ความเครียด ความไม่สบายใจ ความเดือดร้อนแลดูจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็ยังไม่ได้ใส่ใจกับตัวเองมากนัก มีหลายคนทำงานจนเป็นออฟฟิดซินโดรม มีสภาวะซึมเศร้า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากสิ่งแวดล้อม อาหาร ผู้คนรอบตัว ในหลายๆ ประเทศมีคนอยากฆ่าตัวตาย เป็นซึมเศร้าหรือแค่หมดไฟในการทำงาน นอกจากสิ่งภายนอกแล้วจิตใจเราก็มีส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่หรือวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้นในตอนนี้ เราถูกฝึกมาให้เป็นคนเก่ง แต่เราไม่ได้ถูกฝึกมาให้เป็นคนที่มีความสุข พ่อแม่กดดันเรา คนรอบข้างกดดันเรา ทำไมคนนู้นคนนั้นมีเงินเยอะ ทำให้เด็กยุคนี้มีภาวะความเครียดสูง ยิ่งตั้งความหวัง ความฝัน เป้าหมายไว้สูงก็ยิ่งเจ็บเท่านั้นในกรณีที่ไม่สำเร็จ มีคำถามหลายๆคนที่เกิดขึ้นในใจเราจากสื่อออนไลน์ บุคคลต่างๆที่ประสบความสำเร็จที่เขาให้ทำสิ่งที่ตนเองรัก แล้วระหว่างสิ่งที่ทำแล้วรักกับเงินควรเลือกอะไรดี ทำงานแล้วไม่ตอบโจทย์


มีหลายวิธีการที่ทำให้ชีวิตเราสมดุลมากขึ้น

1. วิเคราะห์และทำความเข้าใจกับตัวเองในตอนนี้ 

ภาพคนกำลังเขียน โดย Startup StockPhotos จาก Pixabuy

ภาพโดย Startup StockPhotos จาก Pixabay

 

ตอนนี้เราเป็นคนอย่างไร นิสัยดี เพื่อนเยอะ ทำงานเร็วหรือช้า

เรามีความถนัดด้านไหนที่ทำงานได้เร็วกว่าคนอื่น ถ้าเป็นเรื่องวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จอย่างรวดเร็ว แต่การเขียนรายงานเป็นเรื่องยากที่ทำได้ช้า ควรไปเรียนหรือพัฒนาตัวเองในด้านที่เราขาด

ข้อดีข้อเสียของเรา เช่น บางคนมาทำงานตรงเวลากลับบ้านตรงเวลา เป็นข้อดีที่รู้จักเวลาชีวิตนะ แต่ถ้าเขาทำงานไม่เสร็จตามเวลาที่มอบหมายหรือแอบอู้เล่นเฟสบุ๊คหรือดูยูทูปในเวลางานนี่คือไม่ดีละ 

เราทำงานมีความสุขไหม ทำไมถึงไม่ชอบงานที่ทำตอนนี้เพราะอะไร เป็นงานที่เราถนัดมั้ย ไม่ชอบเพื่อนงาน ทำไมเราถึงไม่ชอบเขา เป็นที่ตัวเราหรือเป็นที่เขา แต่อย่าลืมว่าเราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ มีโอกาสก้าวหน้าไหม 

เมื่อเราทำความเข้าใจตัวเองได้ดีแล้ว เราก็รู้ว่าควรพัฒนาหรือปรับปรุงตัวเองตรงไหน ก็เมื่อเราค่อยๆปรับปรุงตัวชีวิตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

 

2. ความสุขของเราอยู่ที่ไหน

ภาพคนกำลังนั่งสมาธิ โดย Shahariar Lenin จาก Pixabuy

ภาพโดย Shahariar จาก Pixabay

สุขทุกข์อยู่ที่ใจ จัดการกับความคิดของเรา ให้เราดูความคิด ความคิดไม่ใช่เรา คิดไม่เข้าท่าก็ปล่อยมันไป แต่ถ้าความคิดดีๆ ก็ให้ลองมาทำ หรือมาปรับใช้ดู การทำสมาธิด้วยวิธีต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการความคิดได้ดี สร้างจิตใจของเราให้เข้มแข็งเพื่อที่จะให้พร้อมจะรับมือกับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีผลต่อเรา

 

3. เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง

ภาพอุปกรณ์ออกกำลังกาย โดย Steve Business จาก Pixabuy

ภาพโดย Steve Business จาก Pixabay

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ ไม่ใช่แค่ควรทำ เพราะนอกจากการออกกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี หุ่นดี ยังส่งให้จิตใจกระปรี้กระเปร่า ช่วยลดอาการซึ่มเศร้าได้อีกด้วย การออกกำลังกายมีตั้งแต่ฟรีและแบบเสียเงิน เราควรเริ่มออกกำลังกายจากวิธีการที่เราชอบและไม่หนักเกินไปจนร่างกายเหนื่อยล้า เช่น สมัครฟิสเนตทีไรก็ไปใช้ไม่กี่ครั้ง ลองเปิดคลิปเต้นตามยูทูปก็อาจเป็นวิธีที่เหมาะกับเรา

 

4. กินอาหารให้ครบหมู่

ขอบคุณภาพอาหารโดย Silviarita จาก Pixabuy

ภาพโดย Silviarita จาก Pixabay

อาหารส่งผลต่ออารมณ์ น้ำตาลค่อนข้างมีผลในทางลบต่ออารมณ์ ถ้าใครชอบกินของหวานก็ควรค่อยๆลดการกินข้าวหวานลง ตัดน้ำอัดลมออก การกินมื้อเช้าก็สำคัญต่อร่างกาย หรือจะลองพิธีอดอาหารหรือ fasting ที่อดอาหารในช่วงเวลาหนึ่งของวัน เช่น หลังเที่ยงห้ามกิน หรือกินข้าวได้มื้อเดียว มีหลายคนที่ความสามารถในการทำงานเพิ่มขึ้น กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง กินผักให้หลากหลายมากขึ้น

 

5. ท้าทายตัวเองให้ลองทำอะไรใหม่ๆ

เมื่อเราเจออะไรเดิมๆบ่อยๆ เราก็จะเริ่มเบื่อ เช่นอ่านหนังสือให้จบเล่ม เดินไปทำงาน เปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง แต่งนิยายให้เสร็จ ลองใช้ชีวิตแบบมีของน้อยชิ้น สิ่งที่จะลองทำควรเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไป และสนุกเมื่อได้ทำ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง


นี่ก็เป็นวิธีง่ายๆ แค่เราลองวิเคราะห์ตัวเอง ทำจิตใจให้เข้มแข็ง ออกกำลังกาย เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และลองทำอะไรใหม่ๆ ก็สามารถเพิ่มความสุขได้ง่ายๆ ความสุขเป็นนิสัยที่เราสร้างได้ ลองสร้างมันดูนะคะ