ย่านพระโขนงเป็นย่านเก่าแก่ย่านหนึ่งของกรุงเทพ ในสมัยก่อนพระโขนงถือเป็นย่านฮิป มีโรงหนัง ห้างสรรพสินค้า และก็เริ่มเป็นย่านที่อยู่อาศัย มีคอนโดบ้านจัดสรรค์เพิ่มมากขึ้น พระโขนงก็ผ่านกาลเวลาและปรับเปลี่ยนคาแรคเตอร์ตัวเอง จนกลายมาเป็นพระโขนงในแบบทุกวันนี้ ที่มีทั้งร้านอาหารจานเด็ดของทุกคน มีแหล่งช้อปปิ้ง แฮงค์เอาท์ หรือจะเป็นคาเฟ่น่ารักๆ สำหรับทำงานและพักผ่อน วันนี้เราจึงอยากแนะนำย่านพระโขนงที่เรารู้จัก และอยากให้ทุกๆคนรู้จักและหลงรักย่านนี้ไปพร้อมๆกับเรา

ไล-บรา-ลี่ ในป่า

ไล – บรา – ลี่ ในป่า : จิบกาแฟในสวนสีเขียว

ร้านกาแฟขนาดกำลังดี ที่ตั้งอยู่ภายใต้ความร่มรื่นของต้นไม้ ร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน โซนในร้านให้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในห้องสมุด โต๊ะเคาเตอร์หันเข้าหาผนังมีเก้าอี้เรียงรายอยู่ ผนังด้านนึงเป็นชั้นหนังสือ ซึ่งดูเข้ากับเคาเตอร์ชงกาแฟเหลือเกิน      ด้านนอกมีโต๊ะตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ ดูร่มรื่น ลมพัดกำลังดีทำให้ไม่ร้อนเกินไป นั่งตรงนี้แล้วมองออกไปที่ความเขียวฉอุ่มเบื้องหน้า ให้ความรู้สึกสดชื่นและมีความสุขไม่แพ้สวนสาธารณะขนาดใหญ่เลย      เมนูที่ร้านมีกาแฟให้เลือกดื่มหลายเมนู ทั้งร้อนและเย็นตามความชอบ ส่วนขนมนั้นมาที่นี่หลายคนรู้ว่าต้องสั่ง ไล-บรา-รี่ วาฟเฟิล ซึ่งเป็นเมนูเด่นของร้าน ใครมาก็ต้องสั่ง ถ่ายรูปสวย แล้วยังอร่อย จะไม่ให้สั่งได้อย่างไรหละ

ผัดมะระญี่ปุ่น okinawa kinjo

Okinawa Kinjo : ชิมผัดมะระโอกินาว่ารสเด็ด

หากคุณมาย่านพระโขนงแล้วกำลังมองหาร้านอาหารอร่อย ราคาเป็นมิตร ลองเดินเข้าไปในซอยสุขุมวิท 69 จะพบกับร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอกินาว่าที่ถูกใจใครหลายคนที่ได้ไปลอง อาหารแนะนำนั้นมีหลายเมนู เช่น ผัดมะระญี่ปุ่นแบบโอกินาว่า ใช้มะระญี่ปุ่นผัดกับหมูสามชั้น ถั่วงอก กะหล่ำปลี รสชาติกลมกล่อม มะระให้ความขมกำลังดี เมนูนี้ชาวโอกินาว่าเชื่อว่ากินแล้วจะสุขภาพดี ถ้าจะให้ดีสั่งเป็นชุดผัดมะระ จะได้กินพร้อมกับโซบะซุปกระดูกหมู ที่ความหวานของน้ำต้มกระดูกนั้นอร่อยจนเกินบรรยาย       สำหรับคนชอบเนื้อวัว แนะนำสเต็กเนื้อโอกินาว่า เสริฟบนกระทะร้อน เนื้อวัวสุกกำลังดีบวกกับซอสหวานที่ราดลงมาให้ความหวานชุ่มฉ่ำเวลากัด ยิ่งทานกับข้าวญี่ปุ่นร้อนอร่อยสุดๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ด อย่างยากิเทบิจิ หรือขาหมูทอด เป็นขาหมูที่เลาะกระดูกออกมาแล้วนำทอดเป็นแผ่นหนา สำหรับคอติดมันรับรองว่าน้ำลายสอกันเลยทีเดียว

masaru

Masaru Japan Store: ญี่ปุ่นมือสองต้องร้านนี้

ร้านขายสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น มีทั้งสินค้าใหม่ และมือสอง ภายในร้านมีสินค้ามากมายให้เลือก เดินกันจนตาลาย ยิ่งคนที่ชอบของเก่า หรือสินค้าญี่ปุ่นด้วยแล้ว รับรองว่าเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบแน่นอน      ชั้น 1 เป็นโซนสินค้าเบ็ตเตล็ด มีตั้งแต่ สร้อยคอ ตุ้มหู แหวน หลายแบบ หลายลวดลาย หรือจะเป็น กล้องถ่ายรูปเก่า บางตัวสวยคลาสิคมากๆ ถัดมาก็เป็นส่วนของใช้ พลาสติก ที่ใส่อาหาร ที่รองจาน รองแก้ว ยังมีโซนเครื่องมือช่าง ทั้งประแจ ไขควง มีพร้อม ด้านในสุดเป็นโซนถ้วยชาม และแก้ว มีหลายแบบ แต่ละชิ้นสวยงามและยังมีสภาพดีมาก      ส่วนชั้นสอง นั้นเป็นโซนของเล่น ของสะสม มีทั้งโมเดลจากการ์ตูนดังหลายเรื่อง หุ่นฟิกเกอร์ตั้งแต่เล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่ คอสะสมต้องตาลุกวาวกันแน่ๆ เมื่อมาอบู่บนนี้ อีกโซนหนึ่งบนชั้นสองคือโซนแผ่นเสียง มีแผ่นไวนิลวางเรียงรายรายให้คออะนาล็อคได้เลือกหา นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรี อย่างกีตาร์โปร่ง กีตาร์ไฟฟ้ามือสองขายอีกด้วย

tcdc commons

TCDC Commons: Creative space ที่สนใจเรื่องของผู้บริโภค

พื้นที่สร้างสรรค์สุดเจ๋งที่ให้ความสนใจเรื่อง UX design เป็นพิเศษ ภายในถูกจัดสรรค์ให้เป็น ห้องสมุด Co-working space สถานที่ทำงาน ที่ประชุม และพื้นที่สร้างสรรค์ตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเดินไปในมุมไหน เราจะเห็นการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่แห่งนี้      เมื่อเดินผ่านบันไดวนขึ้นสู่ชั้นสอง ก็จะพบกับ TCDC Commons ซึ่งตกแต่งแบบเรียบ แต่ดูดี มีชั้นหนังสือด้านขวาที่เต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับการรออกแบบมากมาย ถูกแบ่งเป็นหมวดหมูตามความสนใจ ด้านซ้ายเป็นกระจกใส มีโต๊ะทำงานวางไว้ให้เราได้ใช้ทำงาน และที่สำคัญคัญ มีปลั๊กไฟพร้อมอินเตอร์เน็ตไร้สายอีกด้วย       เดินเข้ามาเรื่อยๆ จะพบกับบันไดขึ้นสู่ชั้นลอย ที่เป็นพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ มุมนี้เหมาะกับการทำงานเงียบๆ อย่างมาก หากต้องการความส่วนตัวขึ้นไปอีก ที่นี่มีมุมเฉพาะ สำหรับคนต้องการพื้นที่ส่วนตัว เป็นโต๊ะทำงานคล้ายในห้องสมุด แต่ดูมีดีไซน์สวยงามน่าใช้ นอกจากนี้ยังมี ห้องประชุม ห้องเวิร์คชอปที่ให้สมาชิกได้เข้าใช้ สำหรับคนรุ่นใหม่หัวใจไอที ชอบค้นหาอะไรใหม่ หรือมองหาสังคมของการสร้างสรรค์ ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยหละ

beat hotel bangkok

Beat Hotel Bangkok

อาร์ตโฮเทลแห่งแรกแห่งเดียวในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในโครงการ W District ซึ่งมีทั้งคอมมูนิตีมอลล์ แกลเลอรี และสถานที่เวิร์กช็อปของศิลปินจากทั่วโลก คอนเซปต์คือผสานงานศิลปะเข้ากับที่พัก โดยศิลปินแนวสตรีตอาร์ตชื่อดังของไทยได้ฝากผลงานไว้บนผนังห้องทุกห้อง      ที่นี่มีห้องพัก 54 ห้อง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ห้อง Superior ห้อง Deluxe และห้อง Junior Suite ซึ่งการตกแต่งห้องแต่ละห้องได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดังของเมื่อไทย อาทิ LOLAY, MMFK, SUNTUR, OH+ FUTON มาใช้ฝีมือทางศิลปะลงบนผนังห้องในแต่ละห้อง ทำให้เราได้รับประสพการณ์แปลกใหม่ของโฮสเทลเมืองไทย      ใครที่กำลังอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ลองหาโอกาศมาพักโฮสเทลใจกลางเมืองแห่งนี้ดู คุณอาจจะได้รับประสพการณ์ใหม่ๆ และได้เสพศิลปะไปในเวลาเดียวกัน

Tips เลือกห้องพักตามความชื่นชอบในผลงานศิลปะจากหลายศิลปินได้เลย