เวลาผ่านไปหนึ่งวันครึ่ง ฉันฟื้นจากฤทธิ์ยาแบบงัวเงีย มีอาการปวดหัว มึนๆและอยากอาเจียนตลอด หมอสั่งให้งดน้ำงดอาหาร 2 วัน เพื่อรอตรวจเลือด อ้าว! แย่ล่ะซิ! การกรอกยาเข้าปากเป็นจำนวนมากขนาดนั้นคิดว่าร่างกายจะต้องการน้ำขนาดไหน เป็น 2 วันที่ร่างกายฉันหิวโซและกระหายน้ำมากจริงๆ ใครจะทานอะไรฉันไล่ไปทานที่อื่นหมด พาลมากจริงๆด้วยความโมโหหิวและปวดหัวแทบระเบิด จะเดินไปเข้าห้องน้ำทีก็เดินโซซัดโซเซมาก ต้องมีคนคอยประคองตลอด ไม่งั้นได้นอนหมอบอยู่ที่พื้นสักตำแหน่งในบริเวณห้องก่อนจะไปถึงห้องน้ำ ที่สำคัญสุดในตอนนี้คือหมอไม่ปล่อยฉันให้คลาดสายตา ต้องอยู่ในความดูแลของญาติอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง         

ไม่เข้าใจเนอะ.

          วิธีทางการแพทย์ที่ช่วยชีวิตฉันไว้คือทีมแพทย์ใส่ผงคาร์บอนลงไปในท้องฉัน คาร์บอนจะทำการดูดซับตัวยาเอาไว้ และทำให้ยาหมดปฏิกิริยาในการทำลายล้างร่างกายฉันไปในที่สุด ไม่รู้ว่าเขาเอาใส่ร่างกายฉันด้วยวิธีไหน อาจจะจับกรอกปาก สอดสายลงไปในท้องหรืออะไรก็ไม่อาจทราบได้ เพราะตอนที่ฉันถูกหามเข้าโรงพยาบาลฉันก็หมดสติไปแล้ว สลบเหมือดคาเตียงผู้ป่วยด้วยความมึนเมายา(นอนหลับ)ที่ยัดไปหลายเม็ด         

Advertisement

Advertisement

ฉันยังคงมีคำถาม.

           ช่วงกลางวันของวันถัดมาญาติๆแห่มาเยี่ยมฉันกันทั้งบ้าน มาแบบเต็มห้องผู้ป่วย มาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดี ประหนึ่งว่าเสียใจที่ฉันทำแบบนี้ลงไป และลึกๆฉันคิดว่าพวกเขาเสียใจอยู่นะที่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ฉันกลายเป็นแบบนี้ ฉันเห็นหน้าของแม่และน้ามีแอบมีอาการ ตาพวกเขาแดงๆ แต่พวกเขาไม่ร้องไห้ให้ฉันเห็นหรอก มีคนทยอยมาเยี่ยมฉันจนฉันออกจากโรงพยาบาล ได้พบหมอและได้ยาตัวใหม่มาทาน อยู่ในนั้นเป็นเวลาร่วม 4 วัน         

Advertisement

Advertisement

และฉันต้องการคำตอบ.

กลับมาบ้านครานี้ สถานการณ์ภายในบ้านเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยตะโกนโหวกเหวกโวยวายด่าทอคุยกันเสียงดัง กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกคนดูจะเข้าใจอาการฉันแล้วว่ามันหนักแค่ไหน พูดคุยกับฉันด้วยคำพูดคำจาที่ไม่ทำร้ายจิตใจกันอย่างแต่ก่อน ส่วนฉันไม่ชอบอะไรก็พูดออกไปตรงๆ พวกเขารับฟังและปรับตัว ฉันรู้สึกดีนะที่เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ แต่ลึกๆในใจฉันก็มีคำถาม...

ต้องรอให้ฉันจากไปก่อนเหรอถึงจะมองเห็นฉัน? ต้องให้ฉันทำขนาดนี้เลยเหรอถึงจะใส่ใจกัน?

...เป็นคำถามแสนคม สุดลึกล้ำ ที่บาดใจฉันเป็นเสี่ยงๆ อย่างไม่ไยดี...

Credit: รูปภาพประกอบมาจากตัวผู้เขียนเองค่ะ