หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก อย่างรวดเร็ว ทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน การเดินทาง และการทำงานของผู้คนในทั่วทุกประเทศต้องปรับเปลี่ยนไปเพื่อรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว จนเกิดแนวคิดที่เชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนี้จบลงจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า New Normal หรือบรรทัดฐานใหม่ทางสังคม คือการที่บางสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งปกติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือปัจจุบันแต่ในอนาคตมันจะเป็นสิ่งที่เป็นปกติในสังคม ซึ่งหลาย ๆ สำนักข่าวในประเทศไทยได้มีการรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นของ New Normal ในด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งการเปลี่ยนจากการทำงานที่ออฟฟิศมาเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work from home) เปลี่ยนจากการเรียนที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมาเป็นการเรียนทางไกล (Distance Learning) การมีระยะห่างกันของผู้คนในสังคม (Social Distancing) หรือกระทั่งการสั่งอาหารแบบฟู๊ดเดลิเวอรี่ ผู้คนจะหันมาซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ และสื่อโซเชียลมีเดียจะกลายมาเป็นสื่อกระแสหลัก สิ่งเหล่านี้จะกลายมาเป็นเรื่องปกติหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จบลง หากเราลองมองไปในอนาคตหลังการยุติของการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ มีความเป็นได้แค่ไหนที่สิ่งที่ได้กล่าวมาจะกลายมาเป็นเรื่องปกติ

Advertisement

Advertisement

Photo by Adli Wahid on Unsplash

New Normal คำ ๆ นี้ถูกใช้บ่อยเกินไปหรือเปล่า ?                

                New Normal กลายเป็นคำที่ปรากฏในสื่อแทบจะทุกรูปแบบ จนเราอาจตั้งคำถามจริงหรอที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น หรือกระทั่งคำ ๆ นี้ถูกใช้มากจนเกินไปหรือเปล่า หลังจากการแพร่ระบาดผ่านไปแล้วประมาณ 3 - 4 เดือน เราจะพบว่าในหลายประเทศเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการป้องไวรัสต่าง ๆ ลงเรื่อย ๆ เพราะยอดจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศนั้น ๆ เริ่มลดลงแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่เคยพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากอย่างเกาหลีใต้ และประเทศที่พบเชื้อไวรัสนี้ประเทศแรกอย่างประเทศจีนที่มีการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ จนประชาชนแทบจะกลับมาใช้ได้อย่างปกติแล้ว ยิ่งเป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของ New Normal

Advertisement

Advertisement

               แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศนี้จะยังคงมีมาตรการตรวจสอบและป้องกันการกลับมาแพร่ระบาดครั้งใหญ่ซ้ำอีกรอบ อาทิ การตรวจวัดอุณหภูมิในสถานที่ต่าง ๆ หรือการติดตั้งพลาสติกใสระหว่างโต๊ะเรียนและโต๊ะรับประทานอาหารในโรงเรียน หรือการยังมีประชาชนที่สวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แต่ก็จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นเป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่ามาตรการตรวจสอบและป้องกัน ไม่ใช่สิ่งที่จะกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ทางสังคม จูเลียต คายานักวิเคราะห์ความมั่นคงแห่งชาติของ CNN และอดีตผู้ช่วยเลขานุการในกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กล่าวว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ใช่ New Normal แต่จะเป็นเพียง Now Normal หรือบรรทัดฐานของปัจจุบันเท่านั้น

Advertisement

Advertisement

Photo by United Nations COVID-19 Response on unsplash

บริษัทต่าง ๆ จะให้พนังงานเปลี่ยนมา Work from Home ?

Photo by Luke Peters on Unsplash

                Work from Home เป็นหนึ่งสิ่งที่หลายสำนักข่าวรายงานว่าจะกลายมาเป็น New Normal แน่นอน แต่จริงหรอที่จะเป็นแบบนั้น เบอร์นาร์ด ซอลต์ (Bernard Salt) ผู้นำการศึกษาด้านประชากรศาสตร์ให้สัมภาษณ์กับ 7NEWS Australia ไว้ว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาผู้ทำงานแบบ Work from home มีอยู่ประมาณ 5% ของผู้ที่ทำงานในออสเตรเลีย ในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเป็น 35% แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือเขากล่าวว่าหลังจากการแพร่ระบาดนี้จบลงจะมีผู้ที่เปลี่ยนมาทำงานแบบ Work from home จะอยู่ราว ๆ 10-15% ซึ่งก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่กลับไปทำงานในรูปแบบปกติ

               วิล กอสลิง (Will Gosling) จากดีลอยท์บริษัทบัญชีระดับโลกเชื่อว่าไวรัสนี้จะเป็นตัวเร่งให้การทำงานแบบ Work from Home เป็นไปได้จริงเร็วขึ้น 5 ปี จะเห็นได้ว่าการทำงานแบบรูปแบบนี้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเร็วขึ้น แต่ก็ยังต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี และยังไม่มีสิ่งใดมาเป็นตัวกำหนดแน่นอนว่าหลังจากปี 5 ผ่านไปการทำงานรูปแบบจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการทำงาน การทำงานอยู่ที่บ้านอาจเป็นความฝันของหลาย ๆ คน แต่สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยก็คือศักยภาพและความต้องการขององค์กร โดยเฉพาะในธุรกิจการบริการและธุรกิจที่ต้องอาศัยเครื่องมือที่ศักยภาพสูง รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรและกลุ่มลูกค้าที่จะเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรต้องคำนึงถึง และในหลายองค์กรเป้าหมายหลังการยุติการแพร่ระบาดของไวรัสไม่ใช่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน แต่คือการเร่งให้การทำงานกลับมาสู่ภาวะที่ปกติให้เร็วที่สุด Work from Home อาจเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต แต่หากจะกล่าวว่าคือสิ่งที่จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในเร็ววันก็อาจกล่าวเกินไปสักหน่อย

 

การเรียนทางไกลและการเรียนออนไลน์ จะมาแทนที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ?

Photo by JESHOOTS.COM on Unsplash

               มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต้องพักการเรียนการสอนไปกะทันหัน และอาจต้องเปลี่ยนมาทำการเรียนการสอนทางออนไลน์แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัยที่ต้องปรับมาใช้การเรียนการสอนรูปแบบนี้เพราะถูกสั่งให้หยุดการเรียนการสอนในห้องเรียนทั้ง ๆ ที่ยังไม่ปิดภาคเรียนที่ 1 แต่จริง ๆ แล้วการเรียนทางไกลและการเรียนการสอนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในทศวรรษนี้และมีความพยายามในการเรียนการสอนรูปแบบนี้อยู่ตลอด ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศก็มีการเรียนการสอนรูปแบบนี้เกือบ 10 ปีแล้ว แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่กลายมาเป็น Normal หรือบรรทัดฐานเสียที  หากจะทำความเข้าใจว่าทำไมการเรียนการสอนออนไลน์ถึงไม่กลายมาเป็น Normal ก็อาจเป็นเพราะว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ทางสังคม การลงมือปฏิบัติ และสภาพแวดล้อมก็จำเป็นต่อการเรียนรู้ของมนุษย์เราเช่นกัน การเรียนสอนในหลาย ๆ ศาสตร์การเรียนรู้ก็ต้องการเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้ที่มีราคาสูง โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจึงตอบโจทย์ในแง่ของการเรียนรู้มากกว่า

               แม้ในปัจจุบันการศึกษาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมักจะถูกตั้งคำถามและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม แต่ก็ไม่มากที่จะบอกให้ยกเลิกการเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยแล้วไปทำการเรียนแบบออนไลน์ทั้งหมด และด้วยแง่มุมประเด็นต่าง ๆ ทั้งด้านนโยบายการศึกษา การตรวจสอบคุณภาพ และความต้องการของตลาดแรงงาน ก็ยิ่งเป็นการยากที่การเรียนทางไกลและการเรียนออนไลน์ จะมาแทนที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยได้

 

หลายอย่าง ๆ ก็เป็น Normal อยู่แล้วไม่ใช่หรอ

Photo by Kseniia Ilinykh on Unsplash

                หากเราลองค้นหาคำว่า New Normal ลงในกูเกิล หลายคนอาจพบข่าวหรือรายงานที่บอกว่าโซเชียลมีเดียจะได้รับความนิยมมากขึ้นและกลายมาเป็นสื่อกระแสหลัก การซื้อสินค้าออนไลน์ การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ หรือผู้คนจะดูแลสุขภาพมากขึ้นหลังการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งหลายคน ๆ ก็คงคิดว่าฉันก็ทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วต่อให้ไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โซเชียลมีเดียมีแนวโน้มในการเจริญเติบโตขึ้นทุก ๆ ปีอยู่แล้ว จากการรายงานของ Statista พบว่าในปี 2020 มีจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียประมาณ 3,080 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2015 กว่า 940 ล้านคน การซื้อสินค้าออนไลน์ก็มีทิศทางเจริญเติบโตขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา ETDA เผยว่ามูลค่าของการซื้อขายออนไลน์มีจำนวนถึง 3.2 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่เราก็จะเห็นได้ว่าบริษัทที่บริการส่งอาหารขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว  ปี 2019 ที่ผ่านมา LINE MAN  รายงานว่ามีผู้ใช้งานประมาณ 3 ล้านรายต่อเดือน หรือ Foodpanda เติบโตอย่างก้าวกระโดด รั้งตำแหน่งผู้นำตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ในประเทศไทย ถ้าพูดถึงแนวโน้มการดูแลสุขภาพ ผลสำรวจจาก มินเทล บริษัทวิจัยการตลาดระดับโลกได้ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทย 79% ต้องการมีโภชนาการที่ดีขึ้น ในขณะที่ 76% ระบุว่า อยากมีชีวิตสมดุล และ 73% จะหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น จากสถิติที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าหลายอย่างที่ถูกกล่าวว่าจะกลายมาเป็น New Normal จริง ๆ แล้วก็กำลังจะกลายเป็นหรือเป็นเรื่องปกติของสังคมอยู่แล้วแม้ไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

 

ความคิดเห็นของผู้เขียน 

               จากรายงานข่าวต่าง ๆ ว่าหลายประเทศพยายามที่จะดำเนินนโยบายให้ประชาชนและองค์กรธุรกิจต่าง ๆ กลับดำเนินชีวิตและดำเนินกิจการได้อย่างปกติเหมือนเดิม ดังนั้นการดำเนินชีวิตบนความปกติใหม่หรือ New Normal จะยังไม่เกิดขึ้นทันทีหลังจากการยุติการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างแน่นอน และจากการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผ่าน ๆ มา Normal หรือความปกติของสังคมจริง ๆ แล้วมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่าน จากพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทั้งหมดที่บทความนี้ได้กล่าวไปไม่ใช่การบอกว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหลังจากการยุติการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ผู้เขียนต้องการวิเคราะห์และชี้ให้เห็นว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวจะเป็นสิ่งช่วยเร่งให้เกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เร็วขึ้น แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดและเปลี่ยนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทันทีหลังการระบาดยุติลง  

           

ขอบคุณข้อมูลจาก

7News - Coronavirus: Is working form home the 'new normal' ?

What will be the new normal for offices?

Number of global social network users 2010-2023

‘ETDA’ เผยราคาหลักหมื่น คนไทยก็กล้าชอปออนไลน์ หนุนอีคอมเมิร์ซโต โดยปี 62 คาดมีมูลค่าแตะ 3.2 ล้านล้านบาท

ครบ 2 ปี LINE MAN ยอดผู้ใช้งานพุ่งกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน เติบโตกว่า 489%

มินเทลชี้เทรนด์สุขภาพแรงต่อเนื่อง 79% ของชาวไทย ตั้งเป้าชีวิตดีมีสุข

 

ขอบคุณรูปภาพจาก

รูปภาพหน้าปก: COVID1 / รูปภาพที่ 1: Link1 / รูปภาพที่ 2: Link2 / รูปภาพที่ 3: Link3 / รูปภาพที่ 4: Link4 / รูปภาพที่ 5: Link5