ถือเป็นเรื่องอันน่าตื่นเต้น เมื่อได้ยินข่าวว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ในประเทศอีก 14แห่ง จะนำวัตถุโบราณที่ขุดพบจากสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้มาให้ทางการไทยจัดแสดง เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน โดยวัตถุโบราณที่นำมามีจำนวนถึง 133ชิ้น แต่ละชิ้นมีอายุมากกว่า 2,200 ปี

โอกาสดีแบบนี้ไม่มีมาบ่อย ๆ เราจึงรีบหาวันว่างไปชมนิทรรศการ โดยโบราณวัตถุทั้งหมดจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร บริเวณสนามหลวง ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวัง

เมื่อมาถึงพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวซ้ายไปตามลูกศรเพื่อซื้อบัตรเข้าชม สนนราคาอยู่ที่ 30 บาท โดยบัตรใบเดียวสามารถเข้าชมได้ทุกอาคารจัดแสดงในบริเวณพิพิธภัณฑ์ (แอบอยากให้ขึ้นค่าตั๋ว จะได้มีรายได้เข้าพิพิธภัณฑ์มากขึ้น เพราะเห็นมีหลายส่วนเลยที่ยังต้องการการบูรณะรักษา) ทั้งนี้นักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องแสดงบัตรประจำตัวที่ห้องจำหน่ายบัตร และหากใครมีสัมภาระชิ้นใหญ่ ให้ฝากกับเจ้าหน้าที่ไว้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดจากสัมภาระเราเกี่ยวชนสิ่งของจัดแสดงได้

เมื่อมีตั๋วเรียบร้อยในมือ เราก็พร้อมเข้าชมนิทรรศการ ในวันธรรมดาที่คนไม่เยอะ เราสามารถเดินเข้าชมได้ทันที แต่หากเป็นเสาร์-อาทิตย์ที่มีผู้มาเข้าชมจำนวนมาก เราต้องรับบัตรคิว โดยเจ้าหน้าที่จะแจกสติ๊กเกอร์ให้ติดเสื้อเป็นสัญลักษณ์ แล้วนั่งรอเรียกเข้าชมเป็นรอบ ๆ ไป

จิ๋นซีโถงนี้เปรียบเทียบยุคต่างๆของโลกกับประวัติศาสตร์จีน

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้ จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน อาคารอยู่ติดกับที่จำหน่าตั๋ว เนื้อหาจัดแสดงจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน บอกเล่าเรื่องราว 4 สมัย เริ่มจากยุคก่อนการรวมชาติ ราชวงศ์โจว สมัยชุนชิว และสมัยจ้านกว๋อ ยุคนั้นจีนประกอบไปด้วยแคว้นน้อยแคว้นใหญ่ปกครองเป็นเอกเทศ และเริ่มมีการนำสำริดมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ ทั้งอาวุธ เครื่องดนตรี ภาชนะ เงินตราต่าง ๆ

จิ๋นซี

ประมาณ 2,200 กว่าปีมาแล้ว เจ้าชายอิ๋งเจิ้งได้รับการสถาปนาขึ้นครองแคว้นฉินแทนพระราชบิดา ขณะมีพระชนมายุ 13 พรรษา และเมื่อพระชนมายุ 22 พรรษา ก็ได้ประกอบพิธีราชาภิเษก สถาปนาขึ้นเป็น "ฉินสื่อหวง" จักรพรรดิองค์แรกของอาณาจักรจีน

สิ่งที่ทั่วโลกต้องจารึกว่าพระองค์คือมหาราชองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน คือพระราชกรณียกิจมากมาย อาทิ รวบรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จนอาณาจักรจีนเป็นปึกแผ่น ปฏิรูประบบการปกครองเป็นแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง กำหนดมาตรฐานหน่วยชั่งตวงวัด ระบบเงินตรา ภาษาเขียนให้เป็นแบบเดียวกันทั้งหมด หรือการสร้างกำแพงใหญ่เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู ที่เรารู้จักกันในนาม "กำแพงเมืองจีน" หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่มีความใหญ่โตมโหฬารเสียจนแม้มองจากนอกโลก ยังมองเห็นกำแพงนี้ชัดเจน

จิ๋นซีจิ่น

ห้องแสดงถัดมาจัดแสดงสิ่งของที่ขุดพบจากสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ เล่ากันว่าทรงค้นหาความเป็นอมตะ และแสวงหายาอายุวัฒนะตลอดชีวิตของพระองค์ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ก็มีดำริให้สร้างสุสานเตรียมไว้ โดยสุสานกินพื้นที่กว่า 60 ตารางกิโลเมตร ใช้แรงงานคนมหาศาลก่อสร้างเป็นเวลาเกือบ 40 ปี ตัวสุสานเป็นการจำลองแบบจากเมืองเซียงหยาง เมืองหลวงของราชวงศ์ฉิน

จิ๋นจิ๋นจิ๋น

สุสานนี้ถูกค้นพบเมื่อ 29 มีนาคม 2517 หลังจากชาวนาคนหนึ่งขุดค้นพบหุ่นทหารดินเผา นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 จนปี 2530 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้ประกาศให้สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ปัจจุบันรัฐบาลจีนได้ดำเนินการจุดค้นเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 900 หลุม พบทหารดินเผาและรถม้ากว่า 8,000 ตัว พบสุสานเจ้าหญิงเจ้าชาย บริวาร นางสนม ข้าราชการ คนงานก่อสร้างสุสาน คอกสัตว์ และรถม้าสำริด ที่น่าทึ่งคือหุ่นดินเผาที่พบทั้งหมดนั้น ไม่มีที่หน้าตาซ้ำกันเลยแม้สักตัว

สิ่งที่จิ๋นซีฮ่องเต้วางรากฐานไว้ ถูกส่งต่อสู่ราชวงศ์ฮั่น ความรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง หรือการค้าที่มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างชาวจีนกับชาวต่างชาติ บนเส้นทางสายแพรไหม จึงอาจเรียกได้ว่ายุคราชวงศ์ฮั่นเป็นยุคทองของศิลปกรรมและอารยธรรมจีนอย่างแท้จริง

หากใครมีเวลา เราไม่อยากให้คุณพลาดโอกาสดี ๆ นี้ นิทรรศการมีถึงวันที่ 15 ธันวาคมนี้ พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 8.30-16.00 น. ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที 02-2241333 และ 02-2241402