รักแรกของผม เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว...ที่ห้องดนตรีไทย

                ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมชื่อ ออม เป็นเด็กติ๋มๆ เรียนเก่ง ผลสอบติดท็อปของห้อง แถมบ้านรวย หน้าตาก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้หล่อมาก แต่ก็หล่อพอที่สาวๆ ในห้องจะชอบผม

          ฟังดูทุกอย่างเหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วชีวิตผมนั้นไม่ค่อยน่าอิจฉาเท่าไร พ่อแม่บ้างาน ไม่ค่อยสนใจผมมาตั้งแต่ผมยังเด็ก ที่โตมาได้ทุกวันนี้ก็ฝีมือพี่เลี้ยงทั้งนั้น แถมผมไม่มีเพื่อนคบอีกต่างหาก เพราะผมโดนเพื่อนผู้ชายในห้องหมั่นไส้ ผมจึงใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาตลอด ไปไหนมาไหนคนเดียว

          จนวันหนึ่งอาจารย์ได้เรียกใช้ผมให้ผมช่วยเอาเอกสารไปให้อาจารย์คนหนึ่งที่สอนวิชาดนตรี ห้องพักอาจารย์อยู่ติดกับห้องดนตรีไทย

          หลังจากที่ผมเอาเอกสารไปให้อาจารย์ท่านนั้นเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ผมกำลังเดินกลับ ในหัวก็คิดไปพลางๆ ถึงอาหารมื้อเย็นของวันนี้ เสียงดนตรีที่ฟังเหมือนจะเป็นเสียงซอดังมาจากห้องดนตรีไทย เสียงมันเพราะมากจนผมต้องหยุดแล้วเดินไปมองตรงประตู

          ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดนักเรียน ม.ปลาย กำลังนั่งหันหลังสีซออยู่ บุคลิกเธอดีมาก บวกกับเสียงซอที่ไพเราะทำเอาผมถึงขั้นยืนดูเธออยู่อย่างนั้นที่หน้าห้องราวกับต้องมนต์สะกด

          ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร เหมือนเธอคนนั้นจะสีจนจบเพลงแล้ว เธอวางซอลงแล้วไหว้หนึ่งที ก่อนจะลุกขึ้นแล้วกลับหลังหันหันหน้ามาทางผม

          ทุกทวงท่ากริยาเธอดูเรียบร้อย งดงาม ผมมองเธอค้างโดยใจที่ลอยๆ อยู่อย่างนั้นจนไม่รู้ตัวว่าเธอหันมาเจอผมที่กำลังมองเธออยู่แล้ว

          ‘อุ้ย เอ่อ...’ สีหน้าเธอตกใจนิดๆ เมื่อหันมาเห็นผมที่กำลังแอบยืนมองเธออยู่ ‘เอ่อ ขอโทษนะคะ’

                ‘...’ ผมไม่ตอบ สายตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยเรียบๆ ที่รับกับผมยาวตรงสีดำขลับ ผูกหางม้าไว้ข้างหลัง

          ‘ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ’ เธอคนนั้นเดินมาจับแขนผม นั่นทำให้ผมได้สติ

          ‘เอ่อ อ่อ เปล่าครับ ผมแค่มาเอาเอกสารให้อาจารย์น่ะครับ ข...ขอโทษนะครับ’ ผมยิ้มให้เธอบางๆ ไม่กล้าสบตาเธอ จากนั้นก็เดินจากไป

          หลังจากตอนนั้น ผมก็เหมือนกับคนบ้า ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน ผมเอาแต่คิดถึงเธอ ใบหน้าของเธอที่ผมเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่กลับจำได้อย่างแม่นยำปรากฏมาในหัวผมตลอด

          วันต่อมาผมกลับไปที่ห้องดนตรีนั่นอีกครั้งเวลาเดิม แต่กลับไม่เห็นเธอ

          ผมยังคงกลับไปที่นั่นทุกวัน จนผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ผมตั้งใจว่าวันนี้ถ้าหากยังไม่เจอเธออีก ผมคงถอดใจ และทันทีที่ผมกลับไปที่เดิน ผมก็ไม่เจอเธอจริงๆ

          ผมถอนหายใจออกมาครั้งพร้อมกับความรู้สึกที่ท้อใจ หมุนตัวเตรียมตัวจะเดินกลับ ในขณะนั้นเอง จู่ๆ เสียงสีซอก็ดังขึ้น ผมหยุดชะงักก่อนจะถอยหลังมองเข้าไปในห้องดนตรีอีกครั้ง

          ภาพเธอคนนั้นกำลังนั่งหันหลังสีซอปรากฏขึ้นอีกครั้ง ใจผมวูบขึ้นมาด้วยความดีใจปนสงสัย และตื่นเต้น และอะไรอีกก็ไม่รู้ ผมอธิบายไม่ถูก

                บุคลิกที่งดงามของเธอขณะกำลังนั่งสีซอ เสียงดนตรีอันอ่อนโยนนั่นกำลังสะกดผมให้ตกอยู่ในภวังค์อีกครั้งหลังจากเธอหายไป 1 อาทิตย์ ผมมองเธออย่างใจลอย

                ผมค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

          ผมเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังเธอก่อนจะนั่งลง พลางมองเธอที่กำลังสีซอ ผมอยากคุยกับเธอ แต่ก็ไม่อยากรบกวน ชอบที่จะมองเธอไปพลางๆ แบบนี้มากกว่า

          จนกระทั่งเธอสีซอเสร็จก็วางซอลง ไหว้ 1 ที เหมือนที่เธอเคยทำ จากนั้นก็กลับหลังหัน ก่อนจะปะทะเข้ากับผมที่นั่งอยู่ด้านหลังเธอเต็มๆ เธอสะดุ้งตกใจนิดหน่อย

          ‘เอ่อ สวัสดีครับ’ ผมพูดอย่างเกร็งๆ ให้ตายสิ ทั้งชีวิตนี้ผมยังไม่เคยจีบสาวซะด้วยสิ

          เธอคนนั้นยิ้มน้อยๆ สีหน้างงๆ ‘อ่า ค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ’

                ‘เอ่อ คือ ผม...ผมเอาเอกสารมาให้อาจารย์น่ะครับ แล้วบังเอิญผ่านมาได้ยินเสียงดนตรี เธอเล่นดนตรีเพราะมากเลย’

                ‘อ่อ ขอบคุณนะคะ’ เธอยิ้มเขินๆ ทำเอาผมใจหวั่นไหวไปวูบหนึ่ง

          ‘...เอ่อ...ชอบเล่นซอหรือครับ ไม่ทราบว่า อันนี้คือซออะไรหรอ’ ผมพยายามชวนคุย

          ‘ซอด้วงจ้า ถามทำไมหรอ หรือเธอเองก็สนใจ’

                ‘เปล่าครับ เอ้ย สนใจครับ ผมอยากลองเล่นซอมากๆ แต่ผมน่ะเล่นไม่เก่ง...เธอเล่นเก่งมากเลย ถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยสอนผม...’

                ‘ขอบคุณนะคะ’ เธอตอบแทรกขึ้นมาก่อนผมจะพูดจบ ยิ้มบางๆ

          ‘เอ่อ...ชื่ออะไรหรอ’

                ‘ชื่อพราวค่ะ แล้วเธอล่ะชื่ออะไร’

                ‘ผมชื่อเมฆครับ อายุ 17 ปี’ ผมพูดแล้วพยายามยิ้มให้เธอแบบหล่อที่สุดเท่าที่ผมเคยยิ้มมา เพื่อให้ First Impression ของผมในสายตาเธอมันดูดี แต่เธอกลับหลุดขำออกมาเล็กน้อย นั่นทำเอาผมถึงกับเสียเซลฟ์เล็กๆ  แต่เธอก็ขำได้น่ารักมากเลย ให้ตายสิ

          ‘ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ ทำตัวตามสบายเถอะ’

          ‘อ่า ผมขอโทษครับ’

                ‘จะขอโทษทำไม แล้วก็ไม่ต้องพูดว่า ผม ด้วย เราอายุเท่ากันนี่นา ทำตัวเป็นกันเองดีกว่าเนอะ’

                อ่า...น่ารักจัง

          ‘อ่า’ นั่นทำให้ผมยิ่งเกร็งกว่าเดิม และสงสัยท่าทางของผมมันคงจะตลก เธอจึงหลุดขำออกมาอีกรอบ

          ในขณะที่ผมกำลังเขินกับท่าทางการขำที่น่ารักของเธอ บวกกับเขินในท่าทางของตัวเอง จู่ๆ พราวที่กำลังขำอยู่ก็เรอออกมาซะอย่างนั้น

          ‘อุ้ย!’ เธอยกมือขึ้นมาปิดปาก สีหน้าตกใจ ผมเองก็มองเธออย่างตกใจ ‘เอ่อ เราคงขำมากไปหน่อย เราไม่ได้ตั้งใจเรอนะ!’

                ‘อุ๊บส์! ฮ่าๆๆๆๆ’ และคราวนี้เป็นฝ่ายผมที่กับท่าทางของเธอบ้าง และพราวเองก็ดูเหมือนจะเสียหน้า เธอยกมือขึ้นมาตีฉันดังป้าบ!

                ‘บ้า! หยุดขำฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!’

                ‘ฮ่าๆ ขอโทษที แค่ท่าทางเธอดูน่ารักดีน่ะ ฮ่าๆ’

                เธอนิ่งไป สีหน้ายังดูแดงๆ เหมือนเขิน จากนั้นเธอเองก็หลุดขำออกมาอีกรอบ คราวนี้เราทั้งคู่ต่างขำไปพร้อมๆ กัน

          จากนั้นเราทั้งสองคนก็นั่งคุยกันในห้องดนตรี พราวเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากๆ ผมแทบจะตกหลุมรักเธอทุกคำพูดและการกระทำ หลังจากคุยกัน ก็ได้ความว่าเธอเรียนอยู่ ม.5/5 (ผมอยู่ ม.5/1) ซึ่งห้องที่เธออยู่นั้นเป็นห้องท้ายสุด นั่นหมายความว่าเธอเรียนเก่งน้อยสุด ก็นะ ถึงเธอจะไม่เก่งวิชาการแต่เธอก็เก่งดนตรีมากๆ (ลำเอียง)

                นอกจากนี้ เธอยังมาที่ห้องดนตรีนี้ทุกๆ วันพฤหัสอีกด้วย ผมมีแผนแล้วล่ะ ว่าจะผ่านมาที่ห้องนี้ทุกๆ วันพฤหัสเลย ฮ่าๆๆๆ

 

ห้องดนตรี(ขอขอบคุณรูปจาก https://news.tnews.co.th/religion/)

 

          ในวันนั้น ผมและพราวนั่งคุยกันเป็นชั่วโมงๆ ก่อนจะลากลับบ้านกันไป จริงๆ ผมอยากคุยกับเธอต่อให้นานอีกหน่อย แต่เธอยืนยันกับผมด้วยสีหน้าที่ซีเรียสและกังวลมากๆ ว่ายังไงผมก็ต้องรีบกลับ ถึงผมจะงงๆ นิดหน่อย แต่เห็นท่าทีของเธอแบบนั้นผมก็เลยต้องยอมกลับ

          ในทุกๆ วันที่มาโรงเรียน ผมจะพยายามเดินผ่านห้องเรียนห้อง 5/5 อยู่เสมอ แต่ไม่ค่อยเจอเธอเท่าไรเลย มีอยู่แค่ไม่กี่ครั้งที่ผมออกมาเข้าห้องน้ำระหว่างคาบแล้วเจอเธอ โดยขาไปห้องน้ำผมเห็นเธอนั่งเรียนอยู่ เธอเองก็ยิ้มให้ผมด้วย แต่ขากลับผมไม่เห็น

          และเมื่อถึงวันพฤหัส ผมก็จะรีบไปที่ห้องดนตรีเสมอ และก็จะเห็นเธอมานั่งสีซอก่อนอยู่แล้วตลอดเลย เธอมักจะสีเพลงเดิมๆ วนอยู่ไม่กี่เพลง แต่เสียงก็ไพเราะจนผมไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยสักครั้ง แต่กลับอยากได้ยินมันทุกวัน จากปกติที่ผมเคยชอบฟังเพลงสากล แต่ตั้งแต่เจอเธอ ผมก็ไม่รู้สึกอินกับเพลงสากลอีกเลย

          ผมได้เบอร์โทรเธอมาด้วย แรกๆ ผมก็ไม่ค่อยกล้าโทรหาเธอสักเท่าไร แต่จู่ๆ มีอยู่วันหนึ่งเธอก็โทรมาก่อน และหลังจากนั้นเราก็คุยกันเรื่อยมา และสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ เธอเป็นคนน่ารัก กิริยามารยาทเรียบร้อย ยิ้มง่าย อ่อนหวาน ผมอยากอยู่ใกล้เธอเสมอ

                เราสองคนมักจะแชร์ความฝัน ความชอบ และเรื่องราวในชีวิตกัน ผมได้รู้จักเธอมากขึ้น เธอเล่าให้ผมฟังว่า เธอเป็นเด็กเรียนไม่ค่อยเก่ง แต่ชอบเล่นดนตรีไทยมาก โดยเฉพาะซอ ความฝันของเธอคือการเป็นครูสอนดนตรีไทย และที่สำคัญ ไม่ว่าเธอจะมีเรื่องทุกข์ร้อนใจอะไร การได้สีซอ มันทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นเสมอ เธอเคยมีแฟนอยู่คนหนึ่ง แต่แฟนเธอเป็นคนไม่ดี ทำร้ายจิตใจเธอเสมอ เธอจึงชอบมานั่งเล่นดนตรีที่นี่ทุกๆ วันพฤหัส จนเกิดเป็นชีวิตประจำวัน และสาเหตุที่ผมไม่ค่อยเจอเธอในโรงเรียนเท่าไรเป็นเพราะเพื่อนๆ ในห้องชอบล้อเธอว่าพ่อเธอไปมีภรรยาน้อย เธอจึงไม่ค่อยอยากมาโรงเรียน

          ยิ่งผมได้รู้จักเธอมากเท่าไร มันยิ่งทำให้ผมสนใจในตัวเธอมากขึ้นเท่านั้น

          แต่มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมสงสัยมาตลอด นั่นก็คือทำไมเธอต้องให้ผมกลับบ้านก่อนหนึ่งทุ่มทุกครั้งที่เราเจอกันด้วย อันที่จริง ผมเองก็เคยถามเธอเหมือนกันว่า เราสามารถเจอกันนอกจากวันพฤหัสตอนเย็นหรือแค่คุยโทรศัพท์ได้ไหม เธอก็ตอบแค่ว่า เธอไม่สะดวก และไม่อยากเสียผมไป ถึงผมจะงงกับคำตอบของเธอ แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

          มันให้อารมณ์ประมาณว่า ถึงผมจะรู้สึกสบายใจ สนิทใจ และมีความสุขตอนอยู่กับเธอมากแค่ไหน แต่ผมก็รู้สึกเหมือนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอจริงๆ เลย

          มันเป็นแบบนี้มาตลอด 1 เดือนกว่าๆ...

          ผมรู้ตัว ว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าให้แล้ว เรามีช่วงเวลาดีๆ ให้กันเสมอ แต่มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหนึ่งทุ่มในเย็นวันพฤหัส และในโทรศัพท์เท่านั้น

          ซึ่งผมทนไม่ไหวอีกต่อไป

          วันนั้นเป็นวันพฤหัส 6 โมงเกือบๆ หนึ่งทุ่ม ซึ่งผมรู้ว่า ควรได้เวลาไปแล้ว ผมจับมือเธอพร้อมกับมองตา

          ‘ไม่อยากไปเลยอ่ะ’ ผมว่า

          เธอยิ้ม ‘แต่ได้เวลาที่เธอต้องไปแล้วนะ อย่าลืมสิ’

                ‘ถ้าพราวอยากให้เมฆกลับ เมฆกลับก็ได้ แต่พราวกลับบ้านพร้อมกับเมฆไม่ได้หรอ’

                ‘ไม่ได้หรอก’

                ‘งั้นเมฆขออยู่กับพราวต่ออีกสัก 10 นาทีจะได้มั้ย’

                พราวค่อยๆ ดึงมือออกจากมือผม ‘ไม่ได้หรอก พราวต้องขอโทษด้วย พราวเองก็อยากให้เมฆอยู่กับพราวต่อนานๆ’

                ‘...’ ผมมองแววตาเศร้าๆ ของเธอ

          ‘แต่ว่า ยังไงเมฆก็ต้องกลับนะ พราวขอร้อง ไว้เราค่อยโทรคุยกันต่อก็ได้นี่นา พราวจะคุยกับเมฆทั้งคืนเลยวันนี้’

                ‘จริงนะ?’ ผมอ้อนเธอ

          ‘จริงสิ’ เธอยิ้ม

          ผมยิ้ม ‘งั้นเมฆกลับก็ได้ แล้วไว้เมฆจะโทรหาพราวนะ’ ผมลุกยืนขึ้น

          ‘อื้มมม’ เธอยิ้ม

          ผมกลับหลังหัน หยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาสะพายบ่า ก่อนจะเปิดประตูผมหันกลับไปโบกมือลาเธออีกครั้ง เธอโบกมือให้ผมอย่างอ่อนโยน จากนั้นผมก็เปิดประตูออกไป

          แต่ผมไม่ได้ไปไหน เพราะด้วยความสงสัย ผมจึงเลี้ยวไปแอบอยู่ตรงซอกหนึ่งระหว่างห้องดนตรีกับห้องเก็บของพวกโต๊ะเรียนที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อจะสังเกตดูว่าพราวจะทำอะไรหลังจากนี้ หรืออะไรเป็นสาเหตที่ทำให้เธอต้องอยากให้ผมกลับก่อนหนึ่งทุ่มเสมอ

          ผมยืนอยู่ตรงซอกนั้นประมาณเกือบสิบนาที ก็ไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลง ฟ้าเริ่มมืดลงไปทุกที จนแทบจะมองอะไรไม่เห็น แต่โชคดีที่ห้องดนตรีอยู่ชั้นบนสุดของอาคารเรียน จึงมีแสงจันทร์ แสงไฟจากอาคารบ้านเรือน และถนนส่องมาให้ได้เห็นอะไรบ้าง และในขณะที่สมองผมกำลังคิดอยู่ว่าจะกลับออกไปเลยดีรึเปล่านั้น อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอะไรประหลาดๆ ดังมาจากห้องดนตรี ดูเหมือนจะเป็นเสียงของพราว แต่มันแปลกๆ

          ‘อ่อก’

                ‘...’

                ‘อ่อก’

                เสียงนั้นดังขึ้นกว่าเดิม ผมไม่ปล่อยให้ตัวเองสงสัยอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาผมอยู่กับความสงสัยมานานแล้ว ผมเดินออกมาจากซอกตรงนั้นทันที ก้าวขาอย่างไวตรงไปยังห้องดนตรี พร้อมกับเอื้อมมือเปิดประตูแง้มออกมาให้เบาที่สุด จากนั้นก็เอาตาไปส่องตรงร่องประตู

          ภายใต้แสงจันทร์อันสลัว ผมเห็นภาพที่แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง พราวกำลังนั่งอยู่บนพื้น บนอกของเธอเหมือนจะแท่งอะไรสักอย่างปักอยู่ เลือดไหลออกมาจากอกเธอย้อมเสื้อนักเรียนสีขาวสะอาดให้ชุ่มไปด้วยเลือด สีหน้าเธอดูทรมาน จากนั้นเธอก็ล้มลงไปนอนกับพื้น

          ‘พราว!!!’ ผมตะโกนสุดเสียงด้วยความตกใจ ทิ้งกระเป๋านักเรียนลงบนพื้น และเปิดประตูห้องอย่างแรงก่อนจะวิ่งตรงไปพยุงร่างเธอขึ้นมา ‘พราว เธอทำอะไรน่ะ!!!’

                ‘เมฆ...’ เธอมองหน้าผมอย่างตกใจ เหมือนไม่คิดว่าผมจะโผล่มา สีหน้าเธอเหมือนจะร้องไห้ที่เห็นผม ‘อ่อกกก’

                เลือดพุ่งออกมาจากปากเธอ ตัวเธอสั่น ผมรับรู้ได้เลยว่าเธอกำลังทรมาน พราวยกมือขึ้นมากำมือผม ผมกำมือเธอกลับ มือเล็กๆ ของเธอนั้นเย็นเฉียบ...

          ‘เมฆ...พราวเจ็บ พราวเสียใจ พราว...หายใจไม่ออก’

                ‘พราว! พราว! พราวอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวเมฆจะไปตามคนมาช่วย’ ผมพูดพร้อมกับพยายามรวบรวมสติ ขณะที่ผมกำลังลุกขึ้นไปเพื่อจะไปตามใครสักคนมาช่วย เธอก็รีบคว้ามือผมเอาไว้

          ‘ม...ไม่มีประโยชน์หรอก อย่าไปนะ อยู่กับพราว...’ เธอพยายามออกเสียงพูด เลือดยังคงไหลออกมาจากเธอไม่หยุด จนตอนนี้มันย้อมเสื้อนักเรียนผมให้กลายเป็นสีแดงด้วยอีกเช่นกัน แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ‘พราวเจ็บ ผู้ชายคนนั้น...ทำพราวเจ็บ พราวไม่อยากมีชีวิตอยู่...เพื่อนๆ ในห้องก็เกลียดพราว...พราวไม่อยากอยู่แล้ว’

          ‘ไม่นะพราว พราวยังมีเมฆอยู่นะ เมฆจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรพราวเด็ดขาด เมฆจะไปตามคนมาช่วยพราวเองนะ’

                ‘ไม่ต้อง’ เธอดึงมือผมไว้อีกครั้ง มือที่สั่นสะท้านและเย็นเฉียบของเธอ มันทำให้ผมปวดหัวใจ ‘มันสายไปแล้ว...พราว...ขอแค่ให้เมฆอยู่ตรงนี้กับพราวก็พอ อ่อก’

                เลือดทะลักออกมาจากปากของเธอมากขึ้น ตาของพราวเหลือกขึ้นดูทรมาน ผมเริ่มสติแตก ตะโกนเรียกชื่อเธอไม่หยุด

          ‘พราว!!!!’ ผมตะโกนอย่างสุดเสียงก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นจากที่นอน ตัวผมเต็มไปด้วยเหงื่อทั้งๆ ที่ในห้องก็เปิดแอร์เย็น ผมหอบหายใจถี่ พยายามดึงสติตัวเองกลับมา ก้มมองที่ลำตัวของตัวเองก่อนจะพบว่าผมใส่ชุดนักเรียนอยู่แต่ไม่ได้เปื้อนเลือดแต่อย่างใด

          ผมนั่งกุมขมับตัวเอง พยายามดึงสติกลับมา รู้สึกได้ถึงอาการปวดหนึบในหัว ในห้องนอนของผมตอนนี้เงียบมาก ได้ยินแค่เสียงหอบหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นรัวของผมเอง

         

          หลังจากวันนั้นผมก็ไม่เจอพราวอีกเลย เดินผ่านห้อง 5/5 ก็ไม่เจอ โทรไปก็ขึ้นว่าเบอร์นี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว ผมไปหาพราวที่ห้องดนตรีทุกๆ วันพฤหัสเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เจอเธออีกแล้ว เธอหายไปจากชีวิตผมอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าที่ผ่านมาทั้งหมดผมแค่ฝันไป

          และวันนี้ก็เป็นวันพฤหัสอีกครั้ง ผมมาหาเธอที่ห้องดนตรีอีกเช่นเคย และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ผมไม่เจอเธอ

          ขณะที่ผมกำลังจะเดินกลับ จู่ๆ อาจารย์คนหนึ่งเดินออกมาจากห้องพักครูดนตรี ผมจำได้ว่า ผมเคยเอาเอกสารมาให้อาจารย์คนนี้เมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งผมได้เจอพราวในวันนั้น

          ‘เอ่อ ขอโทษนะครับ’ ผมเดินเข้าไปหาอาจารย์คนนั้น

          ‘ว่าไงนักเรียน’

                ‘เอ่อ อาจารย์อยู่ประจำห้องดนตรีทุกวัน อาจารย์ได้เจอเด็กผู้หญิงที่ท่าทางเรียบร้อยๆ มาเล่นซอทุกวันพฤหัสบ้างไหมครับ’

                อาจารย์คนนั้นเงียบไป ก่อนจะตอบออกมา ‘นักเรียนหมายถึงพราวใช่ไหมคะ’

                ผมตาโตกับคำตอบนั่น ‘ใช่ครับ! อาจารย์รู้จักด้วยหรอครับ’

                ‘อาจารย์ก็ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว หรือรู้จักมาก่อนหน้านี้หรอก เพราะอาจารย์เพิ่งย้ายเข้ามาสอนได้เทอมเดียว แต่อาจารย์ท่านอื่นเขาเล่าให้ฟัง’

                ‘...’ ผมไม่มีคำถามใดๆ เพียงแต่ตั้งใจฟังที่อาจารย์จะเล่าเท่านั้น

          ‘พราวเขาตายไปนานแล้วนักเรียน’

                ‘เห็นอาจารย์ท่านอื่นที่อยู่ที่นี่มานานเขาเล่าให้ฟังว่า พราวเป็นเด็กที่ค่อนข้างมีปัญหา เรียนไม่ค่อยเก่ง แถมยังโดนเพื่อนในห้องแกล้งอีก เหมือนเธอจะฆ่าตัวตายโดยเอาไม้ที่ใช้สีซอแทงตัวเองไปเมื่อสองปีก่อนเพราะเรื่องแฟนหนุ่มที่ทำร้ายเธอแถมยังนอกใจ’

                ‘...’

                ‘อาจารย์เคยเห็นนักเรียนยืนคุยกับนักเรียนผู้หญิงคนหนึ่งในห้องดนตรี เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่มีขา อาจารย์ตกใจมาก พยายามตะโกนเรียกนักเรียน แต่เหมือนนักเรียนจะไม่ได้ยิน แถมเด็กผู้หญิงคนนั้นยังหันมามองค้อนอาจารย์ด้วย อาจารย์ท่านอื่นก็เคยเห็นนักเรียนพูดคนเดียวในห้องดนตรีบ้างล่ะ หรือเห็นนักเรียนพูดกับเด็กผู้หญิงคนนั้นบ้าง บางทีอาจารย์เองกลับบ้านเย็น ยังได้ยินเสียงคนสีซอดังมาจากห้องดนตรีเลย แต่เดินไปดูก็ไม่เจออะไร’

          ‘...’

                ‘นักเรียนควรจะเลิกมาที่นี่ได้แล้ว’

                ‘ไม่ครับ’ ผมสวนขึ้นมาในทันที ‘ผมจะมาที่นี่เหมือนเดิมจนกว่าจะได้เจอเธอ ผมอยากคุยกับเธอ’

                อาจารย์เงียบไปพักหนึ่ง ‘งั้นก็โชคดีนะนักเรียน นักเรียนมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะ แต่ก็ระวังตัวด้วยนะ’

                ‘ขอบคุณครับอาจารย์’ ผมยกมือไหว้อาจารย์ ท่านพยักหน้าแล้วเดินจากผมไป ผมหันกลับไปที่ห้องดนตรีอีกครั้งพร้อมกับคิดในใจว่า เมฆจะมาหาพราวเหมือนเดิม จนกว่าพราวจะมายอมเจอเมฆนะ จากนั้นก็เดินจากไป

          ผมมาหาเธอทุกเย็นพฤหัสเหมือนทุกครั้ง แต่ก็ไม่เจอเธออีกเลย ชีวิตผมที่ไม่ได้เจอเธอ มันเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ

          และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมมาหาเธอ

          ผมเดินเข้ามาในห้องดนตรี วางกระเป๋านักเรียนลง พร้อมกับนั่งลงกลางห้อง

          ‘ทำไมอ่ะพราว’ ผมพูดเสียงสั่น รู้สึกเหมือนจะร้องไห้ ร่างกายมันอ่อนแรงไปหมด ผมเหมือนคนบ้าที่เอาแต่วนเวียนกลับมาที่ห้องดนตรีแบบนี้เรื่อยๆ ‘พราว ออกมาคุยกันหน่อยไม่ได้หรอว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอ่ะพราว ฮึก’ ผมก้มหน้าลงกับพื้นพร้อมกับร้องไห้ออกมา มือก็พลางทุบพื้นไม่หยุด น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยไหลออกมาเกือบหกปีตั้งแต่ขึ้นมัธยมมา ตอนนี้มันกำลังไหลออกมาไม่หยุดเพราะเธอ...ผู้หญิงที่เป็นรักแรกของผม ‘ทำไมอ่ะพราว ทำไม! พราวจะทรมานเมฆไปถึงไหนอ่ะพราว! ฮืออออ’

                ผมก้มหน้าร้องไห้อยู่อย่างนั้น ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกหมดหวังอยู่นั่นเอง เสียงสีซออันไพเราะที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

          ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะพบแผ่นหลังที่คุ้นเคย พราวกำลังนั่งพับเพียบสีซอด้วยท่าทางเรียบร้อยอีกเช่นเดิม ให้ตายสิ ภาพนี้ผมไม่ได้เห็นมันมาเป็นเดือนแล้ว คิดถึงจัง...

          ‘พราว...’ ผมเรียกชื่อเธอเสียงอ่อย คล้ายจะหมดแรง มือเธอที่กำลังสีซออยู่หยุดกึก เธอหันเสี้ยวใบหน้ามามองผม แต่ยังไม่กล้าหันมา

          ‘เมฆรู้เรื่องของพราวแล้วใช่ไหม’ เธอถาม

          ‘พราว คือ...’

                ‘เมฆก็รู้ว่าพราวตายไปนานแล้ว ทำไมเมฆยังจะกลับมาที่นี่อีก พราวเป็นผีนะ!’

                ‘แต่เมฆรักพราวนะ!’

                ‘...’

                ‘พราวคือรักแรกของเมฆนะ’

                ‘แต่เมฆก็รู้ ว่าเรื่องของเราเป็นไปไม่ได้’ เธอหันมามองหน้าผมตรงๆ น้ำตาเธอคลอเบ้า ‘เมฆควรไปมีชีวิตที่ดี เราอยู่กันคนละภพ อีกไม่นานพราวก็ต้องจากเมฆไปอยู่ดี’

          ‘พราวไม่ไปไม่ได้หรอ เมฆไม่มีใครนอกจากพราวนะ’

                ‘พราวก็ไม่มีใครนอกจากเมฆเหมือนกัน’ เธอขยับมานั่งใกล้ผม ค่อยๆ ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาบนหน้าผม ที่ผมไม่รู้ตัวว่ามันไหลลงมาอาบหน้าตั้งแต่เมื่อไร ‘แต่โชคชะตามันคงกำหนดมาแล้ว การพบกันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่การจากกันเป็นเรื่องปกตินะ’

                ผมไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากนั่งสะอื้นร้องไห้อยู่อย่างนั้น ผมยกมือขึ้นมาจับมือเธอที่อยู่บนหน้าผมแน่นพร้อมกับร้องไห้ไม่หยุด เธอเองก็ร้องไห้เหมือนกัน เราสองคนขยับตัวเข้ามาหากันและกอดกันแน่น พร้อมกับร้องไห้อยู่อย่างนั้น

          จนเวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งทุ่ม เธอขอร้องให้ผมรีบกลับบ้าน เพราะเธอยังคงต้องวนเวียนกับเหตุการณ์เดิมๆ เวลาเดิมๆ นี้อยู่ ผมที่ไม่อยากเห็นเธอทรมานจึงต้องรีบกลับบ้าน บวกกับผมอยากให้เธอสบายใจด้วย ก่อนจากกัน ผมสัญญาว่าจะทำบุญไปให้เธอ

นร(ขอขอบคุณรูปจาก https://www.thehouse.online/movie_ghostschool/)

         

          จนตอนนี้ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว...

          ผมยังคงทำบุญให้เธออยู่เสมอ ผมยอมรับว่า ผมใช้เวลาปีกว่าๆ กว่าจะทำใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดได้ แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป ตอนนี้ผมมีผู้หญิงแสนดี ที่เป็นหัวใจดวงใหม่ของผมแล้ว เธอดีกับผมมากๆ และผมก็รักเธอมากๆ เช่นกัน และถึงแม้ผมจะเริ่มต้นใหม่ได้ แต่แน่นอนว่าเธอคนนั้นจะยังคงอยู่ในความทรงจำดีๆ ของผมตลอดไป...