https://www.freepik.com/premium-photo/female-lips-affected-by-herpes-virus_6186520.htm#page=1&query=Herpes&position=2

โรคเริม สำหรับโรคนี้ในผู้หญิงหลายคนอาจเคยได้เป็นกันมาบ้าง  ซึ่งต้องขอชี้แจงรายละเอียดกันนิดนึงนะคะ โรคนี้สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน โรคเริม มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ 

- เริมที่ริมฝีปาก เรียกว่า (Herpes simplex)

- เริมที่อวัยวะเพศ เรียกว่า (Gential Herpes)

ผู้เขียนเองนั้นก็เคยเป็นเจ้าโรคเริมที่ริมฝีปากมาหลายต่อหลายครั้ง สาว ๆ ทราบกันไหมคะ ว่าโรคนี้เป็นแล้วมันจะไม่หายขาดไปจากเรานะคะ เพราะเชื้อไวรัสต้นตอของโรคนั้นมันยังคงอยู่ในตัวเราค่ะ และมันพร้อมจะกลับมาแสดงอาการอีกครั้งเมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราอ่อนแอ โรคนี้แตกต่างจากโรคอีสุกอีใสมากค่ะ  ต่างกันตรงที่เป็นแล้วก็เป็นได้อีก  ไม่เหมือนโรคอีสุกอีใสที่เป็นครั้งเดียวแล้วไม่เป็นอีกเลย โรคนี้คือสามารถเป็นได้อีกแบบนับครั้งไม่ถ้วนกันเลยทีเดียวล่ะค่ะ  ผู้เขียนเคยคิดนะคะ อยากให้มีการคิดค้นตัวยามารักษาโรคนี้โดยเฉพาะเอาแบบหายขาดเป็นทีเดียวจบ ไม่ต้องเป็นอีกอะไรแบบนี้  เพราะเวลาเป็นทีไรมันจะขึ้นมาที่ริมฝีปากทำให้ยากต่อการทาลิปสติกเอามาก ๆ ค่ะ เรียกว่าช่วงไหนที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก ผู้เขียนไม่อยากออกจากบ้านกันเลยทีเดียว

Advertisement

Advertisement

 

https://www.freepik.com/premium-vector/diagram-showing-herpes-simplex-virus_2096437.htm#page=1&query=Herpes%20simplex&position=2

อาการทั่วไปของเริม

อาการทั่วไปของเริมนั้น ส่วนมากจะคล้ายกันไม่ว่าจะพบอาการติดเชื้อในส่วนไหนของร่างกายก็ตาม คือเราจะสังเกตพบตุ่มน้ำใส ๆ บริเวณอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น ริมฝีปาก บั้นท้าย ต้นขา อวัยวะเพศ ฯลฯ เมื่อเกิดตุ่มน้ำใส ๆ ขึ้นมาก็จะมีอาการแสบ และคัน ในบริเวณที่เป็น ส่วนใหญ่แล้วคนที่ไม่เคยเป็นโรคเริมมาก่อน เมื่อมีการติดเชื้อครั้งแรกก็จะพบอาการที่รุนแรงประกอบกับหายช้า กว่าคนที่เคยเป็นมาแล้วและเกิดการติดเชื้อซ้ำ 

สาเหตุการติดเชื้อ

Advertisement

Advertisement

สาเหตุหลัก ๆ ในการติดเชื้อเริมนั้น เกิดจากเชื้อไวรัส HSV-1 และ HSV-2 ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ เช่น เมื่อเราใช้สิ่งของร่วมกับผู้ติดเชื้อ หรือสัมผัสกับเชื้อจากผู้ติดเชื้อโดยตรง ก็สามารถทำให้เราติดเชื้อเริมได้ทั้งสิ้น 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณหมอได้ให้คำแนะนำว่า การเป็นเริมนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นในทุกเวลา ทุกโอกาสหรอกนะคะ  เพียงแต่ถ้าเรารู้จักวิธีป้องกันตัวเองและดูแลตัวเองดี ๆ โอกาสที่เริมจะกลับมาแสดงอาการก็ยังเป็นไปได้ยากค่ะ  ยังไงก็อย่าเพิ่งไปซีเรียสกับมันมากนัก

 

https://www.freepik.com/premium-photo/herpes-lips-young-woman-woman-lubricates-labial-herpes-ointment_4670029.htm

แนวทางการรักษา

แนวทางทางการแพทย์ที่ใช้รักษาโรคเริมในปัจจุบันมี 2 วิธีด้วยกันคือ

- วิธีการบรรเทาอาการเจ็บปวด หมายถึง โดยทั่วไปโรคเริมนี้ จะเป็นและหายไปได้เองใน 2-6 สัปดาห์ (ในเรื่องระยะเวลานั้นแต่ละคนจะไม่เท่ากันนะคะ  ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าแต่ละคนจะเป็นกี่วัน) ซึ่งวิธีนี้  แพทย์จะจ่ายยาบรรเทาปวดมาให้เราเท่านั้น  เพื่อรอให้อาการติดเชื้อนั้นหายไปเอง

Advertisement

Advertisement

- วิธีการให้ยาเพื่อจำกัดการรุกรามการติดเชื้อ  หมายถึง เริมนั้นสามารถแพร่กระจายเป็นบริเวณกว้างขึ้นได้ แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้ยา อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) หรือยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว ทั้งนี้จะอยู่ในรูปแบบยาทานหรือยาทาก็ได้ แต่ส่วนมากในปัจจุบัน นิยมใช้เป็นยาทาภายนอกกันมากขึ้น (และสำหรับผู้เขียนเองก็ใช้ยาทาเช่นกันค่ะ ทาบริเวณที่ติดเชื้อประมาณ 4-5 วันก็ดีขึ้นทันทีค่ะ)

 

https://www.freepik.com/premium-vector/makeup-cosmetics-bag-with-accessories_3022690.htm#page=1&query=Personal%20belongings&position=2

การป้องกัน

วิธีที่ดีที่สุดนั่นก็คือ การหลีกเลี่ยงในทุกรูปแบบที่จะไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่เคยเป็นเริมหรือผู้ที่ติดเชื้อเริมอยู่ในขณะนั้น  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน เพราะเราไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่า คนที่เราจะยืมหรือใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกันกับเขานั้น เขาเคยเป็นเริมอยู่ด้วยหรือไม่ ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยใช้ของใครของมันกันนะคะ 

เมื่อทำได้ตามที่ผู้เขียนแนะนำ รับรองโรคเริมก็ไม่ได้น่ากังวลอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ

 

 

ขอขอบคุณภาพปก :: www.pexels.com

ภาพประกอบบทความที่ 1 : https://www.freepik.com/

ภาพประกอบบทความที่ 2 : https://www.freepik.com/

ภาพประกอบบทความที่ 3 : https://www.freepik.com/

ภาพประกอบบทความที่ 4 : https://www.freepik.com/