สวัสดีจ้าทุกคน...ผู้เขียนขอแชร์เรื่องราวจากประสบการณ์จริงของผู้เขียนเอง ไม่ว่าจะผู้เขียนหรือคนรอบข้าง แต่เชื่อได้ว่า ไม่เราก็คนรอบข้างของแต่ละคนมีโอกาสเป็นตามบทความที่เขียนในเรื่องนี้ หากใครเคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า "ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน" ถ้าในความหมายของสุภาษิตนี้ก็คือ ผู้ที่นำเรื่องไม่ดี ไม่ว่าจะศัตรูหรือคนที่สร้างความเดือดร้อน นำเข้ามาสู่คนในบ้านหรือพรรคพวกของตนเอง โดยที่เรารู้ทั้งรู้แต่ก็ยังกระทำ ฟังไปก็คงจะไม่ค่อยดี แต่บางทีมันมีอยู่จริง คนที่ชักศึกเข้าบ้านไม่ใช่แค่เอาปัญหามาหาครอบครัวอย่างเดียว หากบางคนเอาปัญหามาสร้างปัญหาให้กับพวกพ้อง โดยที่ไม่เฉลียวใจสักนิดว่า เขากำลังสร้างเรื่องเลวร้ายเข้ามาหาตัวเองและคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว!

.เอาล่ะ...มาสังเกตพฤติกรรมตนเองก่อนเลยว่า พฤติกรรมแบบไหนที่เข้าข่าย "ชักศึกเข้าบ้าน" บ้าง ไม่ว่าจะตัวเองหรือคนรอบข้าง ลองสังเกตดี ๆ ว่ามีพฤติกรรมที่เป็นแบบนี้หรือเปล่า?

Advertisement

Advertisement

10 พฤติกรรมของคุณ "ชักศึกเข้าบ้าน" หรือเปล่า

1. มองโลกในแง่ดีเกินไป

การมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลย แต่การมองโลกแง่ดีที่ขาดความพอดี หรือมองใครในด้านที่ขาวสะอาดมากเกินไป จะทำให้คนฉวยโอกาสจากเราเยอะ ไม่มากก็น้อยจากช่องทางนี้เลยล่ะ เพราะสมัยนี้เราไม่รู้หรอกว่าในใจเขาคิดยังไง เราควรมองให้ลึก ๆ ว่าเขาเข้ามาหาเราเพราะอะไร บางครั้งโลกสวยมากไปก็ล้ำเส้นเรื่องส่วนตัวของเราเช่นกัน เช่น เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งเขาเป็นคนนิสัยดีมาก มองโลกในแง่ดีจนคิดว่าคนที่เข้ามาเขาจะดีกับเราเหมือนที่เราดีกับเขา แล้วเขาก็คอยปั่นป่วนชีวิตส่วนตัวตลอดเวลา แม้แต่จะไปธุระของตนเอง ไปหาแฟนตัวเองยังโดนด่าว่าไม่ใส่ใจเขา ทั้งที่จริงมันไม่ใช่ธุระของเขาที่จะมาด่าเราเลย เราจะทำอะไรก็เรื่องของเรา มันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเป็นกระโถนชีวิตใครด้วย ฉะนั้นมองโลกให้เป็นกลางเข้าไว้ เราจะได้เหลือที่ให้ Save ตัวเองออกจากคนเหล่านั้นด้วย

Advertisement

Advertisement

2. ความหูเบา

นิสัยเชื่อคนง่ายก็ทำให้ชักศึกเข้ามาที่บ้านได้เช่นกัน เราอาจจะทะเลาะกับใครก็ตาม หรือไม่พอใจอะไรก็ตาม แล้วเราเชื่อคำพูดเหล่านั้นว่ามีน้ำหนัก การที่เราเชื่อคนง่าย เชื่อว่าเราไม่ดีแต่ไปเชื่อคนอื่นว่าดี นี่แหล่ะจะเปิดช่องทางให้ชักศึกเข้าบ้านได้ง่ายเช่นกัน เวลาเราจะเชื่อใครควรชั่งน้ำหนักดี ๆ ว่าจริงเท็จประการใด ไม่ใช่ว่าเชื่อคนอื่นจนลืมชั่งน้ำหนักบนหลักความจริง แล้วเราควรมีจิตใจหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อเสียงคนอื่น (ที่คิดไม่ดี) มากเกินไป เช่น เคยประสบการณ์เรื่องเล่าของเพื่อนที่พ่อแม่ต้องหย่าร้าง เพราะคนเป็นพ่อเชื่อคำพูดญาติพี่น้อง ญาติพูดอะไรพ่อเชื่อหมดไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง แม้แต่กล่าวหาว่าแม่เพื่อนมีชู้ทั้งที่เป็นเรื่องกุขึ้น จนเรื่องร้าวฉานทะเลาะกันแค่คนสองคน ญาติพี่น้องสั่งให้เลิกกัน แล้วสุดท้ายเลิกกันทั้งที่ลูกไม่อยากเห็น แต่เลิกเพราะความหูเบาของพ่อตนเอง และแรงขับของครอบครัวฝ่ายพ่อด้วย

Advertisement

Advertisement

.3. หลงจนหัวปักหัวปำ

มันเป็นปุถุชนทั่วไปที่มนุษย์ (อาจจะ) มี ย่อมมีรักและหลง อยู่ที่ว่าจะ Concentrate จุดไหนมากกว่ากัน อันนี้เป็นมุมมองความรักล้วน ๆ รักที่ดีรักด้วยใจ แต่ต้องรักอย่างมีสติ เพราะการรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น มันจะปิดประตูสติของเราไปเลยค่ะ ปิดจนเราไม่รับรู้ว่านี่คือความรักหรือความหลง แม้ว่าคนอื่นจะทัดทานเท่าใดก็ตาม คนที่จะมาล้ำเส้นจากตรงนี้ก็เยอะเช่นกัน บางทีอาจจะมาในรูปแบบหลอกให้รัก หรือไม่ก็เสี่ยงในเรื่องมิจฉาชีพก็เป็นได้ เช่น ฉันรักคนนี้ ใครจะมาพรากไม่ได้ ทั้งที่คนที่เข้ามามีกิตติศัพท์เรื่องแมงดาเกาะผู้หญิง พวก 18 มงกุฎ หรือขึ้นชื่อเรื่องต้มตุ๋นมอมยารูดทรัพย์

4. เอาเรื่องภายในไปเล่าให้คนอื่นฟัง

อันนี้เคยมีประสบการณ์จากน้าตัวเอง เขาเป็นคนที่ชอบเอาเรื่องในบ้านไปพูดว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร แม้กระทั่งเรื่องสามี จนคนในที่ทำงานหมั่นไส้ ในมุมมองผู้เขียนจะหาที่ระบายก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่บางทีเล่าให้ผิดคนก็ส่งผลร้ายในภายหลัง การที่เราเอาเรื่องภายในบ้าน หรือเรื่องความสัมพันธ์ของตนเองไประบายให้คนอื่นฟัง มันจะยิ่งกระตุกต่อมเผือกมากขึ้น และจะเป็นการปล่อยให้คนอื่นล้ำเรื่องส่วนตัวมาได้ง่ายมาก ดีไม่ดีจะกลายเป็นเรื่องนินทาแบบสาดเสียเทเสียได้ อย่าลืมว่าคนอื่นไม่ได้คิดเหมือนกันกับเรา 100% แม้แต่คิดกับเราในแง่ดีเช่นกัน อย่ามองใครขาวสะอาดเป็นอันขาด เช่น "สามีภรรยาคู่นี้ทะเลาะกันนี่หว่า สมน้ำหน้าอยากสวีทกันจัง เดี๋ยวเอาเรื่องไป Gossip เลย" "ทำเป็นอวดรวย ที่แท้ก็พวกจมไม่ลง" "เขาเล่าให้ฟังว่ารักกันดี รักกันเข้าไปเดี๋ยวก็เลิกกัน"

.5. เรียกร้องความสงสาร

ใครที่เป็นคนขี้สงสารอันนี้ควรไตร่ตรองให้หนัก ๆ เลย ทุกคนมีมุมแข็งแกร่งและมุมน่าสงสารในขณะเดียวกัน แต่คนที่ชอบเรียกร้องความสงสาร กับคนน่าสงสารมันแตกต่างกัน คนที่น่าสงสารเราจะมีความรู้สึกว่าคนนี้ต้องช่วยเขาแล้วล่ะ แต่คนที่เรียกร้องความสงสาร บางทีเขาก็เหมือนปุถุชนทั่วไป แต่ใช้จุดนี้เพื่อดราม่า หรือเรียกร้องความสนใจ เพื่อต้องการอะไรบางอย่างจากเรา ยิ่งใกล้ชิด สนิทเท่าไหร่ ก็จะใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือมากขึ้น ไม่แน่คนที่เรียกร้องความสงสารเขาอาจจะมีความร้ายซ่อนอยู่ เขาอาจต้องการ "ล้วงตับ" จากเราด้วยบางเหตุผลที่เราไม่คาดคิด หรืออาจจะทำให้เราเสียความเป็นตัวเองเยอะ ๆ ในตอนท้าย ฉะนั้นชั่งใจให้ดี ๆ ก่อนจะช่วยเหลือใคร จะช่วยใครด้วยความสงสาร ต้อง "ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา" เสมอ

6. เข้ามาตีสนิท (แบบไม่ประสงค์ดี)

บางคนอาจเข้ามาตีสนิทในคราบคนรู้จัก เพื่อนฝูง แต่บางทีคนที่เข้ามาเรา "รู้หน้าไม่รู้ใจ" แรก ๆ มาก็ดีเพื่อ First Impression แต่ไม่แน่ลายออกจนเรารู้สึกไม่ดีในภายหลัง เช่น ขอยืมเงินแต่เบี้ยวไม่คืน แล้วมาขอเงินอีก ชอบโยนงาน หรือมาตีท้ายครัวกับคนรักของตนเอง หรือคอยอิจฉาเราทุกอย่าง อันนี้การวางตัวของเราตั้งแต่แรกก็มีส่วนมาก เพราะถ้าแสดงออกกับเขาแบบเปิดช่องให้ล้วงลึกยันเรื่องส่วนตัวเมื่อไหร่ ความเป็นส่วนตัวเราจะไม่มีเลย ดีไม่ดีจะต้องมาปวดหัวกับคนพวกนี้แบบเรา "แกะไม่ออก" ก็ได้ ต่อให้เราเอ็นดูเหมือนลูกหลาน นับถือความอาวุโส หรือจะสนิทสนมกันมานานแค่ไหน ก็อย่าให้จนใจในภายหลังนะคะ

.7. มีน้ำใจ (เพื่อหวังผล) อะไรจากเรา

การมีน้ำใจมันก็ควรจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องดูท่าทีของคนนั้นด้วยว่ามาเพื่ออะไร เขาหวังผลอะไรจากเราไหม บางทีเราไม่รู้หรอกว่าเขามาทำดีเพื่อเป็นมิตร หรือด้วยวัตถุประสงค์อะไร มาเพื่อก้าวก่ายหรือเปล่า ในข้อนี้อาจจะดูยากกว่ารูปแบบอื่นที่กล่าวมา บางคนอาจจะมาแบบอัธยาศัยดีแต่มาเพื่อ "กินเผือก" ด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครเฉลียวใจ ถ้าเราจะมองท่าทีของใครควรมองด้วยความรอบคอบเสมอ เราก็ต้องเหลือโซนของเรา อย่าอัธยาศัยกับใครโดยไม่ดูท่าทีของคนนะจ๊ะ

8. เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

ไม่ว่าจะลงสตอรี่รูปตั๋วเครื่องบิน หนังสือเดินทางแบบที่คนดังทำกัน บ้านเลขที่ที่อาศัยอยู่ เลขบัตรประชาชน เลขบนบัตรเครดิตไม่ว่าจะเลขหน้าหรือเลขหลังบัตร หรือเอกสารต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อโจรกรรมได้ ไม่ควรเปิดเผยเด็ดขาด และเรื่องหนึ่งก็คือ เราไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเลย เพราะจะมีผู้ไม่หวังดีเจาะลึกข้อมูลส่วนตัวเพื่อไปบอกต่อคนอื่น พร้อมจะฉวยโอกาสได้ทุกเมื่อ ถ้าเรารู้ตัวคนทำ ดีไม่ดีมันจะปฏิเสธความผิดทันทีเมื่อเราจับโป๊ะบางอย่างได้ ฉะนั้นอย่าเปิดเผยสุ่มสี่สุ่มห้าถ้าไม่อยากเดือดร้อนในภายหลัง

.9. พูดไม่รู้จักคิด

เดี๋ยวนี้คนเราพูดไม่ระวังปากก็เยอะนะ คำว่า "ปากเป็นเอก" ไม่ว่าจะเป็นคำพูดออกจากปากตรง ๆ หรือคำพูดในโซเชียล ไม่ว่าจะทาง Status, Stories หรือ Chat การพูดโดยขาดการกลั่นกรอง พูดเพื่อความต้องการตนเองโดยลืมไปว่า มันเป็นดาบสองคม! เช่น การพูดให้ร้ายคนอื่น โดยที่ไม่มีมูลความจริง พูดให้คนตกหลุมพราง หรือพูดเพื่อให้ตัวเองดูดีแต่ทำร้ายให้เขาแย่ หรือใช้วาจาสาดเสียเทเสียใส่คนอื่น ไม่ว่าจะด้วยความโลภ โกรธ หลง หรือจะเอาชนะว่าเจ๋ง ฉันเก่ง ฉันคนจริงอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะกลายเป็นการสร้างศัตรูเข้ามา เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดอะไรควรยั้งคิดนิดนึง ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรก็อย่าใช้ปากสร้างศัตรูเพิ่มเลย

10. ลูกช่าง "อวด"

เราจะได้ของดี มีโมเมนต์ดี ๆ ที่อยากบอกต่อทั้งทีจะอวดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่บางทีจะอวดอะไรมันก็ต้องดูกาลเทศะ หรือดูว่าสมควรจะอวดไหม ยกตัวอย่าง อวดว่าไปเที่ยวแต่ลงรูปติดบัตรเครดิตไว้ อวดว่าฉันรวยมีรถหรูขับแต่เหยียดคนอื่น อวดว่ามีสาวรุมล้อมแต่ตัวเองมีเมียแล้ว อวดว่ารักเธอคนเดียวแต่คบซ้อน อวดความรู้ว่าเก่งแต่ทำให้คนอื่นดูแย่ เสียคุณค่าในตัวเอง แม้กระทั่งอวดว่าไปต่างประเทศแต่ถ่ายติดบาร์โค้ดตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ สิ่งเหล่านั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเองไม่ว่าจะเสี่ยงเรื่องโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว มองหน้ากันไม่ติด คนที่ไม่หวังดีฉวยโอกาสจากเราไม่รู้ตัว หรือคนรอบข้างจะทำให้ความสัมพันธ์กับคนที่เป็นตัวจริงซวยไปด้วย ฉะนั้นจะอวดอะไรต้องดูว่ามันสมควรจะอวดหรือเปล่า ถ้าอวดแล้วทำให้ใครเดือดร้อนหรือเรารู้สึกไม่สบายใจในภายหลัง อย่าทำสิ่งที่เป็นช่องโหว่เหมือน "ชี้โพรงให้กระรอก" จะดีที่สุดค่ะ

.แน่นอนว่าเราแก้ที่ใครไม่ได้ แต่เราสามารถแก้ที่ตัวเราได้ว่าจะเปิดช่องทางเพื่อ "ชักศึกเข้าบ้าน" หรือเปล่า พฤติกรรมบางอย่างที่มองข้าม ใคร ๆ ก็ทำ แต่ใครจะไปรู้ว่ามันก็ส่งผลเสียให้เราเดือดร้อนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะยังไงก็ตามควรแก้ที่ตัวเอง เพราะเรารู้ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้วจะเสี่ยงกับตัวเอง...อย่าทำ! และอย่าเปิดช่องให้ใครมาล้ำเส้นเรา เพราะการกระทำของเราเอง ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกเพราะคนอื่น แล้วยากต่อการสลัดปัญหานั้นออกโดยง่าย ผู้เขียนขอฝากกองบรรณาธิการ True ID Intrend ช่วยเป็นสื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงพฤติกรรมบางอย่างว่าไม่ควรทำ และไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนเหมือนที่ประสบการณ์คนรอบข้างของผู้เขียนเคยเจอมาเลยค่ะ


ขอบคุณรูปภาพจาก Freepik : รูปปก / รูปที่ 1 / รูปที่ 2 / รูปที่ 3 / รูปที่ 4 / รูปที่ 5 / รูปที่ 6