เสียงร้องแหลมเล็กฟังดูแหบโหยดังเล็ดลอดออกมาจากดงไผ่อันรกครึ้ม ป้าสายได้ยินดังนั้น ก็ไม่รอช้า รีบสาวเท้าก้าวเดินลงจากเขาอย่างรวดเร็วภาพประกอบจาก pixabay

หลังจากป้าสายกลับมาถึงยังหมู่บ้าน สิ่งที่ไปเจอมา ก็ถูกถ่ายทอดลงสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว หลายคนบอกว่า น่าจะเป็นเสียงของผีป่าหรือผีกองกอย อีกหลายเสียงก็แย้งขึ้นว่า อาจเป็นเสียงสัตว์ร้องก็ได้ ป่าบ้านเราเคยมีผีกองกอยที่ไหนกัน แล้วลุงมีผู้อาวุโสของหมู่บ้านที่ทนฟังมานานรีบสวนขึ้น "เฮ้ย ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนทั้งหลาย ฟังข้าเนี่ย พวกเอ็งจะรู้อะไร อดีตเก่าก่อน ป่าแถวนี้ชุกชุมไปด้วยเสือ สิงห์ ลิงค่าง บ่าง ชะนี รวมถึงผีป่าผีกองกอยด้วยนะโว้ย"  "ลุงเคยเห็นเหรอ" เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งถามขึ้น "ไม่เคย" แกยักไหล่ตอบ "แหมแล้วทำเป็นคุย" วัยรุ่นเบ้ปาก "แต่พ่อข้าเคยเล่าให้ฟังว้อย" ลุงมีว่า "โธ่ ก็แค่เรื่องเล่า" "แล้วแกจะฟังไหมล่ะ" พูดพร้อมจ้องตาเขม็ง "ฟังจ๊ะ" วัยรุ่นเสียงอ่อย เมื่อเจอท่าทีจริงจังของลุงมี 

Advertisement

Advertisement

     "ย้อนไป เมื่อหลายสิบปีก่อน พื้นที่แถบนี้เคยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ต้นยางนาสูงลิบลิ่วเป็นทิวเทือกจรดเหนือใต้ พวกเอ็งรู้เอาไว้  "ภูลังกา" ณ.แดนดินถิ่นอิสานเหนือ มีเขตติดต่อกัน ระหว่าง จังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครพนม เป็นภูเขาห้าลูกสลับซับซ้อนทอดยาวขนานคู่ไปกับลำน้ำโขง เมื่อก่อนเคยอยู่เขตพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม แต่ปัจจุบันย้ายสำมะโนครัวไปอยู่จังหวัดบึงกาฬเป็นที่เรียบร้อยภาพอุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.บึงกาฬ

เครดิตภาพจากเว็บไซต์:สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ

 

"ว่ากันว่า ภูลังกาล้วนเต็มไปด้วยสิ่งอาถรรพ์ลี้ลับมากมาย พวกเอ็งรู้ไหม" "ไม่รู้" เสียงตอบดังขึ้นพร้อมเพรียงเหมือนเด็กกำลังนั่งฟังปาฐกถา "ดี" ลุงมีย้ำเสียง "ดียังไง" วัยรุ่นคู่ปรับถามด้วยสีหน้ายียวน "ก็ ข้าจะได้เล่าต่อไง จะฟังไม่ฟัง" "ฟังจ๊ะ" วัยรุ่นคู่ปรับตอบ พร้อมก้มหน้ามองพื้น เพื่อหลบสายตาลุงมี ที่จ้องมาตาเขียวปั๊ดด้วยความไม่พอใจ "หักคอจิ้มแจ่วซะดีไหม ไอ้นี่ ชอบขัดคอดีนัก" ลุงมีบ่นพึมพำเบา ๆ ก่อนละสายตาไปยังกลุ่มชาวบ้านที่รอฟัง

Advertisement

Advertisement

"ณ.สถานที่แห่งนี้ถือเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะอดีตเคยมีพระเกจิชื่อดัง ล้วนปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ หลายต่อหลายรูป มาปลีกวิเวก ค้นหาความเงียบสงัดสงบ เพื่อจุดมุ่งหมาย คือ พระนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุด" ว่าพร้อมกับประนมมือหลับตาพริ้ม ประหนึ่งเป็นผู้ทรงศีล จนวัยรุ่นคู่อริอดหมั่นใส้ไม่ได้ จึงพูดออกมาเบา ๆ "โถ... ตามีกะล่อน" "เสียงสุนัขที่ไหนมันหอนอยู่แถวนี้วะ" พูดทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม ยิ่งสร้างความชิงชังมากขึ้น

Advertisement

Advertisement

"แล้วผีกองกอยล่ะลุง" สาววัยรุ่นในกลุ่มถามขึ้นบ้าง ลุงมีหันไปมอง แล้วยิ้มเหงือกบาน พลางส่งสายตากรุ้มกริ่มไปยังสาวน้อย ก่อนทำทีกระแอมกระไอ "อะ แฮ่ม (ทำเสียงหล่อ) อันว่าผีกองกอย พ่อข้าเคยเล่าให้ฟัง ตอนอพยพมาตั้งหมู่บ้านที่นี่เมื่อหลายสิบปีก่อน วันหนึ่งพ่อกับปู่ขึ้นเขาไปหาของป่ามาขายตามปกติ วิถีคนบ้านป่าบ้านดอยก็แบบนี้แหล่ะ เมื่อก่อนไม่มีป่าสงวนหรอก ใครก็เข้าป่าได้ พรานป่าล่าสัตว์ ได้เก้งได้กวาง หมูป่ามากินมาขาย ป่าคือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ของคนชนบทดี ๆ นี่เองแหละอีหนูเอ๋ย หึ หึ" แล้วลุงมีก็เล่าต่อ

"พ่อข้าบอกว่าลักษณะของผีกองกอยที่พ่อกับปู่ไปพบเจอมา ลักษณะของมัน มีรูปร่างคล้ายคน ตัวผอม ๆ ขนาดลำตัวเท่ากับเด็กอายุประมาณ 12 ขวบสูงราว ๆ 120-130 เซ็นติเมตร แต่ที่แปลกไปกว่านั้น มันมีขาเดียวปลายเท้าชี้กลับไปด้านหลัง มือกางใหญ่แขนยาวเก้งก้างไม่สมดุลกับลำตัวเอาเสียเลย ท่องป่องมาน เหมือนเด็กเป็นตางขโมย ดวงตากลมโตแดงเป็นสีเลือด ปากยื่นยาวออกมาประมาณ 2-3 นิ้ว ผมยาวกระเซิงคลุมย้อยห้อยมาถึงตูด เนื้อตัวมอมแมมสกปรก ใบหน้า เหี่ยวย่น น่าเกลียดน่ากลัว กลิ่นของมันเหม็นสาบสาง ยังกะสัตว์ตายกองรวมกันนับสิบตัว เวลามันเคลื่อนไหวก็ด้วยการกระโดดกระย่องกระแแย่งไปเรื่อย ๆ พ่อบอกอีกว่า ปู่กับพ่อกลัวจนฉี่แทบราด ถึงขนาดเผลอกลั้นลมหายใจกันเลยทีเดียว"

แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็ไปเข้าหูผู้ใหญ่ผิน จากนั้นจึงป่าวประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง เรียกประชุมลูกบ้าน ให้มาช่วยกันคิดปรึกษาหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านอยู่ในขณะนี้ "ผมคิดว่า ผีกองกอย แน่นอนครับผู้ใหญ่" ลุงมีโพล่งขึ้น "จะใช่ผีกองกอยหรือไม่ใช่ นั่นเรายังไม่รู้ แต่ยังไงเราก็ต้องเข้าไปพิสูจน์ดูว่ามันใช่หรือไม่ใช่" ผู้ใหญ่ให้ความเห็น "ผมว่าไม่ใช่ผีกองกอยหรอกครับผู้ใหญ่" วัยรุ่นคู่ปรับแทรกขึ้นหวังจะดักคอลุงมี "แกรู้ได้ไงว่าไม่ใช่ ไอ้เด็กเกิดเมื่อวานซืนอย่างเอ็งจะรู้อะไร" ลุงมีตวาดด้วยความไม่พอใจ "แล้วลุงล่ะรู้อะไรบ้าง มีแต่ขี้โม้ ที่เล่ามาก็ไม่เคยเห็นกับตา งมงายไม่เข้าเรื่อง ยุคนี้มันยุคไหนแล้ว" ลุงมีลุกพรวด! ขึ้นด้วยความโมโห ที่ถูกดักคอซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ยุคไหนไม่เกี่ยว แต่ที่เกี่ยว คือ ปากเอ็งแกว่งมาเกี่ยวส้นเท้าข้าให้แล้วโว้ย"

ก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย ผู้ใหญ่ผินรวมถึงชาวบ้าน ปรี่เข้าไปห้ามทัพทันที "พอ ๆ ทั้งหัวหงอกหัวดำ ลุงมีก็ อายุปูนนี้แล้ว จะไปสำมะหาอะไรกับเด็กมัน พิโธ่เอ้ย" ว่าเสร็จ แล้วก็หันไปทางป้าสาย "ว่ายังไงยายสาย บอกว่าได้ยินเสียงอะไรดังออกมาจากดงไผ่" ผู้ใหญ่ถาม "ฉันก็ไม่รู้หรอก ว่าเสียงอะไร มันดังออกมาจากข้างในกอไผ่ ตอนนั้นฝนลงเม็ดพอดี ฟ้าเริ่มมืด ทั้งที่ยังไม่ค่ำ ฉันพยายามเงี่ยหูฟัง มันหยุดไปสักพักก็ดังขึ้นอีก ฉันมองไปข้างใน แต่มันมืดมาก มองเห็นไม่ชัด จากนั้นก็รีบเดินหนี เพราะกลัว และในใจก็คิดว่ามันน่าจะเป็นผีกองกอยแน่ ๆ ที่กำลังออกหากิน"ต้นใผ่

เครดิตภาพโดย:https://pixabay.com/th/users/Capri23auto-1767157/

 

พอป้าสายเล่าจบ เสียงชาวบ้านก็แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายเชื่อ กับไม่เชื่อ ที่เชื่อก็หวาดกลัว ไม่กล้าไปทำไร่ทำสวน ส่วนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็วางฟอร์มปากกล้าบอกไม่กลัว แต่กลับไม่ยอมเข้าไปหาของป่าเหมือนอย่างเคย แล้วผู้ใหญ่ก็ขันอาสาพาชาวบ้านบางส่วนบุกเข้าไปยังดงไผ่เจ้าปัญหานั่น โดยไม่ลืมที่จะเรียกป้าสายไปด้วย เพื่อนำทางไปยังจุดเกิดเหตุ

เช้าวันอาทิตย์ขบวนการพิสูจน์ทราบ พากันตบเท้าเข้าป่าทันที บางคนมีมีดพร้า ก็พกติดตัวไปด้วย ใครมีปืนแก็ปก็สะพายแหล่งขึ้นบ่า พิเศษหน่อยก็ผู้ใหญ่ผิน ที่เดินถือปืนลูกซองแบบคานเหวี่ยง เวลลิงตัน มาอย่างเท่ห์ ทำเอาหนุ่ม ๆ ร้องจุ๊ปาก กันด้วยความตื่นตา "โห ผู้ใหญ่เล่นของแรงโว้ย" หนึ่งในนั้นว่าขึ้น 

การเดินทางใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็มาถึงยังเชิงเขา ป้าสายบอกเดินขึ้นเขาอีกหน่อยก็ถึงแล้ว ในกลุ่มที่ร่วมเดินทางมา บางคนก็เคยขึ้นมาหาหน่อไม้ ก็พอจำได้บ้าง แต่เนื่องจากไม่ค่อยมาบ่อย จึงไม่ชินเส้นทาง ส่วนป้าสายแกเข้าป่าหาเก็บยาสมุนไพรเป็นปกติอยู่แล้ว เพื่อนำไปขาย จึงรู้เกือบทุกซอกซอยของป่าแถบนี้

พอขณะเดินทางมาถึงยังดงไผ่ ต้นเหตุของเสียงปริศนา พลันท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี จากสว่างจ้าด้วยแสงแดดยามเช้า กลับมืดครึ้มด้วยเมฆฝนที่เคลื่อนเข้ามาบดบัง จากนั้นก็เกิดลมกรรโชกแรง ทำให้ต้นไม้ในบริเวณนั้นโอนเอนไปมา ปลายยอดไผ่ไหวลู่ตามแรงลม ลำไผ่เสียดสีกันดังเป็นระยะ บรรยากาศชักไม่ค่อยดี คนที่ติดไฟฉายมาด้วย ก็กดส่องเข้าไปในดงไผ่ทันที ผู้ใหญ่บอกให้ป้าสายเดินนำหน้าไปยังจุดที่ได้ยิน ป้าสายมีท่าทีกลัว ๆ ผู้ใหญ่จึงออกคำสั่งเข้ม ให้รีบนำทาง เดี๋ยวฝนตกมามันจะยุ่ง ป้าสายจึงยอม

ทั้งหมดดาหน้าเข้าไป พร้อมกราดไฟฉายสาดส่องไปมาอย่างระมัดระวัง ภายในป่าไผ่รงรุงรังอับชื้น เต็มไปด้วยกิ่งหนามไผ่วางขวางระเกะระกะ ใบไผ่กองทับถมตลอดระยะทางเดิน ทุกคนเดินลึกเข้าไปราวร้อยเมตรเศษ ด้านในขมุกขมัวบรรยากาศคล้ายโพรงถ้ำ เพราะกอไผ่ป่า มีด้วยกันหลายสิบกอ แต่ละกอสูงลิ่วราวตึกห้าชั้นหกชั้น ป้าสายชี้มือสุ่มบอกมันน่าจะดังมาจากบริเวณนั้น ว่าแล้วก็วาดนิ้วไปด้านขวา ตรงกอไผ่ขนาดใหญ่ แต่ละลำมีขนาดเขื่องเกือบเท่าโคนขาขึ้นเบียดเสียดหนาแน่น ห่างจากจุดที่ยืนอยู่ประมาณยี่สิบเมตร ทุกคนพากันย่องสืบเท้าเข้าไปเบา ๆ โอบล้อม ซ้ายขวา ในมือกระชับอาวุธแน่น เตรียมพร้อมเหนี่ยวไกได้ทันที หากมีอะไรพุ่งออกมาจากหลังกอไผ่ ยิงได้เลยไม่ต้องรอคำสั่ง นี่คือคำพูดประโยคสุดท้ายของผู้ใหญ่ผิน

เมื่อทุกคนมาถึงยังด้านหลังกอไผ่ สิ่งที่ทุกคนได้พบและได้เห็น ถึงกับชะงัก พร้อมอุทานออกมาเบา ๆ กับภาพที่อยู่เบื้องหน้า ปรากฎชัดต่อทุกสายตาที่จดจ้อง ไฟฉายทุกกระบอกพุ่งตรงไปยังจุดเดียวกัน

ช่างเป็นภาพที่เวทนายิ่งนัก ที่อยู่ตรงนั้น มันคือร่างของเด็กน้อยสองคนนอนกอดกันแน่น คนพี่เป็นผู้หญิงอายุราว ๆ 4-5 ขวบ นั่งกอดน้องที่ยังเป็นทารกมีผ้าห่อหุ้มเอาไว้ มารู้อีกทีว่าเป็นเด็กทารกผู้ชาย ข้าง ๆ ตัวเด็กมีขวดนม ขวดน้ำ และถุงขนมที่ถูกกินแล้วสองสามถุงวางอยู่ใกล้ ๆ สภาพเนื้อตัวมีร่องรอยยุงกัด ส่วนทารกมีมดไต่ตอมเต็มใบหน้า ร่างกายเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนที่ตกเมื่อคืน เป็นภาพที่ทุกคนต้องเบือนหน้าหนี ลุงมีบ่นพึมพำด้วยความเศร้าสลดใจ "ใครกันหนอช่างใจดำ หลอกเด็กมาปล่อยทิ้งกลางป่าแบบนี้

มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในดงไผ่เชิงเขา กับความตายของเด็กทั้งสองที่ยังเป็นปริศนา บ้างว่าพ่อแม่นำมาทิ้ง หรือไม่ ก็ถูกลักพาตัว แต่ทุกอย่างกลับไร้ร่องรอยหลักฐาน ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก สอบถามหมู่บ้านใกล้เคียง ก็ไม่ปรากฏว่าลูกหลานใครหาย สรุปเด็กทั้งสองคงไม่ใช่ลูกหลานของคนแถวนี้ ชาวบ้านจึงลงความเห็นตรงกันว่า เด็กคงถูกพ่อแม่หลอกมาปล่อยทิ้งกลางป่าหวังให้อดตาย แล้วก็ตายจริง ๆ ชาวบ้านจึงพากันสาปแช่ง ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ที่ใจดำอำมหิต ไม่รับผิดชอบ กับสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมากับมือ ขนาดเป็นสิ่งไร้ชีวิต หากสูญหาย ยังรู้สึกหวงแหน แต่นี่คนแท้ ๆ นอกจากไม่หวงแหน กลับนำไปปล่อยทิ้งกลางป่าได้อย่างเลือดเย็นอีกด้วย...

เรื่องราวทั้งหมดที่นำเสนอเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา

หากผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มา ณ.ที่นี้ด้วยครับ

เครดิตภาพปกโดย: https://pixabay.com/th/users/Free-Photos-242387/

ภาพประกอบที่ 1: https://pixabay.com/th/users/Free-Photos-242387/

ภาพประกอบที่ 2: จากเว็บไซต์สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ

ภาพประกอบที่ 3: https://pixabay.com/th/users/Capri23auto-1767157/