เคยสงสัยกันบ้างไหมครับ ทั้งที่ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่อยากประสบความสำเร็จ ใครๆ ก็อยากจะประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น แล้วเพราะอะไรถึงได้มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จได้จริงๆ ทั้งที่มีหนังสือแนะนำมากมายให้อ่าน ทั้งที่มีบทความมากมายเขียนถึง ทั้งที่มีคอร์สอบรมหลากหลายให้เข้าร่วม แต่กลุ่มคนที่สามารถก้าวออกไปเพื่อประสบความสำเร็จได้ กลับมีอยู่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

จากที่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปช่วยถอดบทเรียนให้แก่นักธุรกิจ นักวิจัย เจ้าของกิจการส่วนตัวจำนวนหนึ่ง ทำให้ผมได้ค้นพบเหตุผลของมันครับ ว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ก็เพราะนิยามความสำเร็จของแต่ละคนเราไม่เหมือนกัน ความสำเร็จของบางคนอาจหมายถึงครอบครัว บางคนอาจหมายถึงฐานะ หรือบางคนก็อาจเป็นเพียงความสุขเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่ไม่ว่าความสำเร็จของเราจะเป็นแบบไหน มันมีสิ่งหนึ่งเราต้องเข้าใจ นั่นคือการที่เราจะประสบความสำเร็จได้ เราต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาตัวเอง

เราต้องยอมรับก่อนครับ ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากโชควาสนา หากแต่เกิดขึ้นจากตัวเราเองที่ดิ้นรนไขว่คว้า เพื่อพัฒนาให้คู่ควรกับมัน และวันนี้ผมก็จะนำเอาข้อคิดสำคัญบางส่วน ซึ่งผมได้ถอดบทเรียนออกมาจากชีวิตของคนกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่างเต็มตัว ในเส้นทางที่พวกเขาเลือกเดิน ซึ่งผมจะขอนำมาแบ่งปันไว้เป็นแนวทางแก่คนที่อยากจะพัฒนาตัวเองต่อไป

 


 

มุ่งมันที่จะเรียนรู้

1. มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้

"ปัญหามีไว้ให้เรียนรู้ ไม่ใช่มีไว้ให้ยอมแพ้ หากอยากประสบความสำเร็จก็ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้าเพื่อสู้กับความเป็นจริง เรียนรู้ในทุกๆ อุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ย่อท้อต่อปัญหา รักษาความเป็นตัวของตัวเอง"

แน่นอนสิ่งสำคัญของการพัฒนาตัวเองอันดับแรกคือ การเรียนรู้ครับ เรียนรู้ในสิ่งที่เราสนใจ เรียนรู้ในสิ่งที่สำคัญที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย เรียนรู้จากประสบการณ์ เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว ความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะนำพาเราไปยังจุดนั้นได้ คือสิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนมีเหมือนกัน และวิธีที่จะเรียนรู้ให้ได้ผลดีที่สุดก็คือ เราต้องยอมรับว่าตัวเราเองไม่รู้ครับ เราต้องกล้าที่จะเป็นคนโง่ เราต้องกล้าที่จะตั้งคำถาม และต้องกล้าที่จะวิ่งเข้าไปหาในสิ่งที่สงสัยนั้น เพื่อที่จะเรียนรู้มันให้ถ่องแท้ และยิ่งเรารู้สิ่งนั้นลึกซึ้งขึ้นเท่าไร โอกาสของความสำเร็จก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่ผมได้พบจากผู้ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ นั่นก็คือการมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้นั้น ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญสู่การประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการสร้างโอกาสให้แก่พวกเขาอีกด้วย หลายครั้งเลยครับ ที่การเรียนรู้พาโอกาสเข้ามาหาเรา แต่การมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้นั้น สามารถพาได้แม้แต่คนที่พร้อมจะมอบโอกาสให้กับเราเข้ามาหา เพราะพวกเขาได้มองเห็นความตั่งใจของเรานั่นเอง 

พร้อมลงมือปฏิบัติ

2. พร้อมลงมือปฏิบัติ

แน่นอนว่าการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ใครประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนมีเหมือนกัน คือการที่พวกเขาพร้อมที่จะลงมือทำนั่นเอง หลายครั้งที่พวกเขาเลือกที่จะลงมือทำ ไม่ใช่ทำเพื่อประสบความสำเร็จในทันที แต่เป็นการทำเพื่อเรียนรู้ และเตรียมพร้อมที่จะประสบความสำเร็จในสักวัน ไม่ใช่พวกเขาไม่กลัวการล้มเหลว ไม่ใช่พวกเขาไม่กลัวความผิดพลาด แต่พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือเรื่องปกติ

" ธุรกิจนั้นมีทั้งเสี่ยงกับไม่เสี่ยง มันมีทั้งได้และก็เสีย แล้วในเมื่อทั้งหมดนั้นเราได้มากกว่าเสีย แสดงว่าชีวิตเราก็ไม่ได้ลำบาก เรายังมีทุนมาทำสิ่งต่าง ๆ ได้อีกมาก แล้วจะไปทุกข์กับมันทำไม "

ผมชอบประโยคนี้ของนักธุรกิจอสังหาฯ ท่านหนึ่ง เขาขยายความให้ผมฟังว่า "เราเกิดมามีทุนแค่ร่างกายตอนเด็กๆ เท่านั้น ที่เหลือทั้งหมดนี้มันคือกำไร ดังนั้นไม่ว่าเราจะล้มเหลวขนาดไหน เราก็ยังคงมีกำไรอยู่ดี ดังนั้นเราจะไปทุกข์กับความล้มเหลวผิดหวังนั้นทำไม เอาเวลาที่มีค่าไปลงมือทำอะไรใหม่ๆ ดีกว่า" ซึ่งเมื่อผมได้ลองคิดดูตามนั้น ก็พบว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นมันคือความจริง ทุกสิ่งในชีวิตเราคือกำไรทั้งนั้น คำว่าขาดทุนมันก็แค่นิยามถึงความต้องการที่ไม่รู้จักพอของเรา ดังนั้นการลงมือทำมันจึงไม่ได้มีอะไรเสียหายเลย

 

 

หาโอกาสแสดงความสามารถ

3. หาโอกาสแสดงความสามารถ

ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่เคยรอโอกาสวิ่งเข้าหาครับ แต่เป็นพวกเขาวิ่งเข้าหาโอกาส โอกาสเล็กๆ โอกาสใหญ่ๆ ทุกโอกาสล้วนเป็นเวทีที่สำคัญเสมอ แม้หลายครั้งมันอาจจะไม่ใช่เวทีของเรา แต่ไม่ได้หมายความเราจะขึ้นไปเรียนรู้บนเวทีคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการค้นหาโอกาสให้ตัวเองได้แสดงความสามารถนั่นเอง

เจ้าของผู้บุกเบิกกิจการร้านอะไหล่รถจักยนต์แห่งหนึ่ง ที่ปัจจุบันประสบความสำเร็จจนขยายกิจการออกไปมากมาย เธอบอกว่ายอดขายวันแรกที่เริ่มต้นเปิดกิจการคือ 375 บาท จากที่ลงทุนไปกว่า 800,000 บาท สิ่งที่เธอทำไม่ใช่การรอโอกาสมันเข้ามาหาอย่างแน่นอน เพราะเธอบอกว่าเธอได้วางแผนการขาดทุนของร้านไว้แล้วในช่วง 2 เดือนแรก เพื่อศึกษาลูกค้า พฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมชุมชน ภูมิศาสตร์ และภูมิสังคมของพื้นที่ ในการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า หลังจากที่เธอได้เล็งเห็นโอกาสในการลงทุน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นของการค้นหาโอกาส แต่ความจริงแล้วยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เป็นการไขว่คว้าหาโอกาสของพวกเขาเพื่อที่จะแสดงความสามารถของตัวเอง หรือใช้เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของพวกเขา 

 

 

วาทะศิลป์ ศิลป์สู่ความสำเร็จ

4. วาทะศิลป์ ศิลป์สู่ความสำเร็จ

ลักษณะที่พิเศษของคนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนที่ผมได้พบ นั่นคือความสามารถในการพูด การติดต่อสื่อสารกับผู้คนนั่นเอง พวกเขาหลายคนล้วนแล้วแต่มีวาทะศิลป์ที่พิเศษ และเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถโน้มน้าวใจผู้คนให้คล้อยตามได้ และดูหน้าเชื่อถือ และมีหลายคนที่ประสบความสำเร็จได้เพราะวาทศิลป์นี้เอง

" การพูดคือเรื่องน่ากลัว จนกระทั่งเมื่อเราได้พูด "

นักวิจัยเซรั่มที่พัฒนาบริษัทของตนจนได้รับการยอมรับ และคำสั่งซื้อจากทั่วโลกจนไม่สามารถผลิตได้ทัน ได้บอกเอาไว้ว่าในการนำเสนองานวิจัยครั้งแรกเธอกลัวและตื่นเต้นมาก เพราะเธอไม่เคยได้พูดต่อหน้าคนจำนวนมากมาก่อน แต่หลังจากที่เธอก้าวเดินลงจากเวทีพร้อมเสียงตบมือชื่นชมที่ดังสนั่น ตั้งแต่ตอนนั้นเธอเต็มใจและพร้อมจะพูดเสมอ และการพูดก็นำพาโอกาสต่างๆ รวมถึงความสำเร็จมาให้เธอด้วยเช่นกัน

คนที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกล้วนมีความสามารถในด้านการพูดนี้อยู่ด้วยทั้งสิ้น บ้างสะสมมาจากประสบการณ์ หรือบางคนอาจถึงขั้นต้องไปศึกษาและฝึกเพิ่มเติม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพูด ดังนั้นแล้วหากเราสามารถฝึกฝนความสามารถในด้านนี้ได้ก่อน เมื่อใดที่โอกาสสำคัญมาถึง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่เราจะคว้ามันเอาไว้

 

 

คิดบวก ต้นทุนสู่ความก้าวหน้า

 

5. คิดบวก ต้นทุนสู่ความก้าวหน้า

มีงานวิจัยว่าคนที่มีความคิดเชิงบวก จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่คิดลบ และคิดแบบปกติทั่วไป มีหนังสือมากมายที่กล่าวถึงกฎแรงดึงดูด ที่ว่าเมื่อเราคิดสิ่งใด เราก็จะพบเจอแต่สิ่งนั้น ดังนั้นคนที่มีความคิดไปในทางที่ดี จึงได้พบแต่กับสิ่งดีๆ เสมอ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเราดึงสิ่งดีๆ เข้าหาหรอกครับ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราโฟกัสแต่สิ่งดีๆ ต่างหาก ดังนั้นไม่ว่าจะมีสิ่งแย่ๆ อย่างไร เราก็จะมองเห็นแต่สิ่งดีๆ เสมอ และสุดท้ายเราก็จะพาตัวเองไปแวดล้อมด้วยสิ่งดีๆ นั่นเอง

"มันก็เหมือนกับเรานั่งอยู่ในความมืด ถ้าเรานั่งอยู่ตรงนั้นมันก็ไม่มีทางสว่างขึ้นมาได้ สิ่งที่เราต้องทำคือมองหาแสงสว่าง และออกเดินเข้าไปหามันต่างหาก เราถึงจะหลุดออกจากความมืดนั้นได้ "

นักธุรกิจอสังหาท่านนี้พูดขึ้น หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์ในวันที่เธอเริ่มต้นทำธุรกิจอสังหาใหม่ๆ หลังจากที่ประสบปัญหาธุรกิจไฟแนนซ์รถ และปัญหาหลังจากที่เธอโดนโกงเงินธุรกิจอสังหาไปกว่า 25 ล้านบาท จนเกือบที่จะหมดตัว แต่เธอกับไม่ได้ทุกข์ใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเลย จนแม้แต่คนรอบกายก็ยังไม่เชื่อว่าเธอถูกโกงเงินก้อนนั้นไปจริงๆ กระทั่งในวันที่เธอขึ้นศาลนั้นเองคนรอบข้างจึงเชื่อกัน

สิ่งที่เธอทำหลังจากประสบปัญหาคือการมองหาโอกาสอื่นๆ ที่ยังสามารถทำได้ และผลสุดท้ายทรัพย์สินของเธอก็ค่อยๆ ทวีเพิ่มคืนกลับมา จนมีมากกว่าเดิม แม้ว่าเธอจะไม่ได้เงินก้อนนั้นคืนก็ตาม เธอบอกว่าเธอไม่เคยมองความมืดเหล่านั้นเลย หากแต่เธอเฝ้ามองหาแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่เธอทำก็ถือเป็นตัวอย่างชั้นดีของคนที่มองโลกในทางบวกจนประสบความสำเร็จ

 

 

 

รู้จักพอ รอในสิ่งที่เหมาะสม

6. รู้จักพอ รอในสิ่งที่เหมาะสม

ขึ้นชื่อว่าความสำเร็จ แน่นอนมันย่อมเป็นสิ่งที่หอมหวนสำหรับทุกคน และยิ่งมันเกิดขึ้นเร็วเท่าไร มันก็ยิ่งดีเท่านั้น และก็เพราะแบบนี้เองที่ทำให้คนมากมาย ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น เพราะพวกเขารีบร้อนเกินไป และพวกเขาก็ไม่รู้จักคำว่าพอ

" สิ่งสำคัญคือการรู้จักต้นทุนที่ตนเองมี รู้จักความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับไหว ไม่ควรแบกรับความเสี่ยงที่มากเกินไปเพียงเพราะความล่อตาล่อใจของผลกำไรจำนวนมาก ต้องรู้จักการลงทุนที่พอดีในเวลาที่เหมาะสม จึงสามารถทำให้การลงทุนเป็นสิ่งที่คุ้มค่าได้ "

คำว่าการลงทุนในที่นี้ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของเงินเท่านั้น หากแต่ยังเหมารวมไปถึงสิ่งต่างๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตัวเอง การเลือกโอกาสที่เหมาะสม เป็นต้น ดังนั้นการฝึกฝนตนเองให้รู้จักพอ รู้จักหักห้ามใจเพื่อรอ สิ่งเหล่านี้จึงสำคัญต่อความสำเร็จในอนาคตของเรานั่นเอง และมันก็จะเป็นต้นทุนที่จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

ศึกษาสถานการณ์ให้เป็น

 

7. ศึกษาสถานการณ์ให้เป็น

การฝึกฝนที่จะเรียนรู้ และวิเคราะห์สถานการณ์ให้ออก ถือเป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จอย่างหนึ่ง ที่ผู้ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนมีเหมือนกันทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง มันก็นำเราไปสู่แนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสม ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง และได้รับการยอมรับจากผู้คนในท้ายที่สุด 

ยิ่งเราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดีมากเพียงไหน เราก็จะยิ่งสามารถหาวิธีแก้ไขปัญหา หรือชี้นำสถานการณ์นั้นๆ ไปในทางที่เหมาะสมได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นแล้วการฝึกตัวเองให้สามารถอ่านสถาการณ์ให้เป็น จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่ควรพัฒนาเพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประสบความสำเร็จนั่นเอง

" เรียนรู้ในสถานการณ์ต่างๆ และเลือกใช้วิธีการให้สอดคล้องและเหมาะสม ทั้งในการทำงาน และการการเข้าถึงผู้ว่าจ้าง เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศที่ดี และประสบการณ์ในการทำงาน ต่อยอดเป็นแนวทางสู่การยอมรับจากผู้คน "

ถ้าหากเราคิดว่างาน รปภ. เป็นงานที่สบายแล้วล่ะก็ ผมขอบอกได้เลยว่าเรากำลังคิดผิดอย่างมหันต์ เพราะกว่าที่เราจะได้ รปภ. ที่ผ่านข้อกำหนดมาตรฐาน และสามารถปฏิบัติงานได้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัย(รปภ. ชุดขาวตามห้างสรรพสินค้า และหมู่บ้านหลายแห่ง) พูดถึงประสบการณ์ทำงานในช่วงเริ่มต้นของบริษัท ปัญหาเรื่องความต้องการของลูกค้าตามสถานการณ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้วิธีการที่ต่างกันไปในการแก้ไขปัญหา ก่อนที่จะทิ้งท้ายไว้ด้วยหัวข้อหลัก ถึง 2 หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และปรับตัวตามสถานการณ์ 

สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงความสำคัญของคำว่าสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะแผนการต่างๆ ไม่ว่าเราจะวางมันไว้ดีแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างล้วนต้องปรับไปตามสถานการณ์ที่นำพา และด้วยเหตุนั้นเอง หลายครั้งการที่เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น จึงขึ้นอยู่แค่เพียงว่าเราสามารถอ่านสถานการณ์ได้ดีเพียงไหนเท่านั้นเอง

 


 

ทั้ง 7 ข้อที่ได้กล่าวมานี้ อาจถือเป็นแนวทางที่แสดงให้เห็นว่าเราควรจะพัฒนาตัวเองในด้านไหน เพื่อเป็นการเตรียมตัวเพื่อต่อยอดไปสู่ความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการพัฒนาตัวเองในด้านอื่นๆ จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าไป อย่างที่ได้บอกไปแล้วในช่วงแรกว่าสิ่งสำคัญคือนิยามที่เรามีให้ต่อความสำเร็จคืออะไร และเมื่อนิยามนั้นชัดเจนเมื่อไร นั่นล่ะครับเราถึงจะสามารถกำหนดได้ว่าสิ่งใดคือแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จนั้น เพราะความสำเร็จมีได้มากมายหลากหลายรูปแบบ เช่นกันกับแนวทางในการพัฒนาตัวเอง

นอกจากนี้แนวทางทั้ง 7 ข้อที่ไดกล่าวมา ยังสามารถนำไปปรับใช้กับเรื่องราวต่างได้อีกมากมายเช่นกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะมีมุมมองต่อมันแบบไหน และไม่ว่าเรากำลังพัฒนาตัวเองแบบใด อยากขอให้เข้าใจไว้ว่า " ทุกการพัฒนา ไม่มีคำว่าไร้ประโยชน์ " และมาพัฒนาตัวเองไปพร้อมกันนะครับ

 

สุดท้ายแล้วที่ผมอยากฝากไว้ " แม้ว่าทุกความสำเร็จจะต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง แต่ผลสุดท้ายของความสำเร็จไม่ได้ตัดสินจากตัวเราเท่านั้น " และในบทความต่อไปผมจะมาพูดถึงมุมมองที่ได้รับจากประสบการณ์ในครั้งนี้ แต่เป็นแนวทางในการพัฒนาความสำเร็จให้ยั่งยืน

 

..........ขอบคุณ และ สวัสดีครับ