ภาพหน้าปกโดย : sport.trueid.net

อาชีพนักฟุตบอลนอกจากฝีเท้า แผนการเล่น และโอกาสแล้ว ตำแหน่งอันเหมาะสมก็เป็นอีกปัจจัยที่กำหนดว่าพวกเขาจะรุ่งหรือร่วงบนเส้นทางสายลูกหนัง เรื่องตำแหน่งถนัดนี้เองใช่ว่าแต่ละคนจะค้นพบตั้งแต่ครั้งเป็นดาวรุ่ง นักเตะบางคนใช้เวลาเกือบครึ่งในอาชีพของตนกว่าจะรู้ว่าทักษะกับความสามารถของเขาเหมาะสมจะเล่นตำแหน่งใดในสนาม และด้วยสาเหตุนี้เองนักเตะบางคนจึงเหมือนได้เกิดใหม่หลังจากเปลี่ยนตำแหน่งการเล่น ซึ่งนักเตะที่เราหยิบยกมานำเสนอต่อจากนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าหลังเจอฮวงจุ้ยที่เหมาะสมพวกเขาไปได้ไกลถึงระดับโลกกันเลยทีเดียว

GBขอบคุณภาพจาก : sport.trueid.net

แกเร็ธ เบล ปีกพญาวานรถูกจับไปเล่นเป็นแบ็คซ้ายตั้งแต่ครั้งเป็นดาวรุ่งที่ เซาต์แธมตัน พอได้ย้ายไปอยู่กับทีมใหญ่อย่าง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก็ยังคงได้รับบทบาทให้เป็นผู้เล่นแนวรับทางฝั่งซ้ายอยู่เหมือนเดิม กับทีมไก่เดือยทองเบลได้สร้างสถิติสุดบู่ชนิดที่ตัวเขาเองก็คงไม่อยากจำ นั่นคือการลงสนาม 11 นัดทีมไม่พบกับชัยชนะเลย แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ผู้จัดการทีมณ.ขณะนั้นเห็นเบลเล่นเกมรับได้แย่สุด ๆ จึงตัดสินใจจับเขาขึ้นไปยืนเป็นปีกซ้ายเผื่อจะคุ้มกับค่าตัว 12 ล้านปอนด์ที่จ่ายให้ทีมนักบุญบ้าง ปรากฏว่าไอเดียมึน ๆ ของจ่าเฉยกลับเวิร์คอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเบลเล่นเกมรุกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ความเร็วของเขาเป็นเครื่องหมายการค้าที่ยากจะเลียนแบบ จากนั้นทั่วทั้งโลกก็ได้รู้จัก แกเร็ธ เบล ในฐานะนักเตะระดับโลกคนหนึ่งของวงการฟุตบอล

Advertisement

Advertisement

PEขอบคุณภาพจาก : sport.trueid.net

ปิแอร์-เอเมอร์ริค โอบาเมยัง ครั้งเป็นดาวรุ่งในทีมปิศาจแดงดำ เอซี มิลาน "โอบา" ถูกจับให้เล่นในตำแหน่งปีก เพราะฟุตบอลในยุคนั้นปีกที่มีความเร็วถือว่าเป็นที่ต้องการของทุกทีม แต่แม้จะมีความเร็วเหลือ ๆ ทักษะด้านอื่นอย่างการผ่านบอลให้ศูนย์หน้าทำประตูหรือแย่งบอลฝ่ายตรงข้ามดาวรุ่งจากกาบองล้วนสอบตกแทบทั้งสิ้น หนุ่มน้อยอนาคตมืดมนในตอนนั้นจึงต้องระเห็จระเหเร่ร่อนไปฝึกวิชากับหลายสโมสรก่อนที่ แซงต์ เอเตียน ทีมระดับกลางจากฝรั่งเศสจะค้นพบความสามารถที่แท้จริงของเขา นั่นก็คือการให้ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าในแผนการเล่นแบบฟุตบอลสมัยใหม่ ซึ่งนั่นเองคือจุดเริ่มของฝันร้ายสำหรับบรรดากองหลังและผู้รักษาประตูก็ว่าได้

Advertisement

Advertisement

มุสซ่า เด็มเบเล่ เมื่อครั้งค้าแข้งอยู่กับ เอฟซี ทเวนเต้ กับ ฟูแล่ม แข้งมหัศจรรย์ชาวเบลเยี่ยมถูกจับให้เล่นเป็นศูนย์หน้า ซึ่งจริง ๆ แล้วผลงานก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวเพราะเด็มเบเล่ทำประตูเองและจ่ายให้เพื่อนจบสกอร์ได้บ่อย ๆ แต่เมื่อย้ายไปอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เขาถูกสั่งให้ถอยลงไปเล่นเป็นกองกลางตัวกลางและดูท่าว่าจะเสียของไปแล้วในช่วงแรก ทว่าเมื่อทีมมีการเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งนายใหญ่ของทีมถูกยกให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ตัวเด็มเบเล่เองก็เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งเพราะ "พอช" ใช้งานเขาอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการให้เล่นเป็นกองกลางสไตล์ Box to Box นับจากนั้นเป็นต้นมาโลกจึงได้ยลฝีเท้าของกองกลางพรสวรรค์ ผู้ครองบอลเหนียวแน่น แทบไม่เสียบอลให้ใคร ประหนึ่งร่างอวตารของ ซีเนอดีน ซีดาน เลยทีเดียว

Advertisement

Advertisement

TAAขอบคุณภาพจาก : sport.trueid.net

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนล แฟนบอลหลายคนรวมถึงแฟนบอลลิเวอร์พูลเองอาจจะไม่เคยทราบว่าเจ้าหนูฟอร์มระเบิดอย่าง TAA นั้นเดิมทีไม่ใช่ผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คขวา!!! โดยเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปครั้งยังเป็นผู้เล่นเยาวชนเจ้าหนูชื่อยาวผู้นี้ถูกอะคาเดมี่ของทีมหงส์แดงฟูมฟักเพื่อให้เป็นกองกลางในสไตล์เดียวกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แต่พอถึงวัยเรียนรู้กับทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2016/2017 เจอร์เก้น คล็อปป์ เห็นแย้งกับโค้ชทีมเยาวชนว่าความเร็วและการผ่านบอลของเทรนต์น่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่าหากให้เขาลงเล่นในตำแหน่งแบ็คขวา ซึ่งการทดลองของกุนซือสมองเพชรก็เห็นผลในอีกสองฤดูกาลถัดมา เมื่อฟอร์มเข้าฝักเจ้าหนูเทรนต์สร้างประโยชน์ให้ทีมได้อย่างมากมาย ทั้งการเล่นเกมรับ ขึ้นเกมรุก เล่นลูกตั้งเตะ และครอสบอลให้เพื่อนทำประตู ในวัยเพียง 21 ปี เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนล สามารถยึดตัวจริงในทีมได้ ช่วยทีมคว้าแชมป์หลายรายการ แถมตัวเขาเองก็กลายเป็นแข้งระดับโลกไปแล้ว ซึ่งนั่นยิ่งตอกย้ำว่าคล็อปป์คิดถูกที่ไม่ให้ TAA ลงไปเล่นในตำแหน่งกองกลาง เพราะถ้าทำอย่างนั้นโลกอาจจะไม่รู้จักกับหนึ่งในดาวรุ่งที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนล เลยก็เป็นไปได้

เรื่องราวของนักฟุตบอลเหล่านี้เองก็เอามาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนอย่างเรา ๆ ได้เช่นกัน สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็แล้วแต่ บางทีเราอาจไม่ควรโทษตัวเองหรือบีบคั้นตัวเองจนเกินไป บางครั้งการถอยออกมาแล้วพิจารณาว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นคือความถนัดหรือไม่ ใช่ที่เราต้องการหรือเปล่าอาจจะเป็นการดีกว่า เพราะการฝืนทำในสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่รัก หรือไม่ชอบ สักวันหนึ่งเราอาจจะทนทำมันไม่ได้อีกต่อไปนั่นเอง