“เมื่อไหร่จะกลับมาเหมือนเดิม” คำถามที่ได้ยินอยู่เสมอเมื่อเจอหน้าพบปะเพื่อนฝูง ที่ล้วนเจอปัญหาได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 มากบ้าง น้อยบ้าง ตามลักษณะชีวิตของแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่ากระทบมาก กับมากเป็นพิเศษนะ เอาเป็นสรุปว่าในภาพรวมเราต่างได้รับผลกระทบกัน คำถามคือ แล้วจะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างไร? เราจะมาช่วยกันหาแนวทางแก้ปัญหาปากท้องช่วงวิกฤต โควิด-19 ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ตามแบบฉบับของผู้เขียนกันเช่นเคย ที่สำคัญรู้ไว้ได้ประโยชน์นะ

บรรยากาศร้านค้าตอนนี้รัฐบาลได้ทยอยผ่อนปรนมาตรการ ล็อคดาวน์ นั่นหมายถึงร้านค้าเริ่มกลับมาทำมาค้าขายได้มากขึ้น แต่ใช่ว่าหลังจากเปิดร้านแล้วยอดขายจะกลับมาเป็นปกติเลย จากการสอบถามเพื่อนฝูงที่เปิดกิจการหลายประเภทต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังขายไม่ดี สาเหตุนั้นเป็นเพราะลูกค้าส่วนใหญ่ยัง ขาดกำลังซื้อ แน่นอนเป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมายเพราะจากวิกฤตครั้งนี้ทำให้คนตกงานมากมาย จะซื้ออะไรแต่ละครั้งต้องคิดแล้วคิดอีก ผู้เขียนเองล้วงไปในกระเป๋าต้องควานหากว่าจะเจอตังค์ ปัญหานี้หลังจากระดมความเห็นรับฟังปัญหาจากคนรอบข้าง สรุปตรงกันว่าจะให้ลูกค้ามาซื้อของ ต้องทำให้คนมีกำลังซื้อก่อน เพราะต่อให้สินค้า หรือบริการของเราน่าสนใจแค่ไหน ถ้าคนไม่มีเงินคือจบ

Advertisement

Advertisement

บรรยากาศตลาดนัดคำถามคือ แล้วต้องทำอย่างไร? การให้เงินเยียวยาที่ผ่านมาถือว่าช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่เป็นเพียงระยะสั้น จะให้คนมีเงินใช้แบบปกติที่เคยเป็นนั่นคือ ต้องมีงานทำ นั่นหมายถึงความต้องการของผู้คนเวลานี้คือได้กลับมามีงานทำ ไม่ต้องเตะฝุ่นกันเสียที เพื่อที่จะได้มีเงินไปใช้จ่าย แต่อยู่ ๆ จะไปบังคับให้บริษัทเค้ารับคนแล้วต้องมาแบกรับภาระคงเป็นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการอยากได้ความช่วยเหลือสองอย่างคือแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่าย ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง และอย่างที่สองให้รัฐบาลช่วยหาตลาดระบายสินค้า นั่นคือในความคิดเจ้าของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องให้เงินเค้าฟรี ๆ ขอแค่มีแหล่งทุนที่เข้าถึงง่าย อาจจะผ่านนโยบายเงินกู้ SME ในรูปแบบที่ไม่ยุ่งยาก ได้เงินมาช่วยเหลือในระยะสั้นให้หายใจหายคอ

Advertisement

Advertisement

โกดังสินค้าที่เงียบเหงาจากนั้นแนวทางต่อไปคือ หาตลาด ในอดีตเคยมีโครงการนำสินค้าจากผู้ประกอบการไปออกบูธ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้วอยากให้มีอีก เพราะเป็นช่องทางที่ทำให้สินค้าของเค้าไปสู่สายตาของทั้งลูกค้า และผู้จัดจำหน่ายที่จะรับสินค้าของเค้าไปขายต่อ หลังจากมีสภาพคล่อง และได้ระบายสินค้าเกิดกำไร การจ้างงานจะเกิดขึ้นเอง เมื่อผู้คน มีเงินในกระเป๋า วงล้อของธุรกิจจะหมุนเองโดยอัตโนมัติ นั่นคือความต้องการของเพื่อนฝูงในวงการจากที่ได้ไปพูดคุย

Advertisement

Advertisement

ระหว่างที่ธุรกิจกำลังฟื้นตัว การแก้ปัญหาปากท้องที่ได้ผลโดยตรงกับการประหยัดเงินในกระเป๋าคือ ลดค่าครองชีพ มาตรการลดค่าไฟที่กำลังจะหมดลงในเดือนนี้ ถ้าต้องกลับมาจ่ายเต็มจำนวนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ดูจะหนักไป ในมุมมองของคนที่ยังอยู่ในช่วงได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 อยากให้ค่อย ๆ ขยับเป็นแบบขั้นบันไดเช่น เดือนมิถุนายนจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ , เดือนกรกฎาคมจ่าย 80 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่เดือนสิงหาคมจ่ายเต็มจำนวน เป็นการค่อยปรับตัว

เมื่อเศรษฐกิจดี จะเกิดการรับสมัครพนักงานสุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราทุกคนต้องมีความพยายามให้มากที่สุดด้วยนะ ยามว่างลองค้นหาความสามารถของตัวเองหยิบจับธุรกิจอะไรเล็ก ๆ เป็นการหารายได้เสริม ไม่แน่ว่าต่อไปอาจจะพัฒนาเป็นรายได้หลักก็ได้ อย่างตอนนี้ผู้เขียนเองลองพยายามทำของกินไว้ขาย ทุกคนสามารถเริ่มต้นทำได้ ธุรกิจของเราอาจจะเริ่มจากกลุ่มลูกค้าเพื่อนฝูงของเรา แล้วค่อยขยับขยายไปสู่ภายนอก เพียงเท่านี้เมื่อรวมกับแนวทางการแก้ไขปัญหาปากท้องที่ออกมา จะทำให้เราสามารถเอาชนะปัญหาเหล่านี้ไปได้ หากเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์สามารถแชร์ให้เพื่อนของเราได้นำแนวคิดไปปรับใช้ และเป็นผลดีกับทุกคนในสังคม เพื่อที่เราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน


ภาพหน้าปก : โดยผู้เขียน