หนังที่ว่ากันด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนวัยมัธยม วัยที่เรายังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ยังสามารถตัดสินใจผิดพลาดได้ เราสามารถทะเลาะกับเพื่อนด้วยเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สามารถคืนดีกันได้ง่ายๆ วัยที่ทำอะไรตามเพื่อน เฮไหนเฮนั่น แม้อาจจะตามมาด้วยปัญหาก็ตาม แต่ก็โตพอที่จะสามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองด้วยเช่นกัน วัยมัธยมจึงเป็นช่วงวัยที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย ได้มิตรภาพ ความทรงจำ เพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ 

      นามิ (Ryôko Shinohara) สาวใหญ่แม่บ้านของสามีนักธุรกิจ แม่ของลูกสาวมัธยมปลายวัยกำลังขัดใจแม่ เธอเดินทางไปเยี่ยมแม่ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่ขณะกำลังจะกลับเธอแอบไปเห็นภาพผู้ป่วยคนหนึ่งนอนทุรนทุรายอยู่บนเตียง คนไข้คนนั้นชื่อว่า เซริกะ (Yuka Itaya) ชื่อที่ นามิ คุ้นเคย จนเธอต้องย้อนกลับมาที่ห้องผู้ป่วยนั้นอีกครั้งเพื่อดูให้แน่ใจ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ใช่คนที่เธอคิดจริงๆ เซริกะ ก็คือ เพื่อนซี้สมัยมัธยมปลายของเธอ เพื่อนคนแรกที่ในตอนนั้น นามิ เป็นเพียงเด็กบ้านนอก เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนในกรุงยังไม่ประสีประสาอะไร

Advertisement

Advertisement


      เซริกะ ป่วยด้วยโรคมะเร็งชีวิตของเธอ เหลืออีกเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น แม้ชีวิตของ เซริกะ จะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย มีธุรกิจมากมาย แต่ที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีครอบครัว ความฝันอย่างเดียวของชีวิตที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็คือ ได้เห็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของ แก๊ง Sunny เพื่อนซี้สมัยเรียนมัธยมปลาย ที่ภาพความทรงจำมากมาย ทั้งสุข เศร้า มันยังคงตราตรึงอยู่ไม่ลืมเลือน

Sunny (2018) Nami      หนังญี่ปุ่นย้อนวัยมิตรภาพระหว่างเพื่อนสาว รีเมคจากหนังเกาหลีในชื่อเดียวกันปี 2011 ที่ส่วนตัวผมเองเคยดูฉบับเกาหลีมาก่อน แล้วประทับใจเอามากๆ ถึงจะไม่คาดหวังไว้สูงมากนัก ตอนรู้ว่าจะมีฉบับรีเมคญี่ปุ่นออกมา แต่คิดว่าเดิมทีญี่ปุ่นเองก็มักทำหนังแนวมิตรภาพได้ดีอยู่แล้ว น่าจะรักษามาตรฐานตัวเองเอาไว้ได้

Advertisement

Advertisement


      ส่วนผลลัพธ์ที่ได้หลังจากดูจบ รู้สึกเป็นบวกกว่าที่คิดเอาไว้นะ แม้อารมณ์มันจะไม่เต็มอิ่มเหมือนต้นฉบับ ที่แตกประเด็นย่อยต่างๆได้ดี แต่ฉบับญี่ปุ่นเองทำได้ดีในเรื่องราวหลัก ที่เป็นหัวใจของหนังได้ในระดับเดียวกัน เนื้อหาส่วนที่ตกหล่นไปบ้าง มันเลยไม่กลายมาเป็นความขัดใจ ไม่รู้สึกว่าขาดหายอะไรไปตอนที่ได้ดู 

      ขอพูดถึงความแตกต่างของทั้งสองฉบับก่อนก็แล้วกัน (เอาจริงมี รีเมค เวอร์ชั่นเวียดนามอีกด้วย เอาไว้ผมได้ดูเมื่อไหร่จะเขียนอีกที) สิ่งแรกที่ต้องต่างกันแน่นอนเลยก็คือ สังคมแล้วก็วัฒนาธรรมของยุคสมัย ที่ฉบับเกาหลีจะเล่าเรื่องราวในปลายยุค 80s ที่มีวิกฤติการทางการเมืองครั้งใหญ่ด้วย ส่วนฉบับญี่ปุ่นเล่าเรื่องราวในยุค 90s ในเชิงวัฒนธรรมของวัยรุ่นสาวๆในยุคนั้นเป็นหลัก วิถีชีวิต เสื้อผ้าหน้าผม การแต่งตัว ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องร้อง…อ๋อ อย่าง เสื้อไหมพรม ถุงเท้าย้วยๆย่นๆ ผิวสีแทน ผมสีน้ำตาล หรืออย่างไอดอล เพลงดัง มังงะยอดฮิตในยุคนั้น ที่หนังขนมาใช้อย่างเต็มที่

Advertisement

Advertisement

Sunny (2018)-Serika      อีกประเด็นหนึ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ เรื่องทางบ้านของตัวละคร นามิ ที่ฉบับเกาหลีนั้น พูดถึงเรื่องราวปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ลูก ที่แม่ไม่ทราบเรื่องราวปัญหาที่ลูกสาวเจอที่โรงเรียน ปัญหาที่อดีตตัวเธอเองก็เคยเจอมาก่อน แต่เพราะความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ เธอถึงผ่านมันมาได้

      แต่กับลูกสาวของ นามิ ไม่มีใครเธอมีเพียงแม่เท่านั้น ประเด็นที่ว่ามานี้ฉบับญี่ปุ่นคือ หายไปทั้งดุ้นเลยไม่มีการกล่าวถึง หากจะให้เดาสาเหตุที่ถูกตัดออกไป คงเพราะวิธีการแก้ปัญหาในแบบเวอร์ชั่นเกาหลี ที่ผู้ใหญ่ไปตีกับเด็ก พอเป็นฉบับญี่ปุ่นเขาอาจจะมองแตกต่างออกไป เลยเปลี่ยนให้ตัวละครไปตีกับผู้ชายแทน

      ประเด็นสุดท้ายที่รู้สึกว่าแตกต่างกัน จริงแล้วฉบับญี่ปุ่นก็กล่าวถึงนะ เรื่องราวของเพื่อนที่แต่ละคนก็ต่างมีปัญหาชีวิตของตัวเอง บางคนอาจไม่ประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่ย่ำแย่ แล้วแบบนี้ความเป็นเพื่อนมันจะเหมือนเดิมอยู่ไหม ในฉบับเกาหลีสื่อสารประเด็นนี้ได้ดีคมชัดกว่า ปูพื้นฐานแนะนำตัวละครได้ลึกกว่า ส่วนฉบับญี่ปุ่นไม่ได้ลงรายละเอียดเบื้องหลังแต่ละตัวละคร พอถึงเวลาที่หนังหยิบมาใช้ มันเลยสัมผัสความรู้สึกคนดูได้ไม่เต็มอิ่มเหมือนต้นฉบับ

Sunny (2018)-Nana      ในแง่มุมอื่นๆส่วนที่ผมคิดว่าฉบับญี่ปุ่นทำได้ดีกว่า นอกจาก นามิ ฉบับญี่ปุ่นที่น่ารักกว่าฉบับเกาหลีแล้ว ฮ่าฮ่า คงจะเป็นเรื่องของความตลกของหนัง เพราะเท่าที่จำได้เวอร์ชั่นเกาหลีไม่ได้ขำขนาดนี้ แต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจังหวะตลก ความฮามันทำได้มากกว่า แคสนักแสดงก็เหมาะสมดีงามทุกคน เพียงแค่คาแรคเตอร์ตัวละครอาจจะคล้ายๆกัน ดูไม่ค่อยแตกต่างเด่นชัดเหมือนฉบับเกาหลีเท่านั้นเอง

      สรุปแล้ว Sunny (2018) วันนั้น วันนี้ เพื่อนกันตลอดไป ให้ว่ากันตรงๆหนังอาจจะไม่ดีงามเท่าต้นฉบับ แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเลยล่ะ หากไม่หยิบเอาของเดิมมาเป็นข้อเปรียบเทียบ หนังหยิบเอากิมมิกของช่วงเวลามาใช้อย่างคุ้มค่า รักษาใจความหลักเนื้อหาของหนังไว้ได้ครบถ้วนสื่อสารออกมาได้ดี

ขอบคุณเครดิตรูปภาพจากhttp://sahamongkolfilm.com/saha-movie/sunny-2018-movie/ 

เขียนโดย แอดมินเพจ ปีนรั้วดูหนัง