02.00

          ผมเปิดดูเวลาในหน้าจอโทรศัพท์ตัวเอง ขณะที่พาร่างมึนเมาออกมายืนตากอากาศด้านนอกผับ ลมแรงๆ พัดมาวูบหนึ่งกระทบกับผิวบนใบหน้าผม ช่วยให้เหงื่อค่อยสลายๆ ไป ผมยกมือลูบหน้าผากแล้วค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงริมฟุตบาธ มองดูแสงสีจากหน้ารถส่องกระทบตาไปเรื่อยๆ ก่อนที่ผมจะพบกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอสวยถูกสเปคผมอย่างมาก ผมเธอสีดำขลับยาวสลวย แขนทั้งสองข้าวเรียวยาว ผิวขาวนวลยามแสงจันทร์ส่องกระทบ เธอสวมชุดเดรสสั้นรัดรูปสีแดงเข้ม พร้อมกับรองเท้าส้นสูงสีดำ พอมองรวมๆ แล้วมันช่างเย้ายวนใจมากยิ่งนัก

          ผมไม่รอช้าปล่อยให้เหยื่อตัวนี้หายลับไปกับตาเสียก่อน ผมจึงรวบรวมความกล้าที่ล้วนมาจากฤทธิ์ของแอลกอฮอลล์เดินตรงเข้าไปหาเธออย่างช้าๆ พยายามไม่ทำท่าคุกคามให้เธอกลัว ผมแอบมายืนนิ่งๆ ข้างเธอก่อนจะชวนเธอคุย

          “สวัสดีครับ” ผมทักทายด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าดูเป็นมิตรและสดใสมากที่สุด เธอหันมามองหน้าผมเพียงชั่วครู่เดียวพร้อมกับยิ้มตอบกลับ ผมจึงเริ่มดำเนินแผนการขั้นที่สองต่อ “เออ...คือผมชื่อไทป์นะครับ แล้วคุณคนสวยล่ะ” แอบหยอดชมเธอนิดนึงเพื่อให้เหยื่อรู้สึกสนใจในตัวผมมากขึ้น

Advertisement

Advertisement

          “แพร จิรวดี” เธอพูด น้ำเสียงเธอช่างดูบางและแผ้วยิ่งนัก

          ผมยิ้มย่องในใจ เธอก็งงว่าถามแค่ชื่อเล่นทำไมเธอต้องแนะนำชื่อจริงมาให้ผมรู้ด้วย “แพรมายืนทำอะไรตรงนี้คนเดียวหรือ”

          “แพรรอรถกลับบ้าน” เธอบอกแล้วช้อนตามองผม ขนตาเธอดูยาวราวกับตอนที่นกยูงกำลังรำแพนหาง สายตานั้นมันยิ่งทำให้ผมหลงใหลเธอมากยิ่งขึ้น หากผมไม่ได้นอนกอดเธอในคืนนี้ รุ่งเช้าข้างหน้าคงไร้ความหมายแน่นอน

          “แพรกลับไปพร้อมกับผมไหม คือ...ผมมีรถยนต์นะครับ เดี๋ยวผมไปส่งแพรที่บ้านก็ได้นะ นั่งแท็กซี่คนเดียวตอนนี้มันอันตรายมาก” ผมพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมเหยื่อ เธอก้มมองลงพื้นด้านล่างขณะที่ในใจคงกำลังจะประมวลผลว่าจะตอบกลับผมอย่างไรดี

Advertisement

Advertisement

          “จะดีหรือคะ เราเพิ่งเจอกัน แพรไม่รู้ว่าจะเชื่อใจคุณได้หรือเปล่า”

          “ผมสัญญาเลยนะครับ ถึงผมจะเมา แต่ไม่เคยพยายามขืนใจใครหรอกนะครับ” ผมพยายามพูดให้ตัวเองดูดีที่สุด

          “งั้นก็ได้ค่ะ แพรจะยืนรออยู่ตรงนี้ คุณช่วยเอารถออกมารับแพรละกันนะคะ” เธอกล่าวพร้อมส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ผม นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่หัวใจผมรู้สึกสั่นไหว

          ผมไม่รอช้า ในเมื่อเหยื่อเริ่มติดเบ็ดผมผมก็ต้องรีบจับมันไว้ก่อนที่จะหลุด ฤทธิ์แอลกอฮอลล์แม้จะทำให้ผมกังวลเรื่องการขับรถ แต่ก็มิอาจต้านทานแรงรักในค่ำคืนนี้ได้ พอวิ่งมาถึงลานจอดรถผมก็เปิดประตูแล้วสตาร์ทเครื่องขับออกไป ดีใจที่เธอยังรออยู่ที่เดิม แพรยืนอยู่นิ่งเธอหันมาเคาะกระจกด้านคนขับ ผมจึงกดเลื่อนกระจกลง

Advertisement

Advertisement

          “คุณช่วยเปิดประตูให้แพรหน่อยได้ไหมคะ” เธอทำน้ำเสียงออดอ้อน

          ผมนึกสงสัยอยู่เพียงชั่วครู่ แต่ก็เก็บความสงสัยนี้ไว้ภายในใจ มือหนึ่งก็ยืนไปปลดล็อกประตู แล้วเหยื่อของผมก็ยกเท้าก้าวเข้ามาในรถ ท่าทางและกิริยาของเธอมันแพรวแพราวไปหมด สำหรับผมเธอคงเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ที่สุดตั้งแต่ที่เคยเจอมา

          เธอบอกทางผมเรื่อยๆ ขณะที่ผมก็พยายามชวนเธอคุยอย่างไม่หยุดย่น เพื่อให้ผมได้รู้จักเธอมากขึ้น และเพื่อให้ผมไม่เผลอง่วงนั้นเอง เธอบอกผมว่าเธออยู่บ้านเพียงคนเดียว พ่อแม่เธอไปต่างจังหวัดสัปดาห์ถึงจะกลับ เธอเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง ขนาดเพื่อนของเธอยังมีน้อย เธอบอกว่าตอนที่เธอไปผับแห่งนั้น เธอก็ไปเพียงคนเดียว

          ผมจอดรถที่หน้าบ้านเก่าๆ หลังหนึ่ง ลักษณะเหมือนจะเป็นบ้านร้างไม่มีคนอยู่ เพราะมีไม้เถาเลื้อยยั้วเยี้ยเต็มไปหมด แถมหญ้าก็ขึ้นรกจนเป็นพงสูง แต่เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ดูเบาะบางต้องมาอยู่บ้านคนเดียว เธอคงไม่มีความสามารถที่จะมาจัดการเรื่องพวกนี้หรอก ผมวิ่งออกไปเปิดประตูให้เธอ พร้อมส่งหญิงที่คิดว่าถ้าสาวที่ไหนเห็นคงจะต้องชวนผมเข้าไปในบ้านเพื่อดื่มน้ำแน่นอน

          “เออ...คุณเข้ามาดื่มน้ำในบ้านฉันก่อนดีไหมคะ” เธอบิดตัวด้วยความเขินอาย ผมสังเกตได้จากแก้มแดงๆ ที่สุกปลั่ง

          “จะดีหรือครับ” ผมถามหยั่งเชิง เป็นการเล่นตัวนิดๆ เพื่อให้เหยื่อคะยั้นคะยอผมมากขึ้น

          “เข้ามาเถอะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก” เธอกล่าวพร้อมกับคว้ามือผมลากเข้าไปในบ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเพราะท่าทางของเธอเมื่อครู่นี้ ผมไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนทำกับผมมาก่อน เธอจับมือผมด้วยความอ่อนนิ่มสุดๆ

          พอมาถึงห้องรับแขก เธอยังเลือกที่จะไม่ปล่อยมือผม เธอหันกลับมาพร้อมช้อนตาบอกเป็นนัยๆ แล้วจูงมือผมขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ผมรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่จึงปล่อยให้ตัวเองเป็นเหยื่อของเธอบ้าง เมื่อเข้ามาถึงภายในห้องนอนของเธอ ผมจึงไม่รอช้าค่อยๆ จู่โจมเธอด้วยริมฝีมือนุ่มๆ ส่วนมือผมก็ทำหน้าที่เลื้อยไปมาตามร่างกาย พยายามเร่าให้เธอเกิดอารมณ์ ผมวางเธอลงบนเตียงด้วยความนุ่มนวลแล้วบรรจงบรรเลงเพลงรักที่ผมตระเตรียมมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

          แสงแดดส่องเข้ามาจนแยงตาผม ทำให้ผมต้องลุกขึ้นจากที่นอนอย่างอารมณ์เสีย พอผมขยี้ตาแล้วมองหาคนที่นอนด้วยกันข้างๆ ก็กลับไม่เห็นเธออยู่บนเตียง สงสัยเธอคงลงไปทำอาหารเช้าสำหรับผมแน่นอน ผมลองตะโกนเรียกชื่อเธอ แต่กลับไม่มีใครตอบรับ ผมจึงใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยๆ เดินลงไปด้านล่าง ห้องรับแขกเงียบสนิท ผมมองไล่ไปรอบๆ ก่อนจะเจอจุดหนึ่ง

          “จิรวดี สุขเกษม

ชาตะ 30 สิงหาคม 2536

มรณะ 14 ตุลาคม 2562”