‘เป้าหมาย’ เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้ชีวิตก้าวต่อไปข้างหน้า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุกคนก็ต่างมีชีวิตอยู่ด้วยความหวังที่ว่าวันพรุ่งนี้จะดีกว่า และเชื่อว่าวันต่อๆ ไปชีวิตเราจะประสบความสำเร็จอย่างใจหวัง หากคุณคือคนหนึ่งที่รู้เส้นทางของชีวิตตัวเองแล้ว ยินดีด้วยนะคะ อย่างไรก็ตาม การมีเป้าหมายที่ดี ก็ไม่สำคัญเท่าการรู้ว่าต้องวางแผนไล่ตามความฝันนั้นอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ และไม่ลอยออกทะเลไปเสียก่อน วันนี้ภัสตัดสินใจลุกขึ้นมาถอดแบบบทเรียนในคลาสตอนอยู่ปี 2 ซึ่งเป็นคลาสสอนออกแบบ Social enterprise (ธุรกิจเพื่อสังคม) แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทฤษฎีที่เรียนในคลาสนี้ สามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับการไล่ล่าตามความฝันได้ดีเลยทีเดียวค่ะ ไม่รอช้า ภัสขอพาทุกคนมารู้จักกับ "Theory of Change"

       โดยปกติแล้ว Theory of Change จะเป็นทฤษฎีที่เอาไว้อธิบายภาพรวมของธุรกิจ (Business Model) ซึ่งหลักๆ ก็คือการสรุปสั้นๆ ให้นักลงทุนเข้าใจว่าธุรกิจของเราคืออะไร ทำอะไร และต้องการอะไรผ่านการใช้เจ้าทฤษฎีนี้นั่นเอง มีทั้งหมด 4 ข้อย่อยที่ภัสตัดรวบรัดมาให้เข้าได้ง่ายๆ มาดูทำความเข้าใจดูกันค่ะ


1. Final Goal

Final Goal

       การกำหนดเป้าหมายต้องเริ่มจากการเขียน Final Goal หรือเป้าหมายสูงสุดที่ต้องการให้กับตัวเองก่อน ภัสแนะให้เริ่มจาก 1 เป้าหมายก่อนนะคะ การมีหลายๆ เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จพร้อมกันจะทำให้เราสับสน และรู้สึกว่าทุกอย่างมันเยอะแยะอีรุงตุงนังจนสุดท้ายก็ล้มเลิกไปค่ะ 

       เคล็ดลับสำคัญคือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และมีช่วงเวลากำกับที่แน่ชัดว่าเราจะจับความสำเร็จนั้นได้เมื่อไหร่ ปริ้นภาพความสำเร็จนั้นแปะไว้ที่ข้างฝา เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เราหาทางทำทุกอย่างจนได้มันมาภายในเวลาที่ตั้งไว้ ฟังดูท้าทายใช่มั้ยล่ะคะ หากใครยังไม่เห็นภาพมาดูตัวอย่างกันค่ะ

       ตัวอย่าง: Final Goal = ต้องการมีเงินเดือน เดือนละ 30,000 บาทภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2019 


2. Intermediate Outcome

 Short term goals

       หลังจากที่กำหนดเป้าหมายสูงสุดแล้ว เราจำเป็นต้องเขียนเป้าหมายย่อย หรือการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากจะเห็นอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาที่เราไล่ล่าความสำเร็จนั้นค่ะ ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้ จำเป็น ต้องสร้างผลลัพธ์โยงไปหาเป้าหมายสุดท้ายได้ ถ้าหาก Intermediate Outcome ในข้อไหนที่ไม่ได้ช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้ ให้ตัดออกค่ะ

       ภัสแนะนำให้เซต Intermediate Outcome ไว้ประมาณ 2-3 ข้อนะคะ

       ตัวอย่าง: Intermediate Outcome =

              1. เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูดี มีความมั่นใจมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน

              2. สามารถสร้างรายได้จากอาชีพการเป็นนายตัวเอง

              3. สร้างมารถสร้างอาชีพหลักและอาชีพเสริมให้ตนเองได้เพื่อการเงินที่มั่นคง

       ปล. จะสังเกตุได้ว่า Intermediate Outcome ของภัสทุกข้อ ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปสู่การมีเงินเดือน 30,000 บาทได้ทั้งสิ้นค่ะ


3. Activity

Activity

       และแล้วก็มาถึงหัวข้อโปรดของภัสค่ะ ภัสสนุกทุกครั้งกับการออกแบบเป้าหมาชีวิตให้กับตัวเอง และสนุกยิ่งกว่าเมื่อได้ลองนั่งคิดถึงกิจกรรม หรือวิธีสร้างสรรค์ แปลกใหม่ใดๆ ก็ตามที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมาย Activity คือการที่เราหยิบ Intermediate Outcome ในแต่ละข้อมาลงลึกอีกทีว่า ถ้าอยากไปถึง Intermediate Outcome นี้ จะต้องทำกิจกรรมใดบ้าง

       ตัวอย่าง: 

              Intermediate Outcome 1 = ต้องดูแลผิวหน้า ผิวกาย ฝึกแต่งตัวให้ดูดีขึ้น ออกกำลังกายให้หุ่นสวย ทานอาหารเสริม ฝึกแต่งหน้า

              Intermediate Outcome 2 = ขายของออนไลน์, หารายได้จาก YouTube

              Intermediate Outcome 3 = งานประจำคือเป็น ติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ ส่วนงานเสริมคือเป็นแม่ค้าออนไลน์ 

       เพื่อนๆ จะสังเกตุว่าภัสแจกแจงกิจกรรม อาชีพหรือสิ่งที่ภัสต้องทำเพื่อให้สามารถจับ Intermediate Outcome ที่ตั้งไว้ในตอนต้น


4. Input

Input

       เดินทางมาถึงหัวข้อสุดท้ายกันแล้วล่ะค่ะ Input ให้เข้าใจว่าเป็น ทรัพยากรณ์ อุปกรณ์ หรือสิ่งที่ต้องมีเพื่อจะสามารถเริ่มทำกิจกรรมที่แจกแจงไว้ด้านบนได้ค่ะ ซึ่งเป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น สิ่งของ ความรู้ ทักษะความสามารถ และความเชื่อ มาดูตัวอย่างกันค่ะ

       ตัวอย่าง:

              Activity 1 = ต้องมี สูตรสครับผิวเด็ดๆ แผ่นมาร์กบำรุงผิว ครีมกันแดด ความรู้เรื่องการแต่งตัว รองเท้าออกกำลังกาย  อาหารเสริมที่มีคุณภาพ และความรู้เรื่องการแต่งหน้า

              Activity 2 = สินค้าที่จะขายออนไลน์ เช่น เสื้อผ้า 

              Activity 3 = ความรู้เรื่องภาษาอังกฤษที่จะสอนนักเรียน และความรู้ในการทำการตลาดขายของออนไลน์ให้ปัง


       

       เป็นยังไงกันบ้างคะ กับบทความการกำหนดเป้าหมายด้วย Theory of Change ภัสได้ลองใช้จริงทั้งในคลาสและกับตัวเอง ประทับมากๆ เนื่องจากทฤษฎีนี้ช่วยทำให้ขั้นตอนกระบวนการทุกๆ อย่างในการพิชิตเป้าหมายถูกตีแผ่ออกมาให้เห็นชัดเจนเป็นห่วงโซ่ เราจะไม่มีวันหลงทางหรือลืมไปว่าเรากำลังถึงจุดไหน และต้องทำอะไรต่อไป เพราะทุกคนจะเห็นว่าทั้ง 4 ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ทุกๆ อย่างที่เรากำหนดจะสร้างผลลัพธ์ออกมาเพื่อความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวก็คือ Final Goal นั่นเองค่ะ 

       ชีวิตที่มีเป้าหมาย คือชีวิตที่สนุกสนาน ท้าทายและมีสีสันอยู่เสมอ มาร่วมกำหนด Final Goal ไปพร้อมกับภัสนะคะ แล้วพบกับใหม่ค่ะ