ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ


สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ น้อง และทุกๆ คนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ วันนี้ผมจะมาเเชร์ ข้อคิดที่ผมได้จากหนังสือ I decided to live as myself เล่มนี้ซึ่งอาจจะมีบางท่านหรือหลายคนได้อ่านแล้ว ผมคิดว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้ผมเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น จึงคิดว่ามีประโยชน์สำหรับทุกคน ผมเลยอยากจะมาแชร์ output  ที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ ทั้งสิ่งที่หนังสือให้และในความคิดเห็นส่วนตัว ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ เริ่มกันเลย แต่เอ๊ะ จะบอกก่อนว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ต่างไปจากหนังสือ How to ธรรมดา มันเป็นหนังสือที่ทำให้เราได้คิดเกี่ยวกับตัวเราเองได้เข้าใจตัวเรามากขึ้นเหมือนชื่อหนังสือเลย เป็นความจริงและความเชื่อในสังคมของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนเป็นชาวเกาหลี เป็นหนังสือที่อ่านง่ายเพลินๆ เอาละเดี๋ยวจะยาวมากกว่านี้ ไปจริงละครับ โก

Advertisement

Advertisement

ภาพประกอบ

1.) ข้อคิดแรกครับที่ผมชอบครับ 

ในบทหนึ่งเขาบอกว่า ให้เรามีชีวิต อยู่ในที่ที่ตัวเองส่องเเสง ในชีวิตคนเรามีความเก่ง สิ่งที่ชอบ และศักยภาพที่แตกต่างกัน บางคนอ่านหนังสือแล้วรู้สึกสนุก บางคนฟังพอดแคสต์แล้วรู้สึกสนุก หรือบางคนชอบคณิตศาสตร์มาก แต่เราอาจจะไม่ได้ชอบ เราอาจจะทำอย่างอื่นได้ดีกว่า เช่น เก่งภาษาอังกฤษ ลืมแม้กระทั่งเรื่องกีฬาเราเก่งกว่า มีคำหนึ่งในหนังสือบอกว่า “ ถ้าอยากเคารพชีวิตตัวเอง ก็ต้องเข้าใจศักยภาพของตัวเอง การอดทนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ นอกจากทำให้เหนื่อยเเล้ว ยังทำให้ตัวเองไร้ค่าอีกด้วย ” เขาบอกว่า ศักยภาพ คือ สิ่งที่เราทำได้โดยง่าย อะครับ แน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างฝึกได้ แต่บางสิ่งบางอย่างเราอาจไม่ได้ชอบ หรือ ไม่ได้มีโอกาสที่จะทำมันทุกวันครับ ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนทำนู้นนี่ไม่ได้ เเต่ผมเห็นด้วยกับบทนี้ คือ บางคนมีทักษะนั้นอยู่แล้ว เราก็ให้เขาทำในสิ่งที่เขาถนัดเเละทำได้ดีอยู่แล้ว มันดีกว่าการที่เราต้องฝึกทำใหม่ ไม่งั้นมันจะเหมือนเราไม่เข้าใจตัวเอง ว่าเราทำอะไรได้ดี มันจะเหนื่อยเเละเสียเวลาเปล่า ให้คุณค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ เเละ สิ่งที่คุณทำได้ อยู่ในที่ที่คุณมีเเสงสว่าง ทุกคนมีเเสงสว่างในตัว จงอย่ามองข้ามสิ่งๆนั้น เมื่อคุณรู้อย่างนี้คุณจะเข้าใจทั้งตัวเอง และคนอื่น ในการทำงานต่างๆ จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดเเละเหนื่อยเปล่า ๆ ครับ

Advertisement

Advertisement


ภาพประกอบ

2.) ข้อคิดที่สองที่ผมประทับใจ

ในบทหนึ่งที่มีชื่อว่า อย่าคิดว่าเป็นปัญหาของตัวเองคนเดียว ในหนังสือเขาพูดถึงเรื่องการขาดแคลน เขาบอกว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ทุกคนล้วนแตกต่างและมีความขาดแคลนที่แตกต่างกัน เราไม่ควรคิดว่าเรามีปัญหาคนเดียว การขาดแคลนเป็นเรื่องปกติของชีวิตเพราะเราเติบโตในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ เมื่อเราเจอสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจหรือไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ มันอยู่ที่เราจะมอง ผมเห็นด้วยกับบทความนี้นะครับผมแล้วก็มองเข้ามาในชีวิตแล้วมันก็เป็นอย่างที่เขาบอกอะครับว่าชีวิตของคนเราต่างกัน ในมุมของเราเราอาจจะคิดว่าเราขาดแคลน ไม่เป็นดั่งใจ แต่อย่าลืมนะครับว่าก็ยังมีคนที่ขาดแคลนมากกว่าเราอยู่ บางคนขาดแคลนมากอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแต่เขาก็เลือกที่จะมีความสุขได้กับสิ่งเล็ก ๆ ที่เขามี ผมมองว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ครับ ทุกคนล้วนเเตกต่าง ไม่มีใครอยากจนหรือลำบาก แต่อย่างที่บอกเราเลือกเกิดไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการยอมรับ มันเชื่อมโยงมาถึงโอกาสเเละสิ่งที่เราเลือก และบางทีเราก็ช่วยทุกคนไม่ได้ และเราต้องเลือกที่จะมีความสุขหรือมองความสุขเล็ก ๆ ในทุก ๆ วันครับ สรุปง่าย ๆ เลย ความขาดเเคลน คือ ปัญหาของคุณทุกคนก็ต้องเจอ เรื่องปกติของชีวิต มันอยู่ที่ มุมมองความคิดของเรา

Advertisement

Advertisement


ภาพประกอบ

3.) ข้อคิดที่สามที่ผมประทับใจ

บทความนี้มีชื่อว่า อย่าใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วง ในหนังสือบอกให้เราทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเองบ้าง ทำในสิ่งที่เราชอบและเราอยากทำจริง ๆ ดีกว่าเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์เพื่อทำให้ตัวเรามีที่ยืนในสังคม อาจจะฟังดูแรงไปนิดนะครับ แต่ผมคิดว่ามันจริงมาก ประกาศนียบัตรต่าง ๆ มากมายที่เราได้รับมาหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำมันไม่ได้พิสูจน์อะไรในชีวิตเลย มีแต่จะทำให้เสียเวลา สิ่งที่เราควรทำ คือการทำในสิ่งที่เป็นเป้าหมายของตัวเอง ทำในสิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ สิ่งที่สำคัญสำหรับเรา เพราะเราไม่มีเวลาที่จะทำทุก ๆ อย่าง ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับผมชอบมาก เพราะผมคิดว่าถ้าเราใช้ชีวิตของตัวเองได้ดี หรือ ให้เราเติมชีวิตของตัวเองให้เต็ม แล้วหลังจากนั้นเราจะคิดถึงคนอื่นเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ในตอนที่คุณกินหมูกระทะกับเพื่อนในช่วงแรก ๆ คุณคงไม่ได้ตักให้เพื่อนก่อน สิ่งที่คุณทำการตักให้ตัวเองก่อนและกินก่อน อย่างรวดเร็วเพราะความหิว แต่พอเราอิ่ม ความมีน้ำใจของเราปรากฏขึ้น เราจะส่งหมูแต่ละชิ้นที่สุกแล้วให้กับเพื่อนทันที เหมือนกันเลยครับกับชีวิต ดังนั้นเติมตัวเองให้เต็มแล้วเราจะนึกถึงคนอื่นเอง การทำในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ สิ่งที่เสียไปคือเวลา สิ่งที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า ใช้ชีวิตของตัวเองกับสิ่งที่สำคัญสำหรับตัวเองดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง


ภาพประกอบ

4.) ข้อคิดที่สี่ที่ประทับใจ

บทความนี้ชื่อบทความว่า ไม่ต้องเป็นอะไรเลยนอกจากเป็นตัวเอง เขาเล่าถึงเรื่องราวของอาชีพของแพทย์ที่เป็นอาชีพที่เป็นที่ยอมรับในสังคม ที่เขาเคยถามแพทย์ว่า มีความสุขมั้ยตอนนี้ เเพทย์คนนั้นตอบทันทีว่าไม่ ไม่มีความสุขในการทำงาน เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบเเละรัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่ชอบนะครับ คนชอบก็มี แพทย์คนนั้นบอกว่า เขาเพียงเเค่ทำตามสังคมที่คิดว่าดี มีเกียรติ รายได้สูง เเต่ภายในจิตใจของเขาว่างเปล่า ทำไปแค่หน้าที่ คงมีหลายคนมีชีวิตเเบบนี้ เช่น การเลือกเรียนเพราะพ่อเเม่บังคับ จบมาทำงานไม่ตรงสาย เพราะไม่ใช่สิ่งที่ชอบ แต่ก็ทำและใช้ชีวิตอย่างไม่มีจุดหมายเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ เพื่อรายได้ที่สูงขึ้น เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ รู้เเค่ว่าต้องได้เงินสูง ๆ แต่ไม่รู้เลยว่าอะไรที่จะทำให้หัวใจได้เติมเต็ม บางคนไม่กล้าทำในสิ่งที่รัก เพราะกังวลสายตาของสังคม คนรอบข้างจะว่าคนอื่นเขาจะมองเรายังไง กลับกันกับคนที่เข้าใจตัวเอง ที่เขารู้ว่าชีวิตต้องการอะไร เขาชอบในสิ่งที่ทำ เขาไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองยังไง เขาก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะได้เป็นตัวของตัวเองมีอิสระภาพในการเลือก มากกว่า ดังนั้น อย่าพยายามเป็นตัวใคร อย่าพยายามเป็นในสิ่งที่คนอื่นชอบ เเต่จงเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น เป็นตัวของตัวเอง เพราะอย่างน้อยหัวใจเราก็ได้ถูกเติมเต็มเเล้ว 


หากผิดพลาดในส่วนไหนของอภัยด้วยนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน สวัสดีครับ

รูปภาพทั้งหมดโดย : ผู้เขียน

ติดตามผู้เขียนได้ที่  IG : golfparoo