ใครๆก็เคยมีปัญหาทางเงินมาก่อน จากที่ที่ผมอ่านหนังสือมาผมขอสรุปวิธีการบริหารเงินคร่าวๆ โดยก่อนเลยเราต้องกำหนดเป้าหมายในชีวิตก่อน (Goal) เช่น จะมีอิสรภาพทางการเงิน จะมีครอบครัวที่สุขสบาย เป็นต้น หลังจากได้เป้าหมายใหญ่ในชีวิตมาแล้ว เราก็กำหนด เป้าหมายทางการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตและต้องกำหนดระยะเวลา (Death line) เช่น มีเงิน 1 ล้านแรกภายใน 3 ปี เป็นต้น โดยเป้าหมายทางการเงินนี้ต้องดูมีพื้นฐานดังนี้ด้วย ประกอบด้วย มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตไหม เติมเต็มความสุขเพียงพอไหม สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันไหมและสุดท้ายมีความมั่นคงเพียงพอไหม หลังจากได้เป้าหมายทั้งหมดแล้วจึงค่อยๆ ศึกษา วางแผนและลงมือทำซะ 

พืนฐานทางการเงิน 4 ข้อ

 

                     เริ่มความรู้ทางการเงินจะประกอบไปด้วย 4 คำพื้นฐาน คือ 1.เงินได้ (Earning) 2.ค่าใช้จ่าย (Spending) 3.เงินออม (Saving) และ 4. เงินลงทุน (Investing) โดยเราต้องหาความสมดุลของทั้ง 4 ให้เจอ ก่อนอื่นเลย ต้องเข้าใจ ทั้ง 4 ตัวก่อน ดังนี้ 1. เงินได้ (Earning) คือ เงินที่ได้มาการทำกิจกรรมแล้วได้รับผลตอบแทนคือเงิน เช่น เงินเดือน เงินจากดอกเบี้ย เงินจากการขายของ เป็นต้น 2.ค่าใช้จ่าย (Spending) คือ เงินที่เรานำออกไป เช่น ค่าใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซื้ออาหาร เป็นต้น 3.เงินออม (Saving) คือ เงินที่เหลือจากการนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่แล้วเราจะนำเงินนี้มาใช้ยามฉุกเฉิน และสุดท้าย 4. เงินลงทุน (Investing) ก็จะคล้ายกับเงินออมแต่ต่างกันที่เงินตัวนี้จะทำให้เงินของเราเติบโตขึ้น กาลงทุนพื้นฐาน เช่น การฝากประจำ ลงทุนในพันธะบัตรรัฐบาล กองทุนหรือหุ้น เป็นต้น และทั้ง 4 ตัวนี้จะทำให้เกิด 2 ศัพท์สำคัญทางการขึ้นมา คือ สภาพคล่อง และความมั่งคั่ง โดย คำว่า สภาพคล่องเกิดจาก การมีเงินมากเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย และมีเงินเพียงพอสำหรับ เงินออมและเงินลงทุนโดยเริ่มต้นของให้มีเงินส่วนเหลือเกิน 10 % ก่อนในแต่ละเดือน และต่อมาคือความมั่งคั่งเกิดจากการะสมสมของเงินที่เหลือจากสภาพคล่องอาจจะอยู่ในรูปแบบ ต่างๆ ได้ เช่น กองทุน หุ้น บ้าน เป็นต้น นอกการเพิ่มความมั่งคั่ง ที่ทางโค้ชให้ทริคเล็กๆ มา เช่น เก็บแบงค์ 50  นำเงินหักออมส่วนเงินสำหับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

Advertisement

Advertisement

งบรายรับรายจ่ายเพื่อให้เกิดความั่งคั่ง

 

            ในการสร้างความมั่งคั่งนั้นก่อนอื่นเลย เราต้องมีสภาพคล่องก่อน โดยวิธีเช็คสภาพคล่องง่าย คือ การจดบันทึกรายรับรายจ่ายออกมา หรือทำงบเงินได้ หลังจากทำแล้วเราก็บริหารเงิน โดยแบ่ง เงินออกเป็น 4 บัญชี คือ 1.เงินสำหรับค่าใช้จ่ายปกติ เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ 2. เงินสำหรับใช้ยามฉุกเฉิน เพราะอนาคตมีสิ่งที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น เช่น ตกงาน เกิดอุบัติเหตุ จึงต้องมีเงินส่วนนี้กันไว้ (เงินฉุกเฉินควรมีประมาณ 6 เท่าของรายได้ต่อเดือน) 3. เงินที่ใช้เพื่อให้รางวัลตัวเอง คือ เงินที่จะใช้เพื่อใช้เติมเติมความสุขในชีวิต เช่น ซื้อรถ เงินค่าเดินทางไปเที่ยว เป็นต้น และ 4. เงินสำหรับการลงทุน คือ เงินที่สามรถทำให้เงินของคุณงอกเงยหรือเติบโตขึ้นมาได้ เช่น เงินสำหรับ ซื้อกองทุน ทำธุรกิจ ซื้อที่ดิน เป็นต้น พอเรียบร้อยแล้ว เราก็มาวางแผนการใช้เงิน โดยให้สอดคล้องกับ 4 บัญชี

Advertisement

Advertisement

 

การแบ่งเงิน เป็น 4 แบบ เพื่อสะดวกในการใช้

         เช่น มีรายได้ 30,000 บาท เป็นค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย ค่าเดินทาง 4,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 2,000 บาท ค่ารับประทานอาหาร 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 5,000 บาท  ค่าใช้จ่าย รวม ประมาณ 15,000 บาท  พอนำรายได้หักค่าใช้จ่าย เราจะได้สภาพคล่องมา 15,000 บาท โดยเราสามารถเงินตัวนี้มาบริหารได้ แบ่งเป็น เงินฉุกเฉิน 4,000 บาท เงินสำหรับให้รางวัล 4,000 บาท เงินสำหรับ ลงทุน 4,000 บาท เป็นต้น

 

                  พอเราสามรถบริหารจัดการเงินเราได้ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งของเราได้แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญของการวางแผนทางการเงิน คือ การมีเป้าหมาย และมีวินัยในการทำอย่างสม่ำเสมอ 

                ขอบคุณ พี่หนุ่ม Money Coach ที่ได้สอนหลัการวงางแผนทางการเงินให้ผม ถ้าต้องการอ่านหนังสือเพิ่มเติม ศึกษาได้ที่นี่