ในความจริงแล้ว นอกจาก Intelligence quotient (IQ) ที่สูงแล้ว การมี Emotional Quotient (EQ) ก็สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะการมี EQ น้อยนั้น จะทำให้เรามีบุคคลิกที่เข้ากับคนอื่นได้ยาก ถูกโดนมองว่าเป็นคนนิสัยแปลกๆ สุดท้ายก็จะยิ่งใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขเลยล่ะค่ะ หรือในทางกลับกัน เราอาจคิดว่าตนเองนั้นมี EQ มากเพียงพอแล้ว สามารถจัดการ ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองได้ แต่ในยามที่เราสติแตก ลมออกหู ก็อาจพลั้งพลาดตัดสินใจทำอะไรบางอย่างลงไป ทำให้ต้องมานั่งเสียใจที่หลังอยู่เสมอค่ะ วันนี้ภัสมี 5 วิธีฝึกฝนให้หนุ่มๆ สาวๆ กลายเป็นคนที่ฉลาดทางอารมณ์มากยิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้าง ไปชมกันเลยยย


 

1. ตระหนักในอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง

Understanding   

Photo by Chinmay Singh from Pexels   

       ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าใครก็น่าจะเคยมีความรู้สึกโกรธและหงุดหงิดอย่างรุนแรงจนเผลอทำอะไรบางอย่างที่ไม่คิดว่าตนเองจะทำ แต่ทันทีที่ความโกรธนั้นทุเลาลง ก็ได้แต่มานั่งเสียใจว่าทำไมวันนั้นเราถึงได้ทำอะไรแบบนั้นลงไปนะ ไม่ต้องเครียดไปนะคะ เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเพียงใครคนใดคนหนึ่ง ภัสเองเมื่อก่อนก็เคยโมโหอย่างรุนแรงมาก เรียกได้ว่าของชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือเก้าอี้ที่อยู่ใกล้มือต้องพลอยรับกรรมไปด้วยเลย ทุกวันนี้ก็ยังเสียใจกับสิ่งที่กระทำลงไปอยู่ค่ะ ด้วยความที่เราไม่อยากให้มีเหตุการณ์ซึ่งราวกับว่าเรากลายเป็นใครอีกคนเกิดขึ้นอีก ภัสจึงหมั่นสังเกตุความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ ว่าในตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไร ในยามที่เรากำลังหัวเราะ ยิ้ม หรือร้องไห้ ต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังทำหรือรู้สึกแบบนั้นอยู่ การฝึกแบบนี้ก็เหมือนกับการกระชากสติที่หลุดลอย คิดฟุ้งซ่านไปถึงสิ่งต่างๆ มากมายให้กลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง หากเรากำลังโกรธ เราต้องรู้ว่าตอนนี้เรากำลังโกรธอยู่นะ ตอนนี้เรากำลังมีความคิดแบบนี้นะ หากทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ มันจะช่วยยับยั้งให้เราใจเย็นมากขึ้นและไม่หุนหันพลันแล่น กระทำการใดลงไปซึ่งอาจทำให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้างเจ็บช้ำน้ำใจอีก


 

2. รู้ว่าต้องจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอย่างไร

Management

Photo by Adrienn from Pexels

       หลายปีมาแล้วที่ภัสรู้จักกับหนังสือเล่มหนึ่ง ผู้แต่งเขียนเอาไว้ว่า เราต้องเชื่อว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา สิ่งที่เป็นของเราจริงๆ นั้นมีเพียงแค่จิตวิญญาณที่หยั่งรู้ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว เราเพียงแค่เข้ามาอิงแอบหรือใช้ร่างกายของมนุษย์คนหนึ่งอยู่ ฟังดูเหมือนเป็นความคิดที่ค่อนข้างจับต้องไม่ได้ใช่มั้ยล่ะคะ หลายๆ คนอาจรู้สึกว่ามันคงยากที่จะเปลี่ยนความคิดของเราให้เชื่อแบบนั้นในทันที ภัสก็เช่นกัน แต่มันไม่เสียหายที่เราจะลองคิดแบบนั้นดูจริงมั้ยล่ะคะ

       วิธีที่ดีที่สุดคือการรู้ว่าการทำอะไร ดูอะไร หรืออยู่กับสิ่งใดจะช่วยทำให้ความโกรธ หรือความรู้สึกไม่ดีทุเลาลงได้ทันที เช่นบางคนอาจต้องดูคลิปตลกๆ เพื่อทำให้ลืมเรื่องที่ตนโมโห บางคนอาจต้องฟังเพลง ทำความสะอาดบ้าน หรือหาของกินเพื่อให้ลืมความรู้สึกนั้นไปชั่วขณะ ลองค้นหาและลิสเก็บไว้ว่ามีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้เราจัดการกับอารมณ์ได้ทันที และเพื่อที่จะไม่ให้กระทบกับเรื่องงานหรือคนรอบข้างที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง


 

3. Put yourself on their shoes

empathy

Photo by Artem Beliaikin @belart84 from Pexels

       หากเราอยากเป็นคนที่ฉลาดทางอารมณ์ นอกจากจะต้องเข้าใจความรู้สึกตัวเองแล้ว ยังต้องเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นด้วย เราต้องเข้าใจว่า ถ้าเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้มา เขาน่าจะรู้สึกเช่นนี้นะ หรือลองคิดดูว่าเราเคยประสบกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับเขาหรือไม่ การทำเช่นนี้ จะทำให้เราจินตนาการถึงความเสียใจของคนๆ นั้นออก และสามารถให้คำแนะนำ ปลอบประโลม หรือเข้าใจได้ว่าในเวลาที่เขารู้สึกเช่นนี้ ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างไร


 

4. มีตัวช่วยในการเพิ่มพลังด้านบวกเสมอ

positive energy

Photo by Vincenzo Malagoli from Pexels

       พลังด้านบวกไม่จำเป็นต้องเกิดจากตัวเราเองเสมอค่ะ เราสามารถรับพลังด้านบวกจากคนรอบข้างที่มองโลกในแง่ดี ฟังคลิปวิดีโอ หรืออ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจในตอนเช้า เพื่อที่เราจะได้รู้สึกดีกับตัวเอง มีพลังและอยากทำให้ทั้งวันมีประสิทธิภาพมากที่สุด

       ภัสขอแนะนำช่องยูทูปของคุณขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร นักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่ทำคลิปวิดีโอดีๆ ออกมามากมาย เพื่อให้ผู้ฟังสามารถพัฒนาศักยภาพและใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิดีโอที่ภัสประทับใจมากที่สุด คือวิดีโอที่พูดถึงเรื่องการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง รวมถึงจริงๆ แล้วจิตใจของคนเรานั้นมันสุดยอดมากค่ะ คุณขุนเขาเคยบอกเอาไว้ว่า ในยามที่เรากำลังวิ่ง หากร่างกายของเรารู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะไม่ไหวแล้ว ในตอนนั้นคือตอนที่ขีดจำกัดของเราเพิ่งถึง 40% เท่านั้นเองค่ะ จริงๆ แล้วสามารถวิ่งต่อไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าร่างกายจะทรมานมากแค่ไหน ตราบใดที่จิตใจเรายังสั่งให้วิ่งต่อ ร่างกายก็จะยังวิ่งต่อไปได้เรื่อยๆ เมื่อฟังคลิปนั้นจบ ภัสจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่รองเท้าผ้าใบแล้วออกวิ่งทันทีเพื่อทดสอบคำพูดนั้น ภัสมีลานวิ่งประจำอยู่ที่หนึ่งซึ่งเป็นวงกลมใหญ่มากค่ะ ภัสไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลยก่อนหน้านั้นจึงทำให้การวิ่งรอบวงกลมเพียงหนึ่งถึงสองรอบก็เหนื่อยมากเสียเเล้ว แต่ในวันนั้นภัสสามารถกัดฟันวิ่งต่อไปได้จนถึงห้ารอบ ทั้งๆ ที่ใจจะขาด อยากจะเป็นลมล้มลงไปตั้งแต่เมื่อเข้ารอบที่สาม ภัสหน้ามืดทันทีหลังจากวิ่งเสร็จค่ะ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา วันนั้นภัสกลับมีความสุขมากๆ มันเหมือนเราได้ไขกุญแจ เปิดประตูให้กับความเชื่ออีกอย่างหนึ่ง ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในชีวิต


 

5. เปิดใจเพื่อยอมรับความเห็นที่แตกต่าง

accepting difference

Photo by rawpixel.com from Pexels

       คนที่รู้สึกว่าตัวเองยังคงมีปัญหา จัดการกับอารมณ์หรือความคิดของตัวเองไม่ได้เสียที นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามีทิฐิ เผลอทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว หรือยึดถือเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้งมากเกินไป จนไม่ได้เปิดใจรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำให้เมื่อข้อเสนอหรือไอเดียของตัวเองไม่ได้รับการยอมรับหรือนำไปปฏิบัติ จึงเกิดความรู้สึกผิดหวัง โกรธแค้น หรือรู้สึกว่าสิ่งๆ นี้นั้น ไม่ยุติธรรมกับตัวเองเอาเสียเลย

       ภัสแนะนำว่าให้ลองฝึกนั่งสมาธิบ่อยๆ พร้อมกับเปิดหัวใจของตัวเราเองให้มากขึ้น เราไม่ผิด ที่จะมีความคิดเห็น หรือความเชื่อเป็นของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าคนอื่นก็อาจเป็นแบบเราเช่นเดียวกับ พวกเขาก็เชื่อมั่นในความคิดของพวกเขา เพราะฉะนั้นทุกคนย่อมอยากที่อธิบายหรือแสดงไอเดียที่พวกเขาเชื่อออกมา เราจึงควรใจเย็น มองทุกอย่างให้เป็นกลาง และเปิดใจรับทุกความคิดเห็นที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วในการทำงานร่วมกัน ทุกคนย่อมล้วนมีเป้าหมายเดียวกันก็คือทำให้โปรเจคนั้นออกมาดีที่สุด จริงมั้ยล่ะคะ


 

       และนี่ก็คือ 5 วิธี เพิ่มทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) สุดท้ายแล้วการจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่ควบคุมและจัดการกับอารมณ์ได้ดีขึ้นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดใจ ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเอง เข้าใจความรู้สึกผู้อื่น รวมถึงต้องรู้ว่าจะต้องจัดการกับมันอย่างไรด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ทุกคนก็สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เราขาดสติจนกลายเป็นใครอีกคนได้แล้วล่ะค่ะ อย่าปล่อยให้ใครคนนั้นที่คุณไม่รู้จัก เข้ามาควบคุมอารมณ์และการกระทำของคุณจนทำให้เรื่องทุกอย่างมันเลวร้าย ยากเกินกว่าจะกลับไปแก้ไข