ปัญหาหลักในการพูดภาษาอังกฤษที่คนไทยส่วนใหญ่พบเมื่อต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษาแล้วนั้นมักจะมาจากการฟังไม่เข้าใจ จะด้วยการออกเสียงของคู่สนทนาที่ฟังไม่คุ้นหูหรือด้วยเพราะสำเนียงที่ไม่เคยได้ยินก็ตาม ในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้นั้นจำเป็นที่จะต้องฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษให้มากขึ้นจนเกิดการพัฒนาที่ก้าวหน้าตามมา

วันนี้จึงขอนำเสนอ 3 เทคนิคในการฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษให้ได้ผล วิธีเหล่านี้ผู้เขียนเองเคยทดลองใช้แล้วได้ผลจริงแถมยังไม่ต้องเสียเงินสักบาท เรียกง่าย ๆ ว่าของฟรีและดีนั้นมีในโลก

เทคนิคที่ 1 ใช้ YouTube subtitle ให้เป็นประโยชน์

เทคนิคฝึกการฟังที่ 1หากจะพูดถึงเว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมวิดีโอที่มากที่สุดในเวลานี้แล้วละก็คงต้องยกให้ YouTube เป็นอันดับหนึ่ง นอกจากจะดูฟรีแล้วนั้น YouTube ยังมีวิดีโอให้เลือกหลากหลาย วิธีการง่ายๆ ก็เพียงแค่เลือกชมวิดีโอที่สนใจจาก Youtuber ที่ชอบ ซึ่งควรจะเป็น Youtuber ที่เป็นเจ้าของภาษา โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นวิดีโอที่มี subtitle ที่สร้างไว้อยู่แล้วโดยเจ้าของวิดีโอนั้น ๆ  จริงอยู่ว่าเราสามารถเปิดสร้างคำบรรยายอัตโนมัติที่มีอยู่ใน YouTube ได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือบางครั้งโปรแกรมบน YouTube ไม่สามารถสร้างคำบรรยายได้ถูกต้อง 100% การเปิดใช้ฟังก์ชันนี้อาจกลายเป็นผลเสียแก่เราได้นั่นเอง

Advertisement

Advertisement

ข้อดีของการใช้เทคนิคนี้ก็คือเวลาเราฟังคำศัพท์ใดที่ไม่เข้าหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน เราจะสามารถอ่านตรงคำบรรยายได้ และเมื่อเราได้ยินการออกเสียงประกอบกับการเห็นว่าคำเหล่านั้นเขียนอย่างไร จะทำให้สมองของเราเกิดการเชื่อมโยงภาพและเสียงเข้าด้วยกัน เมื่อได้ยินและได้เห็นไปพร้อม ๆ กันบ่อยครั้งจะทำให้เราฟังภาษาอังกฤษเข้าใจมากขึ้นไปโดยปริยาย

Advertisement

Advertisement

เทคนิคที่ 2 ใช้ฟังก์ชันลดความเร็วการเล่นใน YouTube

เทคนิคฝึกการฟังที่ 2

อีกหนึ่งปัญหาของการฟังภาษาอังกฤษที่เรามักจะพบนั้นนอกจากจะฟังไม่รู้เรื่องแล้ว นั่นก็คือฟังไม่ทันนั่นเอง วิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ ก็คือเมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าฟังไม่ทันให้ใช้ฟังก์ชันลดความเร็วในการเล่นบน YouTube ซึ่งสามารถปรับได้โดยการกดเลือกการตั้งค่า ความเร็วที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับทักษะการฟังของแต่ละคน ความเร็วในการแสดงวิดีโอปกติจะอยู่ที่ 1.0 เราสามารถลดลงให้เหลือ 0.75 หรือ 0.5 หรือน้อยกว่านั้น ความเร็วที่แนะนำนั้นคือ 0.75 แต่ไม่ควรต่ำกว่า 0.5 เพราะเสียงจะช้าเกินไปจนฟังเหมือนคนเมาและเราจะไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

ข้อดีของการใช้ฟังก์ชันนี้ก็คือเราจะสามารถฟังแล้วจับใจความได้มากขึ้นและสามารถแก้ปัญหาการฟังไม่ทันได้ในเบื้องต้น เมื่อเราฟังจนเกิดความเคยชินแล้วก็กดปรับให้วิดีโอเล่นด้วยความเร็วปกติ การทำแบบนี้บ่อยครั้งจะช่วยให้เราเกิดความคุ้นชินเมื่อได้พูดคุยกับคู่สนทนาในความเร็วที่คนปกติมักจะพูดกัน และยังช่วยให้สามารถฟังภาษาอังกฤษจากสื่อแหล่งอื่น ๆ ได้ดีขึ้นด้วย

Advertisement

Advertisement

เทคนิคที่ 3 ฟังสำเนียงที่หลากหลาย

เทคนิคฝึกการฟังที่ 3สำเนียงที่กำลังกล่าวถึงไม่ได้หมายความแค่เพียงว่าจะต้องเป็นสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกันเท่านั้นแต่ยังหมายถึงสำเนียงท้องถิ่นอีกด้วย ภาษาอังกฤษก็เหมือนภาษาไทยตรงที่มีสำเนียงท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น คนอังกฤษที่อาศัยอยู่ในภาคกลางก็จะมีสำเนียงที่แตกต่างจากคนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือหรือภาคใต้ เช่นเดียวกันกับชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ต่างรัฐหรือต่างเมือง เป็นต้น ในบางครั้งยังมีการใช้คำศัพท์ที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกันอีกด้วย โดยสามารถเลือกรับฟังหลากหลายสำเนียงจากเหล่า Youtuber อาจจะเริ่มจากเลือกฟังสำเนียงที่เราคิดว่าไม่เคยได้ยินหรือฟังแล้วเราชอบก็ได้

ข้อดีของเทคนิคนี้ก็คือ เมื่อเราได้ยินชาวต่างชาติที่เป็นคู่สนทนาพูดด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษที่แตกต่างออกไป จะทำให้การฟังของเราสามารถปรับการรับรู้ได้มากกว่าคนที่ฟังภาษาอังกฤษเพียงสำเนียงเดียว ทั้งยังช่วยลดความประหม่าในการสนทนาได้ด้วย

ผลลัพธ์ใน 1 เดือนหลังจากผ่านไป 1 เดือนของการฝึกฝน ผู้เขียนพบว่าตัวเองนั้นฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากขึ้นกว่าแต่ก่อนถึง 80% โดยสามารถจับใจความหลักของเนื้อหาได้แถมยังรู้จักคำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นและฟังเสียงเชื่อมคำในประโยคได้ดีขึ้นซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการฟังจนคุ้นหูทำให้รู้สึกว่าการฟังภาษาอังกฤษให้เข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามการจะทำให้เทคนิคเหล่านี้ได้ผลจริงนั้นจะต้องอาศัยการฝึกฝนที่สม่ำเสมอเป็นเวลาติดต่อกัน อาจจะฝึกฟังวันละ 10 – 20 นาทีในทุก ๆ วัน หรือมากกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาที่สะดวกของแต่ละคน สิ่งสำคัญก็คือต้องตั้งใจและฝึกฝนอย่างจริงจัง เพียงเท่านี้ทักษะการฟังก็จะพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ จนสังเกตได้

ขอบคุณภาพประกอบ

ภาพปกจาก freepik / ภาพที่ 1 freepik / ภาพที่ 2 ผู้เขียน / ภาพที่ 3 freepik /ภาพที่ 4 freepik