วันนี้เจเจจะพาทุกคนไปเที่ยวที่อีกหนึ่งจุดหมายในฝัน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเมืองจีน และชอบความหนาวเย็นสะท้านแบบพิเศษ เพราะวันนี้จะพาทุกคนไปที่ ภูเขาหิมะมังกรหยก นั่นเอง จะเหมือนมังกรหยกยังไงนั้น พร้อมแล้วแพ็คกระเป๋าตามมาเล้ยยย

ต้องบอกก่อนว่าเจเจเป็นไกด์นำเที่ยวค่ะ โดยทริปนี้เราบินตรงจากสุวรรณภูมิ - ลี่เจียง โดยสายการบิน Lucky Air เรามาถึงที่ลี่เจียงกันช่วงเย็น ๆ สิ่งสำคัญที่สุดในการมาเที่ยวลี่เจียง คือการไม่ประมาทกับการปรับตัวของร่างกายค่ะ โดยปกติคนเราจะสามารถอาศัยอยู่บนความสูงได้ไม่เกิน 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยไม่ต้องปรับตัวใด ๆ แต่ว่าที่ลี่เจียงเนี่ย แค่ลงจากเครื่องบินก็ปาไป 2,500 เมตรแล้วค่ะ ถ้าใครที่ร่างกายไม่แข็งแรงบอกเลยว่าจะเริ่มมีอาการมึน ๆ ตั้งแต่ที่สนามบินเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าเรามีตัวช่วยจ้า

Advertisement

Advertisement

ในฐานะผู้นำเที่ยว ความปลอดภัยของลูกทัวร์สำคัญที่สุดเลยค่ะ ขึ้นรถบัสแล้วเจเจจะแนะนำให้ลูกทัวร์ทุกคนซื้อออกซิเจนกระป๋อง เป็นสิ่งที่ช่วยเติมออกซิเจนให้เราในเวลาที่เราหายใจลำบาก หายใจไม่ทัน ไมเกรน อ่อนเพลีย กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ ต้องสูดเรื่อย ๆ เลยค่า เพราะเป็นอะไรทีนึงเที่ยวหมดสนุกเลยล่ะ แล้วอยากให้ซื้อตามที่ไกด์แนะนำนะคะ เพราะจะได้ออกซิเจนคุณภาพ สูดได้ยาว ๆ เป็นออกซิเจนแท้ และกลิ่นสะอาดบริสุทธิ์ด้วยค่ะ

ไม่ว่าจะมาเองหรือเที่ยวกับทัวร์ปกติ วันแรกและวันที่ 2 เราจะยังไม่ขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกนะคะ เพราะต้องให้ร่างกายปรับตัวกับความสูงก่อน จะเป็นการเที่ยวภาคพื้นทั่วไปค่ะ เช่น สะพานแก้ว อุทยานน้ำหยก สระมังกรดำหรือเมืองโบราณลี่เจียงค่ะ 

ส่วนนี่คือเมืองโบราณลี่เจียงค่ะ แวะมาเดินเล่นให้ชิล ก่อนจะไปขึ้นเขาวันถัดไปกันนะคะ

Advertisement

Advertisement

เมืองโบราณลี่เจียง ที่เที่ยวเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นสู่ยอดเขามาเข้าสู่การขึ้นภูเขาหิมะของเรากันเลยค่ะ คณะเราตื่นกันตั้งแต่เช้า เติมพลังร่างกายให้พร้อมยิ่งกว่าวันไหน ๆ  แล้วมุ่งหน้าตรงสู่ภูเขาหิมะมังกรหยกโดยรถบัส เมื่อไปถึงแล้วก็จะเห็นผู้คนต่อคิวกันยาวเหยียด สมกับเป็นสถานที่ไฮไลท์ของเมืองจริง ๆ เราทุกคนจะต้องไปที่จุดรอรถบัสของทางอุทยานค่ะ เพื่อจะไปส่งเราที่จุดขึ้นกระเช้า  บอกเลยว่าแค่จุดนี้ก็เริ่มหนาวสะท้านแล้วค่ะ อุณหภูมิแทบจะแตะเลขตัวเดียว แต่สำหรับคนไทยที่อยู่เมืองร้อน เจออากาศเย็นสะใจแบบนี้ ก็ฟินใช่ย่อยเหมือนกัน

                เอาหล่ะค่ะ กระเช้ามาถึงที่แล้วเตรียมขึ้นสู่ยอดเขากันเลย ต้องบอกเลยว่าระหว่างที่กระเช้าขึ้นต้องสูดออกซิเจนกระป๋องให้เยอะ ๆ เลยค่ะ เพราะความสูงเพิ่มขึ้นเร็วมาก แถมอากาศก็เข้าใกล้เลข 0 ขึ้นเรื่อย ๆ สูดให้เต็มที่ไปเลย

Advertisement

Advertisement

กระเช้าขึ้นแล้วจ้า เห็นภูเขาหิมะอยู่ลิบๆ

                และแล้วเราก็มาถึงยอดแล้วค่ะ จุดนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 4 องศา บนยอดความสูง 4,506 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หิมะเอย ลมหนาว ๆ เอย แล้วทิวเขาสีน้ำตาลตัดกับความขาวนวลของหิมะ เป็นภาพที่เหมือนสวรรค์มาก ๆ และนี่จึงเป็นที่มาของชื่อมังกรหยก เพราะมองดูไกล ๆ แล้วเหมือนมังกรกำลังเลื้อยอยู่นั่นเอง ถ้าโชคดีหมอกไม่ลงบอกเลยว่าคุณจะได้เห็นสวรรค์บนดินจริง ๆ แต่ถ้าหมอกลง อดทนรอซักหน่อยลมพัดไปพัดมา ต้องมีฉากที่ฟ้าเปิดซักนาทีนึงละนะ

4 องศา กันเลยทีเดียวสำหรับบนนี้สวรรค์มากๆ

                ข้างบนนี้จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ และชั้นพักเป็นขั้น ๆ กันไปสำหรับเดินเล่นถ่ายรูป ขอบอกเลยว่าตอนเดินขึ้นเนี่ย ขนาดเดินช้า ๆ ยังเหนื่อยเหมือนวิ่งเลย ฉะนั้นอย่าคิดวิ่งบนนี้เด็ดขาด เดี๋ยวหายใจไม่ทันจริง ๆ นะ ใครมีขนมขบเคี้ยวติดมากินบนนี้ เช่น พวกช็อกโกแลต จะช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกายได้ดีเยี่ยมเลยจ้า

ถ่ายรูปกันใหญ่เลยนะ

                นอกจากจะมีวิวภูเขากับหิมะอันงดงามให้เราได้ชมแล้ว ยังมีเจ้าอัลปากาน้อยที่มายืนต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ถ่ายรูปอยู่ด้วย เจ้าตัวนี้บางวันก็มา บางวันก็พัก ใครขึ้นไปแล้วโชคดีก็จะเจอน้องคอยเราอยู่จ้า ค่าถ่ายรูปอยู่ที่ประมาณ 20 หยวน หรือ เกือบ ๆ 100 บาทของไทย บอกเลยว่าคุ้ม เพราะน้องน่ารัก น่ากอดสุด ๆ

น้องน่ารักสุดๆไปเลย

               โดยทั่วไปแล้วถ้าเรามากับทัวร์ จะให้เวลาบนนี้ประมาณ 45 นาทีค่ะ ซึ่งถือว่าตั้งไว้เผื่อ ๆ เลย เพราะหลายคนอยู่ได้ 10-15 นาทีก็ต้องนั่งกระเช้าลงกันแล้วเพราะหนาวมาก สำหรับใครที่รู้สึกว่าหนาวแต่ยังไม่อยากลง ก็สามารถเข้าไปหลบในอาคารก่อนได้ค่ะ ในนั้นนอกจากจะอุ่นกว่าแล้ว ยังมีอาหารร้อน ๆ ขายด้วยไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด ข้าวโพดต้ม น้ำซุป ได้ซดน้ำซุปบนภูเขาหิมะนี่มันคือความฟินระดับ 10 เลยจริง ๆ

              หลังจากที่ดื่มด่ำกับบรรยากาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จะนั่งกระเช้าลงไปด้านล่างกันแล้วค่ะ เพราะยิ่งอยู่นานใช่ว่าจะดีค่ะ ร่างกายแต่ละคนมีขีดจำกัดไม่เท่ากัน ต้องหมั่นเช็คตัวเองบ่อย ๆ นะคะ ไม่ไหวแนะนำให้ลงก่อนดีที่สุดจ้า

              ลงมาจากเขาแล้ว ยังมีโชว์จางอี้โหมวสุดอลังการจัดให้เราได้ดูอีกด้วย โดยมีนักแสดงหลายร้อยคนมาร่วมโชว์ครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น และรักในการร้องรำทำเพลงตั้งแต่สมัยก่อน คุณจาง อี้ โหมวจึงได้จัดเวทียิ่งใหญ่ตระการตาขึ้นมา เพื่อให้ชาวบ้านได้มีรายได้จากการแสดง โดยเป็นการแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวเขา การอพยพขี่ม้า การละเล่นต่าง ๆ เรียกได้ว่าเพลิดเพลิน เต็มอิ่ม และประทับใจสุด ๆ ไปเลย

โชว์จางอี้โหมวสุดอลังการ

              เป็นไงบ้างคะการมาเยี่ยมชมลี่เจียงในครั้งนี้ ใครที่ยังไม่เคยไปเจเจแนะนำให้ได้ลองไปสักครั้งนะคะ ประทับใจไม่รู้ลืมเลยค่ะ แล้วอย่าลืมแวะไปสถานที่ใกล้เคียงอย่างอุทยานไป่สุ่ยเหอ และเมืองโบราณลี่เจียงนะคะ สวยงาม น่าประทับไม่แพ้กันเลยค่า แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้านะคะ แล้วเจเจจะพาทุกคนไปที่ไหนอีกรอติดตามจ้า

ภาพทั้งหมดโดย : ผู้เขียน (Jeremy)