สวัสดีครับเพื่อน ๆ เนื่องจากสถานการณ์ช่วงโควิดนี้ หลาย ๆ คนอาจจะประสบกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องปากท้อง การเป็นอยู่ ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป บางคนถึงกับตกงานก็มี ผมเองก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ สู้กับชีวิตในช่วงนี้ ให้ผ่านพ้นไปด้วยกันนะครับ และสำหรับหลาย ๆ คนที่กักตัวอยู่บ้านช่วงนี้ ที่กำลังพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หลายคนเริ่มศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ หลายคนเริ่มหารายได้ออนไลน์ รวมไปถึงหลายคนที่กำลังเตรียมหางานใหม่ จึงนำพามาสู่หัวข้อในวันนี้ 

“5 สิ่งที่ต้องฝึกและเตรียมไว้สมัครงานใหม่ หลังหมด Covid 2019”

 

 

 

 

เรามาเริ่มไปพร้อมกันเลยครับ

1. บุคลิกภาพ

ว่าด้วยเรื่องบุคลิกภาพนั้น หลาย ๆ คนคงรู้จักกับคำว่า  “First impression” หรือ “ความประทับใจแรก” ใช่ครับ เรื่องบุคลิกภาพสามารถบอกได้ถึงนิยามในความหมายข้างต้นได้เป็นอย่างดี เพราะมันเป็นสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์สามารถเห็นตั้งแต่ผู้ถูกสัมภาษณ์เดินเข้าห้อง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การยืน การนั่ง และเรื่องนี้สำคัญพอที่จะกำหนดความน่าสนใจในตัวเราได้ แม้ยังไม่ได้เอ่ยคำพูดแม้แต่คำเดียว 

Advertisement

Advertisement

บุคคลิกภาพการแต่งกายที่สำคัญ

ตัวอย่าง : ผู้ถูกสัมภาษณ์งานบริษัทแห่งหนึ่ง มีผู้สมัครเข้าร่วมสัมภาษณ์งานสองคน คนแรกเดินเข้าห้องสัมภาษมาด้วยการเดินถ่างขา ไหล่งอ และหน้าตาบึ้งตึงเหมือนคนพึ่งตื่นนอน ส่วนคนที่สองเดินเข้าห้องมาพร้อมกับใบหน้าที่สดใส บ่งบอกได้ถึงความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ หลังตรง และการยืน การนั่งเป็นไปอย่างธรรมชาติ จนน่าจับตามอง ถ้าให้เพื่อน ๆ พิจารณาบุคคลสองคนนี้เข้าร่วมงาน ต่อให้ทั้งสองคนนี้ยังไม่พูดอะไร ก็สามารถตัดสินได้แล้วใช่ไหมครับ ว่าอยากจะรับใครเข้าทำงาน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมไว้เป็นข้อแรก เพราะมันอาจจะเป็นตัวกำหนดคำถามของผู้สัมภาษณ์ และความน่าสนใจในตัวคุณได้ต่อไปจนจบการสัมภาษณ์เลยทีเดียว สำหรับเพื่อนหลาย ๆ คนคงสงสัยว่า แล้วจะเริ่มฝึกอะไรบ้าง ผมจึงสรุปเป็นหลักการง่ายๆดังนี้

Advertisement

Advertisement

  • การยืน คุณควรยืนหลังตรง หัวไหล่ไม่ห่อ ปลายคางตั้งตรงกับลำคอไม่เชิดหน้าจนเกินไป
  • การเดิน เดินเหมือนการยืนที่แนะนำข้างต้น หลังตรง ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า ไม่แหวกเท้าและขาออกมากเกินไป เดินลงน้ำหนักที่ส้นเท้าก่อนจะทำให้คุณดูมีสง่ามากขึ้น สายตามองตรงไปข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่าง
  • การนั่ง นั่งหลังตรง คอเชิดขึ้น ไหล่ไม่ห่อ ไม่แหวกขามาจนเกินไป มือวางบนตัก อยู่ในกิริยาที่สำรวม และมองไปที่ผู้สัมภาษณ์อย่างให้ความสนใจกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น (แต่อย่าแสดงในเชิงที่จ้องหน้าผู้สัมภาษณ์)

หากเพื่อน ๆ สามารถฝึกเรื่องบุคลิกภาพให้ดูดี ไม่ฝืนและดูเยอะจนเกินไป ฝึกบ่อย ๆ จนเป็นธรรมชาติ หรือเป็นนิสัยแล้ว ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ จะไม่ใช่ทำให้คุณสัมภาษณ์งานได้ดีขึ้นอย่างเดียว แต่จะส่งผลให้คุณเป็นคนที่มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือ ดูมีความมั่นใจอีกด้วย ซึ่งมีประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงานต่อไปแน่นอน

Advertisement

Advertisement

 

2. ภาษา (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ)

ทุกวันนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยใช่ไหมครับ ว่าองค์กรต่าง ๆ ต้องการคนที่สื่อสารภาษาที่สอง หรือภาษาที่สามได้ เหตุเนื่องจาก ณ สถาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน บีบบังคับให้องค์กรมีการแข่งขันที่สูงขึ้น วัฒนธรรมองค์กรและขนาดขององค์กรที่ต้องพัฒนาให้เติบโตมากขึ้น และไม่ใช่แค่ได้รับการยอมรับจากภายในประเทศ แต่ต้องได้การยอมรับจากสากลด้วย ทำให้มีการสื่อสารกันทั้งในองค์กรและนอกองค์กร โดยการใช้ภาษาที่สอง และภาษาที่สามในการสื่อสารมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนตอบอีเมลล์ การสนทนา การนำเสนอการ ส่งผลให้ในการสัมภาษณ์งาน มักเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สอง ซึ่งในการฝึกทักษะด้านภาษา เพื่อนๆสามารถฝึกได้จากสื่อต่างๆในอินเตอร์เน็ต เช่น การดูหนัง การดูคลิปในยูทูป การฟังเพลง การฝึกแปลบทความในอินเตอร์เน็ต หรือคอร์สเรียนออนไลน์ต่าง ๆ และปัจจุบันโชคดีหน่อยที่เราสามารถศึกษามันได้ฟรีในโลกออนไลน์ และยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถศึกษา ฝึกฝนได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปเรียนกวดวิชาเหมือนในสมัยก่อน สำหรับคนที่อย่างฝึกฝน ผมขอแนะนำให้เพื่อนๆมีระเบียบวินัยกับตัวเองก่อน อาจจะเริ่มวันละ 30 นาที คอยบอกกับตัวเองเสมอว่า ขอเวลาให้อนาคตตัวเอง วันละแค่นี้ และค่อยเพิ่มขยับเวลาการสื่อสารในที่ประชุม เป็นภาษาที่สาม

แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ใช้ภาษาที่สองได้ไม่ดีจะไม่มีโอกาสนะครับ มันก็มีทางลัดอยู่ ซึ่งวิธีที่ผมแนะนำคือ ให้ลองค้นหาคำสัมภาษในอินเตอร์เน็ตก่อน และฝึกถามตอบไป ทำการบ้านเยอะ ๆ ใช่ครับ ผมกำลังบอกให้เตรียมคำถาม จำคำตอบเป็นภาษาอังกฤษไปเลย ยิ่งคุณฝึกจำ ฝึกท่องมากเท่าไหร่ คุณยิ่งตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ และรวดเร็ว หลายๆคนอ่านมาถึงจุดนี้ อาจจะเริ่มท้อแท้ หรือตั้งคำถามว่า มันยากจัง หรือ ถ้าท่องไปแล้วเขาไม่ถามแบบที่เราท่อง จะทำยังไง ไม่เสียเวลาฟรีหรอ ซึ่งผมอยากให้เพื่อน ๆ ปรับแนวคิดใหม่นะครับ ยิ่งเพื่อน ๆ ให้เวลา ให้ความสำคัญกับมันมากเท่าไหร่ มันจะส่งผลดีเอง จากประสบการณ์ของหลาย ๆ คนในการเข้าสัมภาษณ์งาน คำถามมักจะไม่ตรงกับสิ่งที่ท่องไปครับ แต่ถ้าท่องคำตอบแบบเข้าใจสิ่งที่ท่องไป เข้าใจว่าเราจะพูดอะไร ตอนสัมภาษณ์ เราจะสามารถตอบคำถามจากประยุกต์คำตอบข้ออื่นๆที่เราเตรียมไปได้เอง สู้ ๆ ครับ

 

3.ความถนัดในด้านวิชาชีพ

สำหรับน้อง ๆ ที่พึ่งจบการศึกษา และกำลังเริ่มหางาน รวมไปถึงเพื่อน ๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนสายงานหรือสายอาชีพไปงานอีกประเภท อาจจะมีคำถามในใจว่า “มันเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ไม่ใช่หรอ แล้วเราจะฝึกได้ยังไง” “เราจะรู้ความถนัดก่อนได้ยังไง เรายังไม่เคยเจอ ก็หวังจะไปเรียนรู้และต่อยอดจากที่นั่นแหละ” ครับ ผมไม่เถียง ว่ามันเป็นสิ่งสำหรับคนเริ่มต้นจะไม่รู้ และไม่มีความถนัด แต่ความถนัดที่ผมหมายถึง มันคือความถนัดทั่วไป ยกตัวอย่าง หากน้อง ๆ เพื่อน ๆ เรียนจบวิศวะมา หนึ่งในทักษะที่เป็นพื้นฐานเลยคือ การเขียนแบบและการออกแบบทั้งใน Auto CAD และช่วงนี้แหละครับ เป็นจังหวะที่เราจะฝึกฝน ให้เชี่ยวชาญมากขึ้น ลองนึกภาพตามคงไม่มีบริษัทไหน อยากจ้างวิศวกรที่อ่านแบบหรือเขียนแบบไม่เป็นใช่ไหมครับ รวมไปถึงทักษะพื้นฐาน ที่หลง ๆ ลืม ๆ ไปบ้าง เช่นเรื่องการคำนวน ที่เรียนเมื่อนานมาแล้ว คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว ก็ลองอ่านลื้อฟื้นทบทวนดูครับ (อันนี้ผมแซวนะครับ)

ทักษะในวิชาชีพที่ควรมี

แต่เอ๊ะ! เราจะรู้ได้ไง ว่าควรรู้เรื่องอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ มันมักจะเขียนอยู่กับคุณสมบัติของงานสาขาที่เราสมัครนั่นแหละครับ เทคนิคคือลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับงานลักษณะเดียวกันกับองกรค์ที่อื่น ที่ตำแหน่งคล้าย ๆ กันมักจะเขียนคุณสมบัติที่ต้องการคล้าย ๆ กันครับ ซึ่งเราก็ควรมีคุณสมบัติดังที่ประกาศรับสมัครด้วย ถือเป็นการทบทวนความเข้าใจไปด้วยในตัวครับ วิชาชีพอื่นก็ทำเช่นกันครับ ลองไปดูคุณสมบัติพื้นฐานของวิชาชีพนั้น แล้วปรับปรุงดูครับ ไม่เก่งเรื่องไหน ก็ไปเติมเรื่องนั้นรอ รวมไปถึงการใช้ Microsoft office ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญเหมือนกันนะครับ ผมคิดว่าถ้าเราขาดอะไรก็ไปฝึก และเขียนลง Resume ประกอบได้เลยครับ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

 

4. Profile หรือ Resume

เอกสารอะไรแค่กระดาษแผ่นสองแผ่น กับสำคัญขนาดนั้น รวบรวมประสบการณ์ชีวิตคนทั้งคนในการเข้ารับพิจารณาเข้าร่วมงานได้ คำตอบนั้นคือ CV ซึ่งย่อมาจากคำว่า “Curriculum Vitae” หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักกันในนามของ “Resume” นั่นเอง เหตุใดกระดาษแผ่นนี้จึงสำคัญ เหตุผลหนึ่งเนื่องจากคำตอบข้างบน มันเป็นสิ่งที่จะบอกทุกอย่างในชีวิตคุณ การตัดสินรับพิจารณาร่วมงานได้จากกระดาษแผ่นนี้ มันจึงต้องเป็นกระดาษที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณให้มากที่สุดและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่องค์กรต้องการ ย้ำ! ความเป็นตัวคุณในแบบที่องค์กรต้องการ มันจึงสำคัญมากในการเตรียมเอกสารดังกล่าว

Resume ในการสมัครงาน

ซึ่งวิธีการเตรียมเอกสารดังกล่าว ขอให้จำหลักไว้ประมาณนี้

  • เขียนแต่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญ ผมเข้าใจดีว่าน้อง ๆ เพื่อน ๆ หลายคนเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เกิด อยากเอามาโชว์บ้าง อยากใส่ให้มันดูเยอะ ๆ ไว้ก่อน แต่จากประสบการณ์ เขาไม่ได้สนใจมากขนาดนั้น ใส่แต่ที่สำคัญและควรบอกได้แบบครอบคลุมก็เพียงพอ เช่น กิจกรรมความเป็นผู้นำสักหนึ่งอย่าง, กิจกรรมด้านวิชาการสักอีกหนึ่งอย่าง และกิจกรรมด้านสังคมสักหนึ่งอย่าง ก็เพียงพอแล้ว ส่วนถ้าคนสัมภาษณ์อยากรู้เพิ่มเติม จังหวะนั้นแหละครับ เราก็สามารถบอกได้ครับ แถมยังเพิ่มเสน่ห์ให้เราดูน่าสนใจเพิ่มด้วย
  • รูปแบบควรสุภาพ ไม่รกหูรกตามจนเกินไป ข้อนี้ อาจสอดคล้องกับข้างบนด้วย แต่หลัก ๆ ที่อยากเตือนคือ ใส่สีแต่พอดี จริง ๆ แล้วควรมีแค่สองสีพอแล้วครับ จะดูเรียบร้อยขึ้น น่าอ่านขึ้น และตัวหนังสือไม่เล็กเกินไป ไม่ใหญ่เกินไป ลองปริ้นส์มาลองอ่าน ดูภาพรวมก่อนครับก็ได้นะครับ
  • จะเขียนอะไรลงไป ต้องรู้จักกับสิ่งที่เขียนนั้นจริง ๆ ข้อนี้สำคัญมากนะครับ ผมเห็นหลายคน อยากใส่ให้เยอะ ๆ ไว้ก่อน เช่น บางคนในส่วนของความสามารถพิเศษ ใส่เป็นสามารถใช้โปรแกรมนู้นนั้นนี้ได้เยอะไปหมด ทั้ง ๆ ที่ความจริง เราใช้เป็นจริง ๆ ไหม เอาไปใช้ทำงานได้จริง ๆ ไหม ก็ไม่ ผมแนะนำว่าอย่าเขียนครับ เวลาสัมภาษมันจะกลายเป็นเรายื่นดาบในผู้สัมภาษณ์กลับมาแทงเราได้เองสะเปล่า แทนที่จะเป็นข้อดี โดนลองภูมิมา จะอยากเข้าไปใหญ่ แต่สำหรับบางคน มันต้องใส่จริง ๆ งั้นมันจะไม่มีอะไร อย่างที่กล่าวไว้ข้อที่ 3 ครับ อาศัยช่วงกักตัวฝึกฝนได้ ยังไม่สายเกินไปครับ แต่ถ้ารู้ไม่หมดจริง ๆ ก็แนะนำให้ใส่ระดับเราครับ เช่น Good, Fair เป็นต้น

 

5. รู้จักองค์กรและตัวเองให้มากที่สุด

หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินสุภาษิตโบราณที่กล่าวไว้ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” สำหรับสิ่งสุดท้ายที่ต้องเตรียมก่อนไปสมัครงาน เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมทำการบ้านให้มากเช่นกัน คือการเตรียมความรู้เกี่ยวกับองค์กรที่เราอยากที่จะเข้าร่วมงานไม่ว่าจะเป็น ชื่อบริษัท (อย่ารู้แต่ชื่อย่อ ต้องรู้ชื่อเต็มภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วย) รูปแบบของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ สัญชาติองค์กร วัฒนธรรมองค์กร ประวัติคร่าว ๆ ขององกรค์ ชื่อประธานบริษัท เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เราสามารถหาอ่านได้จากเว็ปไซย์ของบริษัทเอง หรือสามรถโทรถาม HR ก่อน ซึ่งอาจจะไม่มีประโยชน์เท่ากับข้ออื่น ๆ แต่ความลับของมันคือ เราสามารถเอาไปใช้ได้ตอนช่วงตอบคำถามสัมภาษณ์ได้ เช่น 

‘ทำไมคุณอยากเข้าร่วมงานกับบริษัทแห่งนี้’ 

‘กระผมอยากเข้าร่วมงานกับบริษัทแห่งนี้เนื่องจากวิสัยทัศน์ขององค์กรที่กล่าวถึงเรื่องการให้ความสำคัญกับบุคลากรเป็นอันดับหนึ่งครับ’

วิสัยทัศน์ข้างต้นก็คือประโยคที่เราไปล้อกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เราแอบเตรียมมานั้นเอง เห็นไหมครับมันมีประโยชน์มากกว่าที่เราจะไปเดาเอาเองว่าควรจะตอบยังไงให้ถูกใจผู้สัมภาษณ์ ซึ่งหลักการนี้ คือคำสุภาษิตข้างต้นที่กล่าวว่า “รู้เขา” นั่นแหละครับ

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

ส่วนคำว่า “รู้เรา” ก็คือการที่เรารู้จักตัวเองครับ หลาย ๆ คนโปรไฟล์ทำมาดีแต่ดันมาตกม้าตายตอนสัมภาษณ์สะอย่างงั้น เนื่องจากรู้จักตัวเองไม่มากพอ เพราะอะไรเราต้องรู้จักตัวเอง ผมจะขอยกตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

‘ในใบสมัคร ผมเห็นว่าคุณเคยทำกิจกรรมเป็นสันทนาการมาก่อน ทำไมคุณจึงเลือกทำกิจกรรมนี้ เพราะเหตุใด’

คำถามสัมภาษณ์ข้างบนนี้ ผมไม่ได้แต่งขึ้นมานะครับ มันเป็นประสบการณ์ตรงของเพื่อนผมคนหนึ่ง บางคนที่เตรียมตัวไปน้อย อาจจะช็อคกับคำถามข้อนี้ได้ ซึ่งคำถามประเภทแบบข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของการวัดว่าคุณมีความรับผิดชอบในตัวเองขนาดไหน คุณมีความรับผิดชอบกับสิ่งที่คุณทำไปไหม ถ้าคุณทำมันแล้วจะส่งผลต่อตัวเอง และผู้อื่นอย่างไรบ้าง คำถามสัมภาษพวกนี้วัดคนได้จริงครับ และมองได้หลากหลายมาก สำหรับการรับมือกับคำถามประเภท “รู้เรา” นั้น ผมขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ไล่ดูรายละเอียดใบที่เราส่งสมัครไป ไม่ว่าจะเป็น Resume, Transcript หรือ เอกสารประกอบต่าง ๆ ไล่ดูจนเข้าใจสิ่งที่เราจะบอกผู้สัมภาษณ์ในไม่กี่นาทีตอนสัมภาษณ์ เพื่อให้รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักช่องว่างของตัวเองมากขึ้น และเตรียมคำตอบไว้ไปอุดช่องพวกนั้นเพียงแค่นี้ ต่อให้เจอคำถามแปลกประหลาดขนาดนั้น ก็สามารถตอบได้อย่างมีหลักการ มีเหตุผลแน่นอนครับ


สุดท้ายแล้ว ช่วงกักตัวนี้ เป็นช่วงที่ใครหลายๆคนกำลังที่จะเริ่มหาอะไรใหม่ ๆ ทำ ได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ น้องหลายคนกำลังเรียนจบใหม่อาจกำลังหางาน หรือเพื่อน ๆ คนไหน อยากเปลี่ยนงาน กำลังเตรียมตัว ผมมองว่าโอกาสช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการที่เราจะพัฒนาตัวเองในด้านที่เราขาด หรือเสริมด้านที่เราแกร่ง ก็หวังว่าบทความนี้ จะเป็นประโยคให้ใครหลายๆคนที่กำลังเริ่มต้น หรือเริ่มไปแล้ว แต่ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้แล้วพัฒนาต่อไป ก็ขอให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ สมหวังกันกับงานที่เลือกกันทุกคนเลยนะครับ ส่วนใครที่ไม่ได้จะหางานใหม่ แต่อ่านจนจบ ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้นะครับ 

สุดท้ายจริง ๆ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปด้วยกัน และขอฝากเพจใน Facebook ของผม Kookkoo D’day ไก่น้อยน่ารักพร้อมข้อความที่เรียบง่ายสำหรับกำลังใจดีดีในทุก ๆ วัน ไว้ด้วยนะครับ ลิ้งค์: https://www.facebook.com/Kookkoo-Dday

 


 

ขอบคุณรูปภาพจากเว็ปไวย์ดังนี้ตามลำดับ;

รูปประกอบภาพหน้าปก : Pixabay.com

รูปที่ 1 รูปภาพจาก : Pixabay.com / รูปที่ 2 รูปภาพจาก : Pixabay.com / รูปที่ 3 รูปภาพจาก : Pixabay.com / รูปที่ 4 รูปภาพจาก : Pexels.com / รูปที่ 5 รูปภาพจาก : Pexels.com