ดิฉันเข้าใจมาตลอดว่าแตงกวาญี่ปุ่นคือซูกินีค่ะคุณ เพราะเวลาเสิร์จหาคำว่า แตงกวาญี่ปุ่น ในภาษาไทย มันขึ้นข้อมูลของ ซูกินี มาค่ะ ดิฉันก็ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ กอปรกับไม่ค่อยกินแตงกวาสักเท่าไหร่ จึงไม่ได้นำมาทำอาหารเป็นเมนูต่าง ๆ เลยจำแค่ว่า แตงกวาญี่ปุ่นก็อันเดียวกันกับซูกินีนั่นแหละ ซึ่งมันผิดค่ะคุณ!  

แตงกวาญี่ปุ่น (Japanese cucumber) = รสชาติเหมือนแตงกวาบ้านเรา แต่เม็ดเล็กละเอียดกว่า ไม่ฉ่ำน้ำเท่า กรอบมาก นำไปทำอาหารได้หลากหลายกว่า

ซูกินี (Zucchini) = ผักตระกูลแตง รสชาติอยู่ระหว่างแตงกวากับบวบ ออกเนื้อฟ่าม ๆ

1

วันที่ดิฉันได้ค้นพบความจริงคือตอนไปแม็คโคร สาขาศรีสะเกษค่ะ หลังจากที่ตรวจวัดอุณหภูมิ ลงชื่อเช็คอิน ทาแอลกอฮอล์ล้างมือตามกฏของรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ดิฉันก็ตรงไปที่โซนผักโครงการหลวงทันทีเลยค่ะ

Advertisement

Advertisement

เห็นแตงกวาญี่ปุ่นวางคู่กันกับซูกินี และนั่นคือแว้บแรกที่นึกสงสัยว่า 'เหย? มันไม่เหมือนกันนี่นา' จากนั้นคำถามต่อมาคือ 'อ้าว! ทำไมล่ะ?' จึงได้ซื้อกลับบ้านมาทั้งสองชนิดค่ะคุณ

เมื่อหาข้อมูลดี ๆ แล้วก็ได้รู้แจ้ง ดิฉันมาไล่เรียงดูว่าเหตุใดตนจึงเข้าใจอะไรได้ผิดเพี้ยนขนาดนี้มาตั้งหลายปี นึกไปนึกมาก็ถึงบางอ้อ ว่านอกจากการเสิร์จหาข้อมูลของแตงกวาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยจะทำให้เข้าใจไปแบบนั้นแล้ว และแม้ว่าซูกินีจะมีการปลูกในเมืองไทยมาหลายปี แต่ประเด็นคือ ซูกินีเพิ่งได้มาวางขายที่จังหวัดศรีสะเกษค่ะคู้ณ! มันเลยเพิ่งจะได้เห็นความต่างตอนวางคู่กัน

มาถึงตรงนี้ก็สงสารตัวเอง แต่อย่างไรเราก็ต้องกู้หน้าเพื่อเพิ่มความมั่นใจใช่มั้ยล่ะคะ? ดิฉันจึงตัดสินใจทำ เค้กซูกินี (เค้กที่ตัวเองเคยอ่านสูตรผ่านตามาจากเว็บไซต์ต่างประเทศตั้งแต่นานมาแล้ว และเข้าใจแค่ว่ามันก็เหมือนกับเค้กแคร์รอตนั่นแหละ แต่ไม่สะกิดใจถึงสายพันธุ์เลยสักนิด)

Advertisement

Advertisement

2

เค้กสูตรนี้ดิฉันได้มาจากคุณ Aimee จาก ลิ้งนี้ ค่ะ เป็นเค้กที่ไม่ใช้น้ำตาลทรายแดงอย่างที่เค้กตระกูลผักและผลไม้ส่วนใหญ่จะใส่กัน ดิฉันมีบทเรียนจากการหาซินนามอนไม่เจอตอนทำ เค้กแคร์รอตม่วง พอจะทำเค้กตัวนี้ก็รีบไปสอยมาไว้ก่อนเพื่อนเลยค่ะ และได้มีการปรับขั้นตอนการทำตามประสาคนขี้เกียจ เพิ่มวานิลลากับผิวเลมอนขูดลงไปเพื่อให้กลิ่นเค้กออกมาวาไรตี้มากขึ้น ซึ่งผลที่ได้คือมันดีงามจริง ๆ ค่ะคุณ

สูตรเค้กซูกินี ขนาด 2 ปอนด์

  • น้ำตาลป่น 1+1/2 ถ้วยตวง
  • น้ำมันคาโนลา 3/4 ถ้วยตวง
  • ไข่ไก่เบอร์สอง 3 ฟอง (มาตรฐานของเบเกอรีคือเบอร์สอง แต่สูตรต้นฉบับใช้เบอร์ใหญ่)
  • แป้งอเนกประสงค์ 1+1/2 ถ้วยตวง
  • เบกกิ้งโซดา 3/4 ช้อนชา
  • ผงฟู 3/4 ช้อนชา

Advertisement

Advertisement

  • ซินนามอน 1+1/2 ช้อนชา
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • ซูกินี ปอกเปลือก แล้วขูดเป็นเส้นยาว(ใช้แต่เนื้อไม่เอาแกนกลาง) 1+1/2 ถ้วยตวง
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • ผิวเลมอนขูด 1/2 ลูก
  • 3ขั้นตอนการทำ

    1. ใส่น้ำตาลป่น น้ำมันคาโนลา ไข่ไก่ ซินนามอน เกลือ วานิลลา ผิวเลมอน ลงในอ่างผสม

    42. ใช้ตะกร้อมือตีให้เข้ากัน

    53. ร่อนแป้งอเนกประสงค์ เบกกิ้งโซดา ผงฟู ลงในข้อ2

    63. ตีส่วนผสมจนเนียนเข้ากันดี

    74. ใส่ซูกินีขูดลงไป
    8

     5. ตะล่อมให้ซูกินีกับแบทเทอร์เข้ากัน11

    126. เทใสพิมพ์ที่รองกระดาษไขเอาไว้แล้ว เคาะพิมพ์ 3 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ

    7. นำเข้าเตาอบ อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส เฉพาะไฟล่าง 30 นาที แล้วเปลี่ยนเป็นไฟบน-ล่างอีก 10 นาที

    8. นำออกจากเตาอบ วางพักให้เย็นคาพิมพ์ เมื่อเย็นค่อยลอกกระดาษไขออก

    13ภาพด้านบนจะเห็นฟองอากาศขนาดใหญ่ นี่คือสาเหตุที่เราจะต้องเคาะพิมพ์เพื่อไล่อากาศ ซึ่งผลของการเคาะแบบขาด ๆ เกิน ๆ สไตล์ดิฉัน เมื่ออบเค้กเสร็จแล้วปาดผิวด้านบนที่นูนออกไป ก็มีร่องรอยฟองอากาศปรากฏตามภาพด้านล่างค่ะคุณ

    14เนื้อเค้กมีสีน้ำตาลแดงอ่อน ๆ จากผงซินนามอน แต่จะไม่สีเข้มมากเพราะไม่ได้ใส่น้ำตาลทรายแดง ในภาพด้านล่างจะเห็นสีออกเหลืองของซูกินีขูดเส้นแทรกอยู่ในเนื้อเค้ก(ไม่ใช่ผิวเลมอนนะคะ)

    15ทีนี้ก็ถึงขั้นตอนการตัดแบ่ง ดิฉันได้ชิมเค้กส่วนนูนที่ตัดออกในตอนแรกแล้วพบว่ารสชาติมันพอดีมาก จึงไม่ทำครีมชีสฟรอสติ้งเหมือนกับสูตรต้นฉบับค่ะคุณ

    16ในส่วนของรสชาติ ดีงามมากค่ะคุณขา หวานอ่อน ๆ หอมกลิ่นซินนามอนแบบเค้กพวกแม่บ้าน แต่เป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ดิฉันเพิ่มส่วนผสมของผิวเลมอนลงไป เพราะความแม่บ้านนั้นถูกอโรม่าของผิวเลมอนเข้ามาสร้างความสดชื่น ผสานความหอมนวลจากวานิลลา ลงตัวมากค่ะคุณ เหมาะกับการทานคู่ชายามบ่าย ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เป็นเค้กแนวบำบัด หรือจะเอาแช่ตู้เย็นไว้แล้วหยิบมากัดกินเปล่า ๆ ก็หอมนุ่มและเพลิดเพลิน

    ดิฉันแนะนำเลยค่ะว่าต้องลองทำและต้องลองกินให้ได้สักครั้ง แล้วคุณจะเข้าใจในสิ่งที่ดิฉันบรรยาย

    17หวังว่าบทความนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่คุณผู้อ่านนะคะ หากมีเมนูดี ๆ ดิฉันจะเอามาลงใน true ID in trend อีกอย่างแน่นอนค่ะ กดติดตามเอาไว้ได้เลย ถ้าชอบก็กดไลค์เป็นกำลังใจ ถ้าใช่ก็กดแชร์โลดค่ะคุณ เจอกันบทความหน้า รักนะคะ บาย

    เครดิตภาพ : พริกเผ็ด(ผู้เขียน)