ฤดูฝนผืนป่าชุ่มฉ่ำเขียวขจี นักเดินทางหลายคนนึกถึงการเที่ยวป่า…เดือนที่ผ่านมา โชคชะตาพาให้เราได้ไปนอนค้างแรมบนดอยสูงท่ามกลางธรรมชาติแห่งขุนเขาของอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว  อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ร่ำลือกันว่าบนยอดภูในช่วงสายฝนโปรยปรายมีดอกไม้นานาพันธุ์แข่งกันเบ่งบานอวดโฉม โดยเฉพาะดอกหงอนนาค ที่บางคนเรียกว่า “น้ำค้างกลางเที่ยง” 

เตรียมพร้อม ! ขึ้นภูสอยดาว

เราเริ่มต้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้เราได้ติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางและลูกหาบมาล่วงหน้าแล้ว (ลูกหาบคิดค่าบริการตามน้ำหนัก ถ้าอยากประหยัดก็ต้องจัดสัมภาระมาแต่พอดี)  ใกล้ๆ ศูนย์บริการฯ เป็นที่ตั้งของน้ำตกภูสอยดาวซึ่งเดินเข้าถึงได้ง่าย  จากน้ำตกเป็นจุดเริ่มต้นเดินขึ้นสู่ลานสนภูสอยดาว

ระยะทางเกือบ 7 กิโลเมตรที่ต้องเดินนั้นส่วนใหญ่เป็นทางขึ้นเขา พวกเราจึงเลือกสวมใส่เสื้อผ้าเบาสบาย รองเท้าหุ้มส้นที่พื้นรองเท้ายึดเกาะ  พื้นดินเปียกแฉะ และยังเตรียมเสื้อกันฝนและถุงพลาสติกกันน้ำสำหรับใส่ของ ทั้งไม่ลืมน้ำดื่มและของจำเป็นเช่นหยูกยาเผื่อไว้ยามเจ็บไข้เราเดินเลาะไปตามลำธารด้านล่างของน้ำตก จากนั้นก็เดินสูงขึ้นผ่าน น้ำตกชั้นต่างๆ รวม 5 ชั้นอันมีชื่อไพเราะคล้องจอง–ภูสอยดาว สกาวเดือน เหมือนฝัน กรรณิการ์ สุภาภรณ์  รอบบริเวณร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่สมเป็นป่าดิบชื้น

เรามาถึง “เนินส่งญาติ” เป็นจุดแรก  ขุนเขาเบื้องหน้าดูสูงชัน เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ผู้นำทางจะบอกเราว่าเนินนี้ยังเด็กๆ ถ้าเทียบกับอีกหลายเนินข้างหน้าชื่อ “เนินส่งญาติ” มีที่มาจากครั้งที่พื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่สีแดง–พื้นที่สู้รบระหว่างฝ่ายรัฐกับพรรคคอมมิสต์แห่งประเทศไทยญาติพี่น้องของทหารไทยที่จะขึ้นไปประจำการบนภูสอยดาวจะพากันมาส่งและร่ำลาที่เนินแห่งนี้

จากนี้ไปเส้นทางจะสูงชันและยากลำบากยิ่งขึ้นจาก “เนินส่งญาติ” สู่ “เนินมรณะ” จากเนินส่งญาติต้องเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางยาวไกล แค่เห็นเส้นทางข้างหน้า ใจหนึ่งก็หวิวๆ แต่อีกใจก็ฮึด กัดฟันเดิน    ต้านแรงโน้มถ่วงของโลกไปตามทางซิกแซ็กขึ้นสู่เนินสูงลูกแล้ว  ลูกเล่า  จากเนินปราบเซียนไปสู่เนินป่าก่อและเนินเสือโคร่ง  ระยะทางที่ผ่านแม้ไม่ใกล้แต่ก็เดินสบาย ทั้งไม่สูงมากอย่างที่คิด จากนั้นเราก็ไปต่อยังเนินมรณะ เนินท้ายสุด

เนินมรณะเป็นที่สุดของความยากลำบาก ถึงขั้นเกือบถอดใจเส้นทางทั้งสูงทั้งชันและปลายทางซึ่งอยู่บนยอดเนินที่เห็นลิบๆก็พาให้แทบเข่าอ่อน  ร่างกายที่เริ่มเหนื่อยล้าแข้งขาที่เริ่มระบม ทำให้แต่ละก้าวเป็นไปค่อนข้างลำบาก เหมือนเราต้องแบกน้ำหนัก ของตัวเราเองอย่างนั้นทว่าในที่สุดพวกเราก็ขึ้นมายืนอยู่บนยอดเนินมรณะได้สำเร็จ  ธรรมชาติมอบรางวัลให้เราด้วยทิวทัศน์ของเทือกเขาภูสอยดาวอันงดงามเกินบรรยายเราพักชื่นชมกับของรางวัลสักครู่ แล้วออกเดินต่อ…อีกเพียง 800 ม. ก็จะถึงลานสนที่เราจะกางเต็นท์ค้างแรมกันคืนนี้

ตามหา “น้ำค้างกลางเที่ยง”

บนลานสนภูสอยดาวที่เรากางเต็นท์มีสำนักงานของอุทยานแห่งชาติฯโดยมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน ตั้งอยู่บริเวณลานสนตั้งอยู่บนความสูง 1,633 ม. จากระดับน้ำทะเล สูงพอที่จะทำให้อากาศบนลานนี้หนาวเย็น  ต้นไม้อย่างสนสามใบพากันยืนต้นสูงเป็นทิวแถวละเลียดสาย  หมอกขาว บนพื้นล่างมีดอกหงอนนาคสีม่วงอ่อนเบ่งบานชูช่อล้อลมอยู่เต็มท้องทุ่งหงอนนาคจะผลิดอกบานเมื่อฤดูฝนมาเยือน  ท่ามกลางความชุ่มชื้น หยาดน้ำค้างซึ่งแต่งแต้มที่ปลายกลีบดอกสีม่วงระเรื่อ ยามแสงแดดสาดส่อง เกิดเป็นประกายน้ำวิบวับไหวตามแรงลม ดูอ่อนหวานงดงามจับใจ  

แม้ในยามสายคล้อยเคลื่อนถึงเที่ยง หยาดน้ำค้างนั้นก็ยังคงอยู่  ผู้คนจึงเรียกขานเจ้าไม้ดอกนี้ในอีกชื่อว่า “น้ำค้างกลางเที่ยง”ลานสนบนภูสูงแห่งนี้ยังมีดอกไม้ที่ชวนกันผลิบานรับสายหมอกละอองฝนอีกหลายชนิด เช่นดอกกระดุมเงิน ดอกกุง ดอกลิลลี่ป่า ดอกดินแดง ดอกเอื้องหมายนาต่อให้ยากลำบากอย่างไร เมื่อได้มาพบสิ่งสวยงามบนลานนี้ ความเหนื่อยยากนั้นก็หายไปเป็นปลิดทิ้งโบกมือลาพระอาทิตย์ ก่อนนอนนับดาวยามค่ำคืน

พวกเราอ้อยอิ่งกันบนลานสนได้ไม่นานนักพระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาขอบฟ้า เราพากันไปยังจุดชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งอยู่ห่างจากลานกางเต็นท์เพียง  300 ม.  ทว่าสายหมอกแผ่คลุมทั่วผืนป่า เราจึงเห็นแสงสุดท้ายของวันแค่รำไร  ถึงอย่างนั้นเราก็มิได้ผิดหวังเพราะเมื่อค่ำคืนมาเยือน เราได้รับสิ่งชดเชยแสนประทับใจ

ท้องฟ้าเหนือลานสนยามดึกมืดมิดกว่าท้องฟ้าในเมืองใหญ่ แสงระยิบระยับของดาวล้านดวงเต็มฟ้ากว้างจึงทอประกายกระจ่างชัด ราวอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือถึงหมู่ดาวบนลานสนดูใกล้ถึงเพียงนี้ แล้วหากเป็นภูสอยดาว ภูสูงสุดของเทือกเขานี้ ดวงดาวจะอยู่ชิดใกล้ เราเพียงใด หรือเสมือนจะสอยดาวนั้นมาเป็นของตนได้…

บนลานสนตอนเช้าตรู่อากาศแจ่มใส เราวางแผนออกสำรวจธรรมชาติบริเวณรอบๆมีเจ้าหน้าที่นำทางพาเราเดินไปยังน้ำตกขุมพบที่เพิ่งสำรวจพบแต่ยังไม่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้วยสภาพป่าที่รกทึบและเส้นทางปีนป่ายไปตามไหล่  ผาสูงนั้นชื้นแฉะค่อนข้างอันตราย  พวกเราเดินอย่างระมัดระวัง ถ้ามีกิ่งไม้ก็ยึดเหนี่ยว   พยุงตัวขึ้นไป

แล้วก็ถึงน้ำตกที่ว่า  น้ำตกกลางป่าทึบแห่งนี้ดารดาษด้วยไม้หลากพันธุ์ ทั้งเมเปิลสีแดงสด เห็ด เฟิน กล้วยไม้ป่าหลายสีจากนั้นเราเดินลัดเลาะไปตามลำธารสู่น้ำตกสายทิพย์  ยิ่งสูงขึ้นไปแต่ละชั้น ความสวยงามของน้ำตกก็ยิ่งเผยให้เห็น  ความชุ่มชื้นของผืนป่ารอบๆ น้ำตกเอื้อให้มอส     เจริญงอกงามจนดูคล้ายพรมกำมะหยี่สีเขียวสด  ไลเคนวงสีขาวๆ เทาๆก็มีขึ้นใน   

บริเวณนี้ด้วยไลเคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่บ่งชี้ถึงสภาพอากาศอันบริสุทธิ์ เพราะมันไม่สามารถเติบโตได้หากสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นมีมลพิษการเดินสำรวจธรรมชาติวันนั้นปิดท้ายด้วยการตระเวนเข้าไปใกล้เขตแดนลาว พร้อมถ่ายภาพคู่หลักเขตชายแดนไทย-ลาวเป็นที่ระลึก โดยมีภูสอยดาวเป็นฉากหลังแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องลาจากภูสอยดาว 

เราเที่ยวชมทุ่งดอกหงอนนาคอีกครั้งก่อนอำลาทริปสุดทรหดแต่แสนประทับใจ

ภูสอยดาวสูงเป็นอันดับ 3 ของไทยอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวมีพื้นที่ประมาณ 212,798 ไร่    หรือ 340.47 ตร.กม. อยู่ในเขตอำเภอน้ำปาด อำเภอบ้านโคก  จังหวัดอุตรดิตถ์ และ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก  ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนต่อเนื่องกับเทือกเขาในประเทศลาว  

มีภูสอยดาวเป็นยอดสูงสุด สูงถึง 2,102 ม. จากระดับน้ำทะเล และสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ (อันดับ 1 คือดอยอินทนนท์  อันดับ 2 คือดอยหลวงเชียงดาว ใน จ. เชียงใหม่)ข้อมูลควรรู้ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ค. มีการปิดฟื้นฟูสภาพป่าบนลานสนภูสอยดาว

เส้นทางเดินขึ้นลานสนภูสอยดาวค่อนข้างลำบาก ส่วนใหญ่เป็นทางสูงชัน ระยะทางราว6.5 กม. ใช้เวลาเดิน 4-6 ชม. ดังนั้นควรตรวจสอบความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนมีเต็นท์และเครื่องนอนให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปค้างแรม แต่ต้องเตรียมอาหารและน้ำดื่มไปเองมีลูกหาบบริการ ค่าบริการ 30 บาท/กก.

ติดต่อสอบถามที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ต. ห้วยมุ่น อ. น้ำปาด จ. อุตรดิตถ์ 53110   โทร. 0-5543-6001-2