“ความรู้สึกแปลกแยกเกิดขึ้นได้ทุกที่แม้กระทั่งในที่ทำงาน”

แน่นอน ในที่ทำงานประกอบด้วยผู้คนหลากหลายที่มา ความนึกคิดอารมณ์ ทัศนคติจึงไม่เหมือนกันเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ลองนึกดูว่า เมื่อคนที่มีขั้วความคิดไม่ตรงกัน หรือความเห็นไม่สอดคล้องกัน ต้องมาอยู่ร่วมกันและที่สำคัญทำงานประสานกันด้วย จะก่อเกิดแรงขับหรือแรงผลักดันเพียงใด

หนึ่งในทางแก้ของความขัดแย้งหรือแรงขับที่คุกรุ่นภายใน คือ การเหมาเอางานไปทำโดยไม่บอกกล่าวให้ใครล่วงรู้ เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงชนวนปัญหาลุกลามตามมา หลีกหนีการเสนอแนะที่วนเวียนหาข้อสรุปไม่ได้ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้คนปฏิบัติงานเป็นยิ่งนัก

รวมถึงงานที่ไม่สลักสำคัญอันใด ก็มักไม่ค่อยมีใครอยากทำ เพราะเดี๋ยวจะเป็นประเด็นให้อีกฝ่ายโจมตีหรือสร้างปมปัญหา ซึ่งก่อเกิดผลตามมาคือ งานไม่สำคัญมักจะตกไปอยู่ในมือของคนที่ชอบทำงาน รักงาน และขยันทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Advertisement

Advertisement

เพราะความรักงาน คนที่ขยันทำงาน จึงไม่ค่อยปฏิเสธงานที่ได้รับตรงหน้า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง เพราะเขาอาจคิดว่า การทำงานคือการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เป็นการสั่งสมประสบการณ์ ฝึกฝนทักษะ และเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

คนที่มีมุมมองต่อการทำงานแตกต่าง จึงนั่งเล่นเกม นั่งทำงานสบายๆ เช้าชามเย็นชามได้ นั่นเป็นเรื่องปกติของเขาหากบริษัทยังอยู่รอดได้เพราะส่วนอื่นที่ไม่ใช่ภาระงานที่พวกเขาทำ นั่นย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก เมื่อคนหนึ่งทำงานงกๆ ขณะคนรอบข้างนั่งหลับ เล่นเกม ดูหนังฟังเพลง เรียกว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว

ความรู้สึกแปลกแยกมีได้ทุกที่

หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์นั้น คุณจะทำตัวอย่างไร จะรู้สึกแปลกแยก เกิดแรงผลักดัน เกิดความรู้สึกลบผุดขึ้นเต็มไปหมด...คุณจะหาทางออกด้วยการย้ายแผนกที่ทำงาน เปลี่ยนงาน หรือเอาชนะมันด้วยการสงบศึกภายในด้วยตนเอง

Advertisement

Advertisement

ถ้าคุณอยากชนะอย่างแท้จริง อย่าลาออกจากงานเพราะมันจะเป็นการหนีปัญหาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่ให้เปลี่ยนแรงกดดันจากคนรอบข้างให้กลายเป็นพลังเสริมส่งให้คุณก้าวไปข้างหน้า ถ้าคุณทำได้ คุณจะกลายเป็นผู้ใหญ่ยิ่งขึ้น

ผมขอแนะนำ 3 วิธีที่จะทำให้คุณหลุดพ้นจากความรู้สึกแปลกแยกในที่ทำงาน เป็นวิธีที่ผมใช้เป็นประจำ กล่าวคือ

หนึ่ง เปลี่ยนมุมมองใหม่ มองเพื่อนร่วมงานเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกับคุณ โดยตัวคุณมีบทบาทเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว สมาชิกจะอดอยากเพียงใดหากคุณไม่ทำหน้าที่ คุณควรรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำ ผู้ขยันทำงาน ยิ่งรู้สึกแปลกแยกกดดัน ก็ขอให้ย้ำคิดถึงมุมมองของครอบครัวไว้

มีสติเท่ากันอารมณ์

สอง ฝึกฝนสงบสติอารมณ์ของคุณ ยิ่งคุณมีสติเท่าทันอารมณ์น้อยใจ ขุ่นมัวที่ผุดขึ้นได้ในทุกท่าที คุณจะกลายเป็นผู้นำที่สว่างไสวได้ท่ามกลางพายุคลุ้มคลั่ง จงใช้พลังแห่งรักแบ่งปันจากหัวใจ เผื่อแผ่ให้คนใกล้ตัว และไม่ลืมเยียวยาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณตนให้ดีด้วย รู้จักพัก รู้จักหลบฉาก จงใช้คลื่นใต้น้ำผลักดันชีวิตให้ขับเคลื่อนไป เอาแค่พอดีจากนั้นก็มีสติเท่าทันทุกอย่างที่จะผ่านไปเพียงไม่นาน...ถ้าคุณเท่าทันอารมณ์ได้เป็นประจำ สีสันในหัวใจคุณจะแตกต่างและสดใสขึ้น

Advertisement

Advertisement

และสาม เตรียมแผนการสำหรับวันหน้า ถ้าคุณทำวิธีสงบสติอารมณ์ไม่ไหว ก็ให้เตรียมแผนการในอนาคตของคุณไว้ เพราะว่า ทุกคนย่อมอยากได้ผลที่คุ้มค่าอันเกิดจากทุกการลงแรงของตน ไม่ต้องการตกหล่นหรือถูกทำให้มองไม่เห็นค่า

เหนือสิ่งอื่นใด คนทำงานย่อมได้รับผลตอบแทนเสมอ แม้จะถูกประเมินขั้นออกมาเท่ากัน แต่ถึงอย่างไร คุณย่อมมีเกราะป้องกันจากดอกผลแห่งเนื้องานที่ติดตัวไป คุณจะไปอยู่ในที่แห่งใด ดอกผลแห่งความสำเร็จในการทำงานย่อมบันดาลให้คุณโชติช่วงได้เสมอ นี่คือสิ่งที่รับประกัน!

 

 

ภาพประกอบ

ได้รับอนุญาตจากโปรแกรม canva.com แล้ว