เกิดประเด็นร้อนน่าสนใจในทวิตเตอร์ กรณีศึกษา จาก  #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ในทวิตเตอร์ ที่ต้องนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะได้ติดตามกรณีต่าง ๆ ในทวิตเตอร์ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบการศึกษา และ กรณีต่าง ๆ ที่เกิดในโรงเรียนมัธยมหลายแห่งมาหลายกรณี แต่จากที่สังเกต และ ติดตามพบว่าเรื่องราวส่วนใหญ่จะเงียบหาย ไม่มีประเด็นข่าวเล่าสู่สังคมภายนอก ทั้ง ๆ ที่บางกรณีสมควรกับการนำมาเปิดเผยเรื่องราวเป็นกรณีศึกษา หรือ นำมาหาทางแก้ไขรวมทั้งที่เคยมีประเด็นก่อนหน้านี้  #โรงเรียนชื่อดังย่านอุดมสุข ซึ่งทั้งสองกรณีมีการล่าแม่มดกันเกิดขึ้นหาต้นตอคนโพสต์เพราะทำให้โรงเรียนเสียชื่อ แต่ในอีกมุมหนึ่งคือ ปัญหาที่มีในโรงเรียนและไม่ได้รับการแก้ไข จนทำให้เด็กบางส่วนออกมาโพสต์ในโลกออนไลน์ 

กรณีศึกษา จาก #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ใน ทวิตเตอร์ กรณีศึกษา จาก  #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ในทวิตเตอร์ มีประเด็นอะไร 

Advertisement

Advertisement

จากการติดตามพบว่า แฮชแท็กดังของทั้งสองโรงเรียน มีความคล้ายคลึงกันบางกรณี โดยที่ประเด็นหลักของ #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ คือเรื่อง พฤติกรรมของคุณครูบางคนที่มีกับเด็กนักเรียน กฎระเบีบและการลงโทษเรื่องทรงผม  ส่วนของทางฝั่ง  #โรงเรียนชื่อดังย่านอุดมสุข เป็นเรื่องที่เด็กนักเรียนถูกบูลลี่จากคุณครู และ พฤติกรรมบางอย่างของครูบางคน ที่มีกับนักเรียน หากสังเกตจะเห็นได้ว่ามีปัญหาที่เหมือนกัน  

ประเด็นหลักจากสองแทคดังที่น่าสนใจ 

พฤติกรรมของคุณครูบางคนที่มีกับเด็กนักเรียน เป็นหัวข้อที่ต้องบอกว่า ไม่ได้มีแค่สองโรงเรียนนี้เท่านั้นที่มีปัญหา เพราะยังมีอีกหลายโรงเรียน ทั้งระดับประถม-มัธยมปลาย แต่มีข่าวไม่นานก็เงียบหายไป ไม่มีการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ผ่านไปสักพักก็จะมีกรณีแบบนี้เป็นข่าวขึ้นมาอีก ซึ่งพฤติกรรมจากที่ติดตามนั้นมีหลายมุมน่าสนใจเช่น 

Advertisement

Advertisement

กรณีศึกษา จาก #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ใน ทวิตเตอร์1.การพูดจาของครูกับเด็ก ในจุดนี้อยากให้มองสองมุมเพราะเด็กบางคนก็ก้าวร้าว ในบางครั้งครูฝ่ายปกครอง หรือ ครูที่ยังดูเป็นวัยรุ่นก็มักจะใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับเด็ก แต่ก็ต้องดูเป็นกรณี หรือ บางโรงเรียนเป็น รร.ชายล้วนการพูดการจาในบางครั้งก็มีหลุด ๆ กันมาบ้าง ซึ่งหากอยู่ในระดับธรรมดา คงไม่เป็นประเด็น แต่ที่เป็นเรื่องจนเด็กรับไม่ได้คือ การบูลลี่รูปลักษณ์ หรือ แม่กระทั่งล้อชื่อพ่อแม่เด็ก รวมทั้งพูดจาหยาบคายเกินเหตุ 

2.การล่าแม่มด ทั้งสองโรงเรียนเจอประเด็นนี้เช่นกัน เพราะเมื่อมีการโพสต์ลงโซเชี่ยลมีเดีย ความอยากรู้อยากเห็นจากบุคคลทั่วไป คนที่อยู่ในโรงเรียน และ ศิษย์เก่า ส่งผลให้ทั้งสองแฮชแทคติดเทรนด์ในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะมีการแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยกับผู้โพสต์ประเด็น และไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง ศิษย์เก่า และส่งผลไปถึงการล่าตัวคนโพสต์มาลงโทษ ซึ่งทางกรณีของ  #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ นั้นค่อนข้างรุนแรง มีการสืบหาตัว มีการล่าประจาน และ นำไปสู่การเป็นคดีความ เพียงเพราะ เด็กที่โพสต์ทนต่อปัญหาในโรงเรียนไม่ได้ 

Advertisement

Advertisement

3.พฤติกรรมการลวนลาม ประเด็นนี้ถือว่าค่อนข้างอ่อนไหว แต่ไม่ใช่ไม่มีเกิดขึ้น มีแทบจะหลายครั้งต่อปี หากติดตามข่าว และ ทุกครั้งก็จะเงียบหายไป ไม่มีการแก้ปัญหาจริง ๆ จัง ๆ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนไหนก็ตาม เด็กที่ถูกกระทำกลายเป็นเด็กมีปัญหามีปมในใจ ส่วนครูแม้ว่าจะถูกลงโทษตามระเบียบแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหานี้หมดไป 

กรณีศึกษา จาก #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ใน ทวิตเตอร์ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้งหลายสถานการณ์ 

หากจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกหรือผิดไปเลยคงไม่ได้ แต่หากมองจากข้อมูล และ จากประสบการณ์การเป็นนักเรียนในยุคสมัยของเรา รวมถึงเคยเป็นศิษย์เก่า  #โรงเรียนชื่อดังย่านอุดมสุข (รุ่นไหนขอสงวนไว้สักนิด) ปัญหาที่เป็นประเด็นมันมีจริง แม้ว่ายุคของเราสมัยมัธยมจะไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีข่าวหลุดออกมา แต่นักเรียนทั้งโรงเรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น และหลาย ๆ แห่งก็เคยมีข่าว บางกรณีมีการเจรจายอมความระหว่างครูกับผู้ปกครองเด็ก  บางกรณีมีการจัดการกันภายใน สิ่งที่เคยพบ เคยสัมผัสมา กับการติดตามประเด็นเหล่านี้ ทำให้เห็นว่า  ปัญหาไม่ใช่แค่เด็ก หรือ ครูที่มีพฤติกรรมไม่ดี แต่ผู้มีอำนาจในโรงเรียน ไม่แก้ไขปัญหาจริง ๆ จัง ๆ เรื่องจึงบานปลาย และกรณีแบบนี้ก็ไม่เคยหมดไปจากสังคมไทย

กรณีศึกษา จาก #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ใน ทวิตเตอร์หากไม่พอใจในกรณีต่างๆ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับฝั่งนักเรียนคือ 

ควรขอคำแนะนำจากผู้ปกครอง หรือ บุคคลอื่นที่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือให้คำแนะนำได้ เช่น การปรึกษาทนายความ (หากเป็นกรณีลวนลามทางเพศ หรือ การถูกกระทำด้วยวาจา รวมทั้งการลงโทษที่ไม่เหมาะสม) ทนายความช่วยเหลือประชาชนสามารถให้คำแนะนำปรึกษาได้ หรือ การแจ้งตำรวจลงบันทึกประจำวัน เป็นต้น อาจจะดูทำให้เรื่องราวใหญ่โต แต่หากถูกกระทำจริงคนผิดก็ควรได้รับโทษ และ ผู้ปกครองจะต้องรับรู้และดำเนินการให้เด็ก ไม่ควรปล่อยให้เขาแก้ปัญหากันเองเพราะอาจส่งผลเสียที่ไม่คาดคิดแบบที่นักเรียนใน #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ที่ถูกจับเพราะนำเรื่องราวมาระบายในโซเชี่ยล 

กรณีศึกษา จาก #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ใน ทวิตเตอร์ข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาของทางฝั่งโรงเรียน

  • หากเด็กกระทำผิดจริง การลงโทษก็ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม และควรเรียกผู้ปกครองมาพูดคุย ชี้แจงเหตุผลที่ต้องลงโทษ ปัญหาของเด็กในขณะที่อยู่โรงเรียนเป็นแบบไหน พฤติกรรมเป็นอย่างไร การให้ผู้ปกครองรับรู้จะทำให้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง 
     
  • สร้างความเข้าใจระหว่าง ครู กับ ผู้ปกครอง การมีประชุมในทุก ๆ เทอมของโรงเรียนในบ้านเรานั้น ก็สามารถช่วยสร้างความเข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ ได้ส่วนหนึ่ง และหากเด็กมีปัญหาการดูแลมากกว่าปรกติก็ควรจะมี 
     
  • การคัดกรองบุคลากรที่จะมาเป็นครูในโรงเรียน ควรจะมีการคัดกรองที่ละเอียดทั้งจากภาพรวม และ ในแต่ละโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่มีกรณีกันในตอนนี้ 
     
  • การปรับกฎระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน เป็นเรื่องที่หลาย ๆ โรงเรียนควรปรับ และ สร้างความเข้าใจกับเด็กหากมีข้อไหนที่โรงเรียนถือว่าเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียน ควรจะอธิบายที่มาที่ไปให้เด็กเข้าใจ 

กรณีศึกษา จาก #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ใน ทวิตเตอร์บทสรุป กรณีศึกษา จาก #โรงเรียนหญิงล้วนย่านหัวรอ ในทวิตเตอร์ 

จากที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงการคิดวิเคราะห์จากปัญหาที่เป็นประเด็น และจากประสบการณ์ของตัวเองที่เคยเป็นนักเรียนหนึ่งในสองโรงเรียนที่มีปัญหาคล้ายกัน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าประเด็นที่แท้จริง จนเป็นที่มาของกรณีต่าง ๆ ในกระแสออนไลน์ของทั้งสองโรงเรียน มันเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ใครผิดใครถูก แต่สิ่งที่เด็กนักเรียนออกมาโพสต์ในสื่อออนไลน์ ทำให้เราคิดว่าปัญหาเหล่านี้ทำไม ไม่ได้รับการแก้ไขสักที ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ก็ยังมีข่าว เด็กโดนครูลวนลาม เด็กโดนทำโทษเกินกว่าเหตุ ทำไมไม่มีการแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ ธรรมเนียมปฎิบัติบางอย่างให้สอดคล้องกับยุคสมัย การให้เด็กได้ออกความคิดเห็น การรับฟังปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน การร่วมกันแก้ปัญหาจาก ครู , นักเรียน , ผู้ปกครอง เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อที่จะไม่ให้มีกรณีแบบนี้ขึ้นมาอีก 

เพิ่มเติม

1.ภาพปก Feliphe Schiarolli via  unsplash 

2.ภาพประกอบบทความ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6

3.ไม่สามารถใช้ภาพจากทวิตเตอร์ หรือ แคบจากความคิดเห็นในทวิตเตอร์ได้ เพราะประเด็นค่อนข้างอ่อนไหว และ เป็นเหตุการณ์จริงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษา และ บุคคลอื่น ๆ