ลูกจุดโทษช่วงนาทีสุดท้ายแบบนั้น ทำเอาหัวใจของชาวชมพู-ฟ้า สวนกุหลาบ ทั้งนักฟุตบอล, สต๊าฟโค้ช และกองเชียร์แทบแหลกสลายกันไปหมดแล้ว ก็ทีมที่ขึ้นนำน่ะ...เป็นทีมที่แข็งแกร่งเหลือเกินอย่าง เทพศิรินทร์ ซะด้วย

เส้นทางฝันสู่รอบสุดท้าย ฟุตบอลเยาวชน “ที่ดีที่สุด” อย่าง คิงเพาเวอร์คัพ ของเด็ก ๆ จาก “กรุงปร๊าก” ปร๊ากคลองตลาดกำลังจบลง ทั้ง ๆ ที่ครั้งก่อนฉลุยเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศในการชิงชัยระดับประเทศมาแล้ว

แต่หากมองย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของทีม บางครั้งการมาถึงจุดนี้ก็ต้องบอกว่า...มันเกินฝันมากแล้วจริง ๆ

ผมมองว่ามันยากนะที่จะกลับมาได้อีกครั้ง...คือเราเหลือ 10 คนด้วย” มนินท์ เภามี หรือ โค้ชจ่อย ผู้ฝึกสอนโรงเรียนสวนกุหลาบเปิดใจถึงช่วงนาทีวิกฤต “แต่ตอนนั้น น้อง ๆ ได้ใจผมไปแล้วนะ น้องมันสู้ให้ผมเห็นแล้ว เลยทำให้รู้สึกว่า เออ!...ไม่เป็นไร คือถ้าสุดท้ายเราแพ้ ผมมั่นใจว่ากองเชียร์ที่ไปดู ปรบมือให้น้อง ๆ 100%”

Advertisement

Advertisement

และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ในแทบวินาทีสุดท้ายของการแข่งขัน... ไม่ว่าใครจะเรียกว่าอะไร?

ปาฏิหาริย์, โชค, จังหวะฟุตบอล หรือ ความพยายาม

สุดท้ายสิ่งที่น้อง ๆ ชุดนี้ได้กลับมา มันมากกว่าแค่เสียงปรบมือ

3232323565658952

ทีมชุดคิงเพาเวอร์คัพของ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รวบรวมผู้เล่นอายุ 15 ปีตามเกณฑ์การแข่งขันของถ้วยใบนี้ โดยมี 4 คนที่ติดอยู่ในทีมชุดแชมป์ 16 ปี กรมพลศึกษา ประเภท ข ประจำปีการศึกษา 2562 ได้แก่ อภิชาติ สาหร่าย ดาวยิงที่เข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายเมื่อครั้งก่อนมาแล้ว และเป็นหนึ่งในขุนพลชุดจตุรมิตรในปีนี้ด้วย, จารุพัฒน์ กิตติวงศ์ธรรม ปราการหลัง กัปตันทีม, เบิกฤกษ์ เดชกล้า และ พงษ์พิเชฐ ทองขำ

แต่สิ่งที่ มนินท์ เภามี ผู้ฝึกสอนของทีมต้องเจอในการปั้นทีมนี้ขึ้นมาก็คือ ความไม่แน่นอนในการสร้างเกมรุกใส่คู่แข่งขัน

Advertisement

Advertisement

ทีมชุดนี้บิวท์อัพเกมไปแล้ว เสียบอลกลางทางบ่อย ให้ผมมองคือ...อาจจะเพราะทัศนคติในการเล่น ที่บางทีน้องมันยังฝืนไปบ้าง คิดช้าไปบ้าง

เมื่อนำมาคิดพิจารณาร่วมกับการที่ถูกประกบอยู่ในสายเดียวกับ กรุงเทพคริสเตียน, วิชูทิศ (โรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ) และ ทวีธาภิเษก บางขุนเทียน และหากสามารถจบที่ 1 หรือ 2 ของสายได้ ก็ต้องไปแย่งตั๋วเข้ารอบสุดท้ายกับสายที่มีทั้ง เทพศิรินทร์ และ สุรศักดิ์มนตรี อีก โค้ชจ่อย จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้ลงตัวกับลูกทีมที่สุด

“ผมคิดว่ามันสมควรที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเล่น เปลี่ยนแท็กติก ก็เลยคุยกับ อ.สะกรียา วันทอง (หัวหน้าโค้ช) ในมุมของผม ผมมองว่า ถ้าเราเปิดแลก หรือพยายามบิวท์อัพเกมสู้กับคู่แข่งเหล่านั้น พื้นที่ด้านหลังมันน่าจะเยอะ น่าจะมีโอกาสผิดพลาดมาก เลยบอกกับอาจารย์ว่า งั้นเรารับ แล้วรอเคาท์เตอร์แอทแทคดีกว่า คือเราเน้นดีเฟนซ์เป็นอันดับแรก แต่พร้อมที่จะโต้กลับตลอดเวลา เล่นบอลเร็ว ไม่ถึง 4-5 จังหวะ ต้องมีโอกาสยิงประตู”

Advertisement

Advertisement

รูปแบบการฝึกซ้อมของทีมจึงหันมาเน้นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการโต้กลับ, การเล่นบอลเร็วตรงกลางสนาม แย่งบอลได้ รีบเข้าทำ แล้วก็เน้นลูกเซ็ทพีซ

โดยโค้ชจ่อย พูดจาเปรียบเปรยว่า

ผมบอกกับตัวเองว่า ก็ผมมีแค่รถบัส ก็เลยไม่อยากไปวัดเรื่องความเร็ว

เมื่อถามถึงความหวังในการผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันนั้น โค้ชหนุ่มไฟแรงมองว่า “บอกตามตรง...ผมดูเพื่อนร่วมสาย ดูสายที่ต้องไปตัดแล้ว ยอมรับว่าหนักใจ แต่ในมุมของโค้ช เราก็หวังจะไป (เล่นรอบสุดท้าย) อยู่แล้ว แต่งานมันยากเลยแหละ”

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการซ้อมของทีม ความมุ่งมั่นที่ลูกทีมแสดงออกมาทำให้ โค้ชจ่อย สัมผัสได้ถึงความหวัง

“ผมมองเห็นความตั้งใจของน้อง ๆ ชุดนี้ ผมชอบฟีลลิงในการซ้อมของน้อง ๆ...คือบางครั้งมันจะออกมาในรูปแบบของแววตาหรือสีหน้า ทุกอย่างมันทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย! เรายังมีความหวัง ซึ่งผมต้องคอยบอกน้อง ๆ ตลอดเวลาว่า สิ่งที่จะทำให้พวกเอ็งชนะ คือการเล่นเป็นทีม”

เกมรับที่เหนียวแน่นของสวนกุหลาบ

สวนกุหลาบ ประเดิมสนามด้วยการทำศึกแห่งศักดิ์ศรี เป็น “จตุรมิตรรุ่นเยาว์” กับ กรุงเทพคริสเตียน และผลจบลงด้วยการเสมอ 0:0 ก่อนจะดวลจุดโทษชนะไป

นัดที่ 2 ก็เฉกเช่นเดิม เมื่อต้องดวลจุดโทษอีกครั้ง คราวนี้ชนะ วิชูทิศ หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 0:0

2 นัด แม้จะยังยิงใครในเกมไม่ได้ แต่ในเมื่อกติกาการแข่งขันระบุว่าชนะจุดโทษก็มีค่าเทียบเท่ากับการชนะในเกม สวนกุหลาบ จึงผ่านเข้าไปชิงตั๋วสู่รอบสุดท้ายในฐานะอันดับ 1 ของสายอย่างแน่นอนแล้ว

“2 นัดยังยิงใครไม่ได้ ถามว่าเราซ้อมเกมรุกไหม? เราซ้อมนะ เราซ้อมการเข้าทำเร็ว อย่างไรก็ตาม ยอมรับตรง ๆ เลยว่า ผมมองไว้แต่แรกแล้วว่าชุดนี้อาจจะยิงประตูยากหน่อย คือเรามีนักเตะบาดเจ็บ 2 คน เป็นปีกทั้ง 2 ข้างเลย คนนึงผ่าข้อเท้า คนนึงผ่าเข่า  เราต้องใช้กองกลางมาเล่นริมเส้นแทน มิติในเกมรุกก็เลยน้อยไปเยอะเลย” มนินท์สารภาพ

เอาตรง ๆ ก็คือ ถ้าเราโดนยิงก่อนนี่...ลำบาก

แม้นัดสุดท้ายจะจบด้วยความพ่ายแพ้ต่อ ทวีธาภิเษก บางขุนเทียน ด้วยการดวลจุดโทษ แต่ก็ไม่มีผลอะไรแล้ว ปัญหาคือ พวกเขาต้องโคจรมาทำศึก “จตุรมิตรรุ่นเยาว์” อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็น เทพศิรินทร์ ที่มีดีกรีแชมป์กองทัพอากาศและฟุตบอลไทย-เดนมาร์กมาด้วย โดยมีตั๋วสู่รอบสุดท้าย คิงเพาเวอร์คัพ เป็นเดิมพัน

นี่คือเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลายหลาก พลิกไปพลิกมาหลายตลบ มีทั้งจุดโทษ, ใบแดง, ประตูนาทีสุดท้าย (2 ประตูอีกต่างหาก) และสุดท้ายตัดสินกันถึงฎีกาจุดโทษ

ภาพจากการแข่งขันรอบคัดเลือก

ลูกแม่รำเพย เป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน ประตูนั้นทำให้ มนินท์ สุดแสนกังวล ก็อย่างที่เขาเคยบอก...โดนยิงก่อน ลำบากแน่

“ตอนโดนนำก็กังวลเลยแหละว่าจะกลับมาได้ไหม? เพราะโค้ชแต่ละคนมีภาพในจินตนาการของตัวเองอยู่แล้ว มันผ่านการซ้อมกับน้อง ๆ มา ย่อมรู้อยู่แล้วว่าเด็กทำได้เท่าไหน?”

แต่ลูกทีมทุกคนก็ใส่หัวใจเต็มร้อย ตามไล่ตีเสมอสำเร็จ เป็นประตูในรูปแบบที่เรียกรอยยิ้มและความภาคภูมิใจให้ โค้ชจ่อย ไม่เบา

ลูกแรกที่เราได้จาก เทพศิรินทร์ นั่นคือสิ่งที่เพอร์เฟคท์เลย ตัดได้ โต้กลับ 1-2-3-4 กลางทะลุขึ้นไป จบปุ้ง คือมันมาจากการที่เราซ้อมกันเลย นี่แหละเคาท์เตอร์แอทแทคเว้ย นี่แหละโต้กลับเว้ย แต่ตอนนั้นผมต้องเรียกสติน้อง ๆ ให้กลับมามากกว่า  เฮ้ย! เราวางรับไว้ อย่าเพิ่งไปสติหลุดแบบ...เรามาแล้วโว้ย เรายิงเทพฯได้ เรามาเปิดเกมรุก เอาต่อดีกว่า ไม่! ผมบอกน้อง ๆ ว่าเรากลับสู่เกมที่เราต้องการแล้ว เพราะฉะนั้น ใจเย็น ๆ เล่นเหมือนเดิม เล่นตามที่บอก เล่นตามที่วางแผนเอาไว้

อรรถรสของเกมมาทวีคูณขึ้นในครึ่งหลัง เมื่อ “พีค” จารุพัฒน์ กิตติวงศ์ธรรม ปราการหลังคนสำคัญมาถูกใบแดง ก่อนที่อีกไม่กี่อึดใจต่อมา ทีมต้องมาเสียจุดโทษอีก

และตอนนั้นเข็มนาฬิกาโคจรมาสู่นาทีสุดท้ายแล้ว!!!

จารุพัฒน์ กิตติวงศ์ธรรม โดนใบแดงในนัดเจอ เทพศิรินทร์“ลูกจุดโทษผมโอเค ไม่ติดใจอะไรและก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาที่เค้าจะขึ้นนำ แต่ตอนนั้นน้อง ๆ ได้ใจผมไปแล้วนะ ตั้งแต่โดนใบแดงแล้วมาโดนจุดโทษ เป็นช่วงเวลาประมาณ 5 นาทีที่น้องมันสู้ให้ผมเห็นแล้ว ตามที่ผมกระตุ้นน้อง ๆ หลังเหลือ 10 คนเลยว่า มึงสู้ได้ มึงลงไปสู้ให้เค้าเห็นว่าสู้ได้ 10 คนเราก็สู้ได้!

และคำปลุกขวัญของ โค้ชจ่อย คำนั้นแหละที่ทำให้การโดนนำในช่วงวิกฤตแบบนี้ เด็ก ๆ ชมพู-ฟ้ายังมองว่ามีโอกาส...แล้วเรื่องราวต่อจากนั้นน่ะหรอ?

มันคงเป็นเรื่องเล่าเรื่องเยี่ยมที่เชื่อว่าน่าจะติดตรึงใจชาวสวนกุหลาบไปอีกนาน

ตีเสมอนาทีสุดท้าย, ดวลจุดโทษชนะ และเข้ารอบสุดท้าย คิงเพาเวอร์คัพ!

จากทีมที่ถูกมองว่า “โดนยิงนำก่อน น่าจะลำบาก” แล้วอะไรล่ะที่ทำให้พวกเขาผ่านวิกฤตมาได้ แถมยังหาญกล้าทำกับโรงเรียนที่กำลังมาแรงเรื่องฟุตบอลซะด้วย

“จุดนึง ผมมองว่าความเป็นจตุรมิตรน่ะ มันเลยทำให้น้อง ๆ รู้สึกว่า ‘แพ้ไม่ได้’ มันต้องสู้” โค้ชจ่อยแสดงความเห็น

แล้วผมบอกน้อง ๆ ทุกคนที่ผมดูแลเสมอว่า มึงอาจจะคิดว่าเพิ่งอยู่ ม.2 ม.3 แต่มันไม่ได้มีเวลานานมากนะที่จะได้ใส่เสื้อชมพู-ฟ้าตัวนี้ลงไปเล่นในนาม ‘สวนกุหลาบ’ เวลามันแป๊บเดียวเอง ทำทุกนาทีที่ใส่เสื้อตัวนี้ให้เต็มที่ ผมพูดกับน้อง ๆ ตลอดว่าผลการแข่งขันผมไม่สนใจ แต่ให้บอกกับตัวเองว่า มึงจะไม่เสียดายทีหลังนะว่า เฮ้ย! 5 นาทีสุดท้าย น่าจะวิ่งมากกว่านี้, ลูกนั้นน่าจะวิ่งอีกนิดนึงเพื่อชาร์จให้ถึง ผมไม่อยากให้น้องเสียดายตรงนี้ เลยบอกน้องเสมอว่าลงสนามไป แล้วเดินออกมาด้วยความรู้สึกว่า...เฮ้ย! เต็มที่แล้ว แค่นั้น

และนั่นเองที่อาจจะเป็น “พลังวิเศษ” ซึ่งเสกสรร “สิ่งที่เป็นไปได้ยาก” ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในโลกของฟุตบอล แต่เป็นทุกเรื่องราวในชีวิตจริงนั่นแหละ

สวนกุหลาบ ยังมีเวลาอีกราว 1 เดือนในการปรับจูน แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ สำหรับการชิงชัยในรอบสุดท้ายซึ่งคราวก่อนทะลุเข้าไปถึง 4 ทีมสุดท้าย ส่วนเป้าหมายในปีนี้ มนินท์ เภามี ตั้งไว้ว่า

“ผมไม่รู้ว่าผลงานทีมจะเป็นยังไงนะ แต่ผมอยากให้มีน้องในทีมได้ไปอังกฤษอีกสักคน แต่การจะมีคนทำได้แบบนั้น อย่างน้อย ๆ ทีมก็ต้องผ่านรอบแรกไปให้ได้ ผมว่ามันต้องดูการจับสลากและอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยครับ”

2 รุ่นพี่ที่ได้ไปอังกฤษ

ทีมจะทำผลงานได้ดีกว่าปีก่อนหรือเปล่า? จะมีใครเดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง ถิรวุฑ สรวลสรรค์ (FOX HUNT รุ่น 2) และ จิระภักดิ์ สารดี (FOX HUNT รุ่น 4) หรือไม่?

พลังวิเศษที่ช่วยให้ไปถึงตรงนั้น ก็แค่คำพูดธรรมดา ๆ ของ โค้ชจ่อย ที่บอกว่า “ทำให้เต็มที่ที่สุด ชนิดที่ไม่ต้องมานั่งเสียดายหลังหมดเวลาแล้วว่า...ทำไมไม่สุดสุดไปเลยให้มากกว่านี้”