มันเป็นกระแสอยู่พอสมควรกับหนังสารคดี SEASPIRACY ที่พาเราไม่ขุดหาเจ้าปัญหาว่าใครที่ทำร้ายทะเล การประมง การล่าวาฬ การบริโภคปลาของเราเอง หรือกระทั่งปัญหาการใช้แรงงานที่ระเมิดสิทธิบนเรืออย่างกะทาส ซึ่งในประเทศที่ทำเช่นนั้นก็คือประเทศไทย และล่าสุดนายกเองก็ออกมากล่าวว่าในหนังเป็นฟุตเทจที่ถ่ายไว้นานมากแล้ว ก่อนที่จะมี พรบ. 58 ที่ออกมาคุ้มครองสิทธิแรงงานบนเรือ (แต่กระนั้นก็ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าไม่มี)

1

แต่อย่างไรก็ตามประเด็นหลักที่ผู้คนผู้ถึงหนังเรื่องนี้ คงจะเป็นการนำเสนอวิธีลดปัญหาของการประมงที่อาจส่งผลทำร้ายโลกเกินกว่าที่เราคิดของผู้กำกับ อย่างค่อนข้าง "ฉาบฉวย" ไปเสียหน่อย

มันเริ่มตั้งแต่ตัวผู้กำกับซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง ได้ถ่ายทอดชีวิตประจำวันของเขาตั้งแต่ใช้ช้อนซ้อมแบบไม้บ้าง หลอดเหล็กบ้าง เลิกใช้พลาสติกตลอดชีวา นอกจากนี้ยังมีการไปเก็บขยะตามชายหาด และเริ่มตั้งคำถามถึงเรื่องนี้ว่ามันจะช่วยโลกได้แค่ไหน จึงได้ข้อสรุปถึงขยะทะเลเอง นอกจากพลาสติกของเรา ก็มีขยะประมงที่ไม่ยอมเก็บให้ดี แต่ไม่มีคนที่จะพูดถึงมัน

Advertisement

Advertisement

ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าสนใจ แต่เขากลับนำเสนอเหมือนกับว่า คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ กลายเป็นคนโง่ ส่วนเขาที่สนใจเรื่องนี้คือฮีโร่ ที่พยายามก้อบกู้เอกราชให้ทะเล

 

และการนำเสนอที่ถูกวิพากษ์กันอย่างพอสมควรถึงเรื่องทะเลนี้คือ

 

ควรเลิกประมงพาณิชย์

และเลิกกินปลาซะ

เพื่อที่จะช่วยโลกใบนี้!

 

โดยแท้จริงมันมีความซับซ้อนมากกว่านั่น แต่ตัวผู้กำกับกลับนำเสนอให้ดูง่ายดายแต่เมินมองข้ามความจริง หรือเป็นการประโลมโลกเกินเหตุอย่างกะหนังโรแมนติก

มันอาจฟังดูง่ายแค่ต่อไปนี้เลิกกินปลาไปเลย แต่คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่นายทุนยักใหญ่ที่ทำการค้าเช่นนี้ แต่เป็นกลุ่มรายย่อมพื้นเมืองที่ต้องหากินกับการประมงอยู่ และพวกเขาคงได้ตายแน่หากทั่วโลกเลินกินปลาจริง ๆ 

Advertisement

Advertisement

รวมทั้งสถิติที่เขายกมาอ้างนั่น ก็ได้ถูกนักวิจัยตอบโต้กลับไปว่ามันบิดเบือนเข้าข้างตัวเองอย่างรับไม่ได้ อีกทั้งปัญหาบางอย่างที่เขานำเสนอ แท้จริงเองมันก็ได้มีการ พยายาม จะเปลี่ยนแปลง และถึงขั้นลงมืออย่างจริงจังแล้วในบางจุด

 

2

แต่ก็เอง ไม่อาจมองเมินได้ว่า ตัวหนังได้นำเสนอปัญหาที่หลายคนก็มักจะเมินมองข้ามไป อย่างขยะในทะเลที่ไม่ได้มีแต่พลาสติกเสมอไป แต่การประมงเองที่ว่ามีกฏหมายควบคุม ก็ยังดูละเลยเสียเกินไป และแรงงานทาสบนเรือที่ถูกกดขี่ระเมิดสิทธิแรงงานแต่ไม่สามารถจะเรียกร้องอะไรได้ เพราะของแบบนี้ มันเชื่อมโยงกันระหว่างผู้มีอำนาจในประเทศ

และที่น่าสนใจคือเหล่าฉลากสินค้าบนปลากระป๋องที่บอกว่า ไม่มีการล่าวาฬพ่วงบ้างแหละ ซึ่งก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ชัดเจนว่าไม่มีจริง ๆ เพราะผู้ตรวจการเองก็ไม่ได้ไปออกเรือด้วยกันเสมอ มันจึงเป็นสิ่งลับลมคมในตลอดเวลาในเครื่องหมายที่ประทับไว้ว่า ดีเลิศ ร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งสารคดีเองก็นำเสนอเรื่องนี้ให้เราตระหนักถึงฉลากสินค้าที่เราซื้อไปกินอย่างเชื่องใจ แท้จริงมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างคาดไม่ถึง

Advertisement

Advertisement

3

เพราะฉะนั้น

SEASPIRACY

เป็นหนังที่เปิดโลก แต่พยายามทำตัวเป็นฮีโร่อย่างไร้เดียงสาเกินไปของผู้กำกับ

แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ย่ำแย่ควรเผาทิ้ง เพราะข้อมูลที่บิดเบือนไปมากนั้น ก็ไม่ได้ทำให้มูลหลักที่ตัวหนังอยากจะสื่อหายไปแต่อย่างใด ซ้ำจะทำให้คนดูได้ตระหนักถึงบางสิ่งอันเล็ก ๆ น้อยในชีวิต รวมไปถึงการตั้งคำถามต่อกระบวนการผลิตอาหารทะเล ที่ถ้าทุกคนเริ่มหันมาตั้งคำถามพร้อมกันเมื่อไร ผู้อยู่เบื้องหลังก็คงมีนั่ง ๆ หนาว ๆ สั่น ๆ บ้าง

และสิ่งที่เป็นประเด็นหลักสุดก็คือ 

"ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาตระหนักถึงโลกของเรามากขึ้น"

 

ภาพประกอบจาก Imdb

 

เกาะติดซีรีส์เรื่องใหม่ๆ App TrueID โหลดฟรี!