Black Friday ของทุกปีจะตรงกับวันศุกร์ของสัปดาห์สุดท้าย ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน นั่นเองค่ะ และ Black Friday ยังเป็นวันหลังจากฉลองเทศกาล Thanksgiving หรือวันขอบคุณพระเจ้า และที่ตั้งชื่อว่า Black friday ก็เพราะเป็นวันแห่งการช็อปปิ้ง ร้านค้าทุกร้านจะคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ทำให้การจราจรติดขัด และด้วยความที่ของบางอย่างลดราคาเยอะมากๆ ทำให้เกิดการแย่งชิง กระทบกระทั่ง และอาจทำให้นักช็อปได้รับบาดเจ็บได้ค่ะ 

ในปี ค.ศ. 1950 ผู้คนเริ่มโทรไปลาป่วยหลังจากฉลองเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า เพื่อให้ได้หยุดติดต่อกัน 4 วัน (หยุดตั้งแต่วันพฤหัส-วันอาทิตย์) และเนื่องจากร้านค้าเปิดให้บริการในวันนั้น ผู้คนจึงออกมาช็อปปิ้ง ทำให้บริษัทต้องเพิ่มวันศุกร์ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันหยุดอีก 1 วันนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

historyที่มาภาพ: https://www.thebalance.com/what-is-the-history-of-black-friday-3305711

ส่วนชื่อ Black Friday นั้นถูกตีพิมพ์และบันทึกไว้ในปี ค.ศ. 1966 โดย Earl Apfelbaum ผู้ขายแสตมป์หายาก ในโฆษณาของเค้ากล่าวว่า "Black Friday คือ ชื่อที่ถูกตั้งโดยตำรวจรัฐ Philadelphia มันไม่ใช่การแสดงความรัก แต่มันคือการเริ่มต้นเทศกาลช็อปปิ้งในช่วงคริสมาสต์อย่างเป็นทางการต่างหาก และมันยังสร้างปัญหารถติดและทำให้ทั่วทั้งทางเดินเต็มไปด้วยฝูงคนที่แออัด เบียดเสียด ทั่วทุกร้านค้าเต็มไปด้วยเหล่านักช็อปตั้งแต่เริ่มเปิดจนถึงเวลาปิดทำการ"

 

Black Friday ไม่ได้ดีต่อธุรกิจเสมอไป

ผู้คนเชื่อว่ามันมีความหมายที่ดีมาตลอด ตั้งแต่ที่สื่อรายงานว่ามันคือการทลายสต็อคสินค้าที่เก็บมานาน แต่ผู้ค้าปลีกไม่ได้คิดเช่นนั้น

ยกตัวอย่างเช่น วัน Black Monday ที่เป็นชื่อที่ถูกตั้งในปี 1987 โดยนักข่าวคนหนึ่ง ในวันนั้นหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี Dow Jones ร่วง 23% โดยเฉลี่ย ซึ่งเป็นการปิดตลาดที่หุ้นตกรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นเลยทีเดียว

Advertisement

Advertisement

หุ้นตกที่มาภาพ: http://jpkoning.blogspot.com/2013/10/fama-vs-shiller-on-1987-stock-market.html

วันที่มืดมิดอีกวัน คือ Black Thursday ที่เกิดขึ้นในปี 1929 มันเป็นวันที่ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงวิกฤติการณ์ Great Depression หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของอเมริกา ซึ่งเกิดหลังจาก Black Thursday เพียง 1 อาทิตย์เท่านั้น ในวันนั้นตลาดหุ้นตกถึง 12% แม้จะมีความพยายามสนับสนุนราคาหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ก็ตาม วิกฤติครั้งนี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และหลายคนในนั้นสูญเสียเงินออมและเงินเกษียณของพวกเขาไป

great depressionที่มาภาพ: https://moneyweek.com/478191/how-the-1930s-banking-crises-prolonged-the-great-depression/

Advertisement

Advertisement

วันศุกร์หลังเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าเป็นวันสร้างกำไรของปี นักบัญชีจะใช้สีดำเพื่อสื่อถึงกำไร และสีแดงเพื่อสื่อถึงการขาดทุน ดังนั้น Black Friday จึงหมายถึง การทำกำไรในวันศุกร์ของร้านค้าปลีกในระบบเศรษฐกิจ ค้าปลีกและผู้บริโภคจ่ายเงินเกือบๆ 70% ของ GDP อเมริกา ทำให้ร้านค้าปลีกยอมรับชื่อ Black Friday ในแง่ดีในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังจัดโปรหนักๆเฉพาะวันนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับรายได้และผลกำไรโดยรวมของบริษัทนั่นเอง

 

ความรุนแรงที่เลวร้ายที่สุดในวัน Black Friday

เหรียญมันมีสองด้านเสมอ แม้ Black Friday จะเป็นช่วงเวลาที่ชื่นชอบและถูกอกถูกใจเหล่าขาช็อปที่ชอบของถูกเพียงใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันก็ได้สร้างความวุ่นวาย และเป็นต้นเหตุของการทะเลาะวิวาทมากมายอยู่ดี

การต่อสู้ที่มาภาพ: https://www.express.co.uk/news/uk/881871/Black-Friday-2017-Black-Friday-deals-Argos-Currys-Amazon-Black-Friday-riot-videos

"ที่ไหนมีคนมาก ที่นั่นย่อมมีความวุ่นวายเกิดขึ้นเสมอ" คำกล่าวนี้ดูจะเหมาะสมที่สุดในการอธิบายเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วง Black Friday ได้ดีที่สุด ซึ่งความวุ่นวายต่างๆนั้นทำให้ตำรวจต่างก็ต้องกุมขมับกันเลยทีเดียวค่ะ ตั้งแต่ปี 2010 ความรุนแรงในช่วง Black Friday ทำให้มีคนเสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บถึง 117 ราย ความรุนแรงนี้กลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายจนถึงขั้นที่สำนักข่าว The New York Daily News ต้องตั้งชื่อวันนี้ใหม่เป็น Black-eye Friday เลยทีเดียว

รัฐที่เกิดความความรุนแรงมากที่สุดในช่วง Black Friday คือ รัฐ Arkansas, Tennessee, West Virginia, North Carolina และ Alabama ในทางกลับกันก็มีเทศกาลวันหยุดที่สงบสุขเกิดขึ้นในรัฐ Vermont, Oregon, Rhode Island, Pennsylvania และ Wisconsin

Black Friday ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในช่วงปี 2008 เมื่อมีผู้ชายคนนึงถูกเหยียบจนตายในห้าง Walmart ในย่าน New York แม้จะมีความสูงถึง 195 เซนติเมตร และหนักถึง 122 กิโลกรัมก็ตาม อีกด้านก็มีพนักงานชั่วคราวชื่อ Jdimytai Damour เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ เพราะผู้คนมากกว่า 2,000 คน วิ่งแตกตื่นเข้ามาในร้าน Damour และเหตุการณ์นี้ยังทำให้นักช็อป 11 รายได้รับบาดเจ็บและหนึ่งในนั้นมีคนท้องรวมอยู่ด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตำรวจเรียกวันนี้ด้วยความหมายในทางลบแทน

  • ในปี 2019 ผู้ชายคนนึงถูกยิงตายในลานจอดรถของห้างในเมือง Ottawa ประเทศแคนาดา
  • ในปี 2018 มีคนถูกยิง 3 ราย ที่ห้างในรัฐ Alabama โดยหนึ่งในนั้นอาการสาหัส
  • ในปี 2017 มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 ราย เนื่องจากบังคับให้ห้างในรัฐ Alabama ปิด
  • ในปี 2016 มี 2 รายอาการสาหัสเนื่องจากถูกยิง ในรัฐ Nevada และ South New Jersey

และยังมีเหตุการณ์วิวาท กระทบกระทั่งเกิดขึ้นมากมายทั่วทุกพื้นที่ในอเมริกา

 

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ลดกระหน่ำแบบที่เมืองนอก แต่ก็ยังพอมีส่วนลดให้ได้กระชุ่มกระชวยหัวใจเหล่านักช็อปบ้าง ซึ่งส่วนมากจะลดเพียง 10-50% เท่านั้นค่ะ และมักจะเป็นรุ่นหรือสินค้าที่ไม่ค่อยฮิตหรือขายไม่ออกซะส่วนใหญ่ สำหรับเราถ้าอยากได้จริงๆแนะนำให้พรีออเดอร์หรือฝากคนหิ้วจากเมืองนอกจะได้ราคาที่ดีกว่า และหากใครจะซื้อของลดราคา ควรเตรียมตัว, หาข้อมูล และเช็คราคาสินค้าดีๆก่อนซื้อนะคะ อย่าเห็นแก่จำนวนส่วนลดเกินไปนัก เพราะอาจจะเจอเทคนิคทางการตลาดของร้านค้าบางร้านได้ ทำให้จากของที่เราคิดว่าราคาถูกกลับต้องจ่ายแพงกว่าความเป็นจริงนั่นเองค่ะ

 

ก่อนจบบทความนี้ เราได้รวบรวมส่วนลดจากร้านค้าในไทยคร่าวๆให้เพื่อนๆดูไว้เป็นตัวเลือกด้วยค่ะ ใครสนใจลองไปดูรายละเอียดอีกทีน้า

h&mพิกัด: https://th.hm.com/

้้holsterพิกัด: https://www.holsterthailand.com/

pomeloพิกัด: https://www.pomelofashion.com/th/th/

sephoraพิกัด: https://www.sephora.co.th/

นี่เป็นเพียงตัวอย่างโปรโมชั่นคร่าวๆเท่านั้น ยังมีอีกหลายแบรนที่ลดอยู่ ใครเล็งหรือชอบแบรนไหนก็อย่าลืมแวะเข้าไปในช็อปหรือดูสินค้าออนไลน์ในเว็บหลักของแบรนเพื่อเช็คโปรโมชั่นด้วยนะคะ สำหรับวันนี้ต้องไปแล้ว เจอกันใหม่บทความหน้า สวัสดีค่า

 

แปลบทความจาก: https://www.thebalance.com/why-is-it-called-black-friday-3305712

ภาพประกอบบทความจาก: https://www.freepik.com