูก็ให้ฉันเดินออกไปหน้าห้อง และให้ พอล คอนเวย์ ออกมายืนข้าง ๆ ฉัน ครูสั่งให้พอลอ้าปากกว้างและทำมือบอกให้ฉันมองเข้าไป ฉันเห็นลิ้นสีชมพูและฟันขาวสะอาดรายล้อม แล้วต้องสะดุดกึก เมื่อนึกถึงฟันสีน้ำตาลผุ ๆ ของตัวเอง ใช่แล้วครูเอารูปเด็กที่กินแอปเปิ้ลให้พอล และเอารูปเด็กกินลูกกวาดให้ฉัน ฉันรู้สึกร้อนผ่าว น้ำตาปริ่ม คนในห้องหัวเราะและกระซิบจนฉันอยากวิ่งหนี เด็กที่นี่ทุกคนเคยไปหาหมอฟัน และฉันอายมากที่ไม่เคยไปเลย

เด็กที่นี่ทุกคนไปหาหมอฟัน และฉันอายมากที่ไม่เคยไปเลย

นี่เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาจากหนังสือเล่มนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม การใช้ชีวิตและการปรับตัว จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ซูเจิ้นต้องพบเจอที่โรงเรียน ก็ไม่ต่างจากการโดนบุลลี่ที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เธอจะมีวิธีเอาชนะตรงนี้ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สะท้อนในงานเขียนชิ้นนี้

เมื่อเราต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมือง บางครั้งเราอาจจะถูกมองว่าเป็นตัวตลก หรือดูแปลกประหลาดในสายตาคนอื่น แต่บางทีเราก็อาจจะมองคนอื่นในสายตาที่แปลกประหลาดเช่นกัน มันก็ไม่ต่างกันกับการที่มองคนอื่นแล้วหันมามองย้อนดูตัวเอง เนื้อหาในนี้ยังพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมอีกมาก ที่มันสะท้อนให้เห็นถึงการรักษารากเหง้าของวัฒนธรรมในขณะที่เราก็อยู่ในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง จะเปิดมุมมองอะไรให้เราเห็นหลายๆอย่างผ่านตัวละครที่ดำเนินเรื่องได้เฉียบคม 

หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล Alex ปี 2006 จาก American Library Association เป็นรางวัลนวนิยายผู้ใหญ่ที่เยาวชนนิยมอ่าน และห้องสมุดในพอร์ทแลนด์ สหรัฐฯ ยังเลือกให้เป็นหนังสือ One Community One Book อีกด้วย

ปกหลังเรื่องลับที่ดราก้อนคาเฟ่