เมื่อวันหยุดมาถึง... ​ทริปนานาก็ผุดขึ้นมาในหัว​ หากใครเคยดูละครเรื่อง​ 'กาหลมหรทึก'​ อาจจะได้ยินชื่อชุมชนกุฎีจีน อันเป็นหนึ่งในจุดเกิดเหตุของเรื่อง​ รอบนี้เราจึงเลือกทริปครึ่งวันเดินเที่ยวกุฎีจีน​ และหากใครสายมูเตลูู มีโอกาสมาที่นี่ นอกจากเที่ยวครบจบขอพรหลากศาสนาภายในวันแน่นอน

การเดินทาง

สำหรับคนไม่มีรถส่วนตัว​ : ให้นั่งรถเมล์สาย​ 8​ ในตำนาน​มาลงที่ปากคลองตลาด​ และนั่งเรือข้ามฟากที่สถานีอัษฎางค์​ (โครงการยอดพิมาน​ ริเวอร์วอร์ค)​ เพื่อมาลงที่ท่าเรือวัดกัลยาณมิตร จากนั้นเดินเท้าบนทางเดินเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปจะเจอสถานที่เที่ยวต่าง ๆ 

​​สำหรับเราสองคนเลือกเดินทางด้วยรถส่วนตัว​ โดยจอดรถไว้ที่ลานจอดรถของวัดกัลยาณมิตร ส่วนใหญ่คนไทยเชื้อสายจีนหรือคนจีนแท้​ ๆ​ มักจะมาไหว้ขอพรซำปอกง​ หรือ​ หลวงพ่อโต​ ซึ่ง​มีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิด​ ชาวบ้านแถวนั้นต่างพากันหลบอยู่ภายในวิหาร​ และทุกคนปลอดภัยดี​ จึงเชื่อกันว่าด้วยบารมีของหลวงพ่อโตที่เอามือรับระเบิดแล้วเหวี่ยงระเบิดไปยังสะพานพุทธ​ ฯ​ นั่นเอง 

Advertisement

Advertisement

หลวงพ่อโต

จากนั้นเราเดินเท้าออกจากวัดกัลยาณมิตร​ โดยลัดเลาะทางเดินเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา​  ใช้เวลาเดินเพียงชั่วอึดใจ​ จะมองเห็นป้ายไม้ด้านขวามือเขียนข้อความว่า​ 'ศาลเจ้าเทียนอันเกง'​ มองเข้าไปด้านในเป็นอาคารไม้เก่าแก่ ซึ่งมีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปี​ และหลังคามุงด้วยกระเบื้องโค้งตามแบบจีนแท้ เราจึงเดินเข้าไป ซึ่งจะพบว่าด้านในศาลเจ้ามีเจ้าแม่กวนอิมเป็นองค์ประธาน ฝาผนังประดับด้วยไม้แกะสลัก และภาพจิตกรรมฝาผนังที่รังสรรค์อย่างปราณีต แม้เวลาล่วงเลยมานานแค่ไหนยังคงความสวยงาม คู่ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้พบเห็น เราจึงถือโอกาสสักการะ​เจ้าแม่กวนอิม เพื่อขอพรซะเลย... 

Advertisement

Advertisement

ข้อควรระวัง​ : ระหว่างทางเดินเลียบริมแม่น้ำจะมีขอทานเยอะมาก​ 

ศาลเจ้า

หลังจากขอพรเจ้าแม่กวนอิมที่ศาลเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว​ จึงเดินย้อนออกมาทางเดินเลียบแม่น้ำ​อีกครั้ง ท่ามกลางแดดร้อนอบอ้าว ลมแม่น้ำปะทะใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อ ช่วยคลายร้อนได้บ้าง วิวด้านหน้า คือ สะพานพุทธ เป็นสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมกรุงรัตนโกสินทร์กับกรุงธนบุรี นอกจากนี้มีเรื่องเล่าว่าสร้างขึ้นเพื่อแก้อาถรรพ์ของพิธีฝังเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานครด้วย  เราเดินเท้าไปเรื่อย ๆ  สักพักก็จะเห็นอาคารโดมโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ทางด้านขวามือ "โบสถ์ซานตาครูส" นั่นเอง

โบสถ์

บริเวณรอบโบสถ์แห่งนี้มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา​เมื่อคราวการเสียกรุงครั้งที่​ 2​ อาศัยอยู่ ซึ่งพระเจ้าตากเป็นผู้พระราชทานที่ดินเพื่อให้สร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้น​ และคนส่วนมากมักจะเรียกกันว่าวัดกุฎีจีน​

Advertisement

Advertisement

เราโชคดีที่เดินไปแล้ว​ มองซ้ายมองขวา​สักประเดี๋ยว​ ไม่รู้จะไปทางไหน​ เผอิญมีคุณป้าท่านหนึ่งเดินผ่านมา​ แกเห็นท่าทีเราไม่ใช่คนแถวนี้จึงได้ถามไถ่ และอาสาพาไป

คุณป้าเริ่มพาเดินลึกเข้าไปในชุมชน​ สำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา​ถือว่าที่นี่มีความสลับซับซ้อนเล็กน้อย​ และป้าก็พาเรามาหยุดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์กุฎีจีน​ แถมยังแนะนำด้วยว่าเมื่อมาถึงแล้ว... อย่าลืมชิมอาหารโปรตุเกส​ และขนมฝรั่งด้วย​นะ​

เราทั้งคู่กล่าวขอบคุณ​ แกส่งยิ้มให้เราก่อนที่จะค่อย​ ๆ​ เดินหายลับไปตามตรอกซอกซอย​ 

อาหารโปร

ขนมฝรั่ง

ชุมชมกุฎีจีนนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจได้แก่ พิพิภัณฑ์กุฎีจีน ร้านอาหารโปรตุเกสร้านขนมฝรั่ง นอกจากนี้ในวันคริสต์มาสจะมีการเฉลิมฉลอง พร้อมประดับประดาโบสถ์ด้วยหลอดไฟหลากสี 

เราเดินเท้ามาถึงหน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง มีสองชั้น ด้านล่างเป็นร้านอาหารโปรตุเกส และป้ายบอกว่าด้านบนจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ เราเลือกเดินขึ้นชั้นสองเพื่อศึกษาก่อน สิ่งจัดแสดงภายในเล่าเรื่องความเป็นมาของชุมชน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ ​ จากนั้นเราเดินลงมาชิมอาหารโปรตุเกส​ ซื้อโปสการ์ดเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ก่อนจะเดินเท้าไปต่อที่บ้านขนมฝรั่ง "ธนูสิงห์" ชิมขนมฝรั่ง จิบโกโก้ปั่น เอนหลังพิงโซฟาฟังคนขายเล่าว่าหากเดินออกจากย่านกุฎีจีนไป​ ข้ามไปอีกฝั่งของถนนก็จะเจอกุฎีขาว​ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพี่น้องชาวมุสลิม​อีกด้วย

สำหรับเราคงนั่งหย่อนใจที่นี่แล้ว  เหนื่อยมาทั้งวันในย่านกุฎีจีน​ การเดินทางครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งมี่เราเห็นได้ชัดเลยว่าชุมชนที่นี่หลากหลายศาสนาและวัฒนธรรม​ ทั้งพุทธ​ คริสต์​ อิสลาม​ และครั้งหนึ่งเราเคยได้ร่วมงานประจำปีที่วัดประยูร บนเวทีเสวนามีผู้นำทุกศาสนากำลังพูดคุยเรื่องชุมชนอย่างตั้งอกตั้งใจกันเลยทีเดียว

"ไม่อยากเชื่อเลยว่า ชุมชนที่แตกต่างกันขนาดนี้ แต่อยู่ร่วมกันได้ จนวันนี้เห็นกับตาตัวเอง..." 

ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้าครับผม...