จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 (COVID-19) ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ติดต่อได้ง่าย อีกทั้งยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค จึงทำให้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ มีผู้ป่วยสะสมเป็นจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตลงภายในระยะเวลาอันสั้นภายหลังจากการติดเชื้อ ดังนั้น เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 รัฐบาลจึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมไม่ให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง โดยรัฐบาลได้สั่งปิดกิจการบางประเภทเป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนเหมือนที่ผ่านมา

ภาพโดย Engin Akyurt จาก Pixabay จนกระทั่ง ปลายเดือนเมษายน 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดสามารถควบคุมได้ในวงจำกัด โดยความร่วมมือร่วมใจทุกภาคส่วน จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง และหน่วยงานทางด้านสาธารณสุขมีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วย ดังนั้น ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 รัฐบาลจึงได้มีมาตรการผ่อนคลายออกมาเป็นระยะ ๆ อนุญาตให้กิจการบางประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้ง เพื่อขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ มาตรการผ่อนคลายระยะต่าง ๆ มิได้เกิดจากการตัดสินใจจากฝ่ายการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการกะดมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันพิจารณาถึงความเหมาะสมว่า กิจการใดควรจะเปิดในช่วงระยะเวลาใด โดยพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของสังคมส่วนร่วมเป็นสำคัญ 

Advertisement

Advertisement

ดังจะเห็นได้ว่า มาตรการผ่อนคลายเป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า “เขาควาย” (Dilemma) คือ ไม่ว่าจะเปิดหรือไม่เปิดกิจการ ย่อมมีผลกระทบต่อผู้คนในสังคมทั้งสิ้น เพราะการเปิดกิจการท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นความเสี่ยงของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ พนักงานบริการ และผู้มาใช้บริการ คนเหล่านี้มีโอกาสจะเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งสิ้น แต่หากไม่เปิดกิจการอาจทำให้ธุรกิจขาดทุน เลิกกิจการ ผู้คนว่างงาน และปัญหาเศรษฐกิจระดับประเทศตกต่ำ

Advertisement

Advertisement

เราพร้อมแค่ไหนกับการคลาย Lockdown

หากจะถามถึงความพร้อมของผู้คนในการใช้ชีวิตท่ามกลางมาตรการผ่อนคลายมีมากน้อยเพียงใด สามารถรับฟังกระแสสังคมได้จากโซเชียลมีเดีย และบทสัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่องหลัก ที่มักจะได้ยินเสียงเรียกร้องว่า ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์ และพร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อให้คนเองและสังคมปลอดภัย หรือในส่วนของผู้ประกอบการก็พยายามปรับเปลี่ยนสถานบริการให้สอดรับกับนโยบายของทางรัฐ เพื่อให้ผู้มาใช้บริการปลอดภัยที่สุด 

อย่างไรก็ดี การถอดบทเรียนการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 จากต่างประเทศ เป็นสิ่งที่คนไทยควรเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น กรณีการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานบันเทิงในย่านอิแทวอน ทำให้มีผู้ป่วยโควิด-19 อย่างน้อย 168 ราย หรือการแพร่ระบาดระลอก 2 ณ เมืองฮาร์บิน เขตปกครองตนเองเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน โดยสันนิษฐานว่า พาหะนำโรคมาจากนักศึกษาชาวจีนที่เดินทางกลับมาจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 70 คน ดังจะเห็นได้ว่า ตราบใดที่มีการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน หรือการเคลื่อนย้ายของผู้คน โอกาสในการแพร่ระบาดระลอก 2 ย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

Advertisement

Advertisement

สถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศไทย แม้จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อรายใหม่จะลดลง รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตที่นิ่งอยู่เท่าเดิมมาหลายวันแล้ว แต่การใช้ชีวิตในช่วงมาตรการผ่อนคลาย และท่ามกลางโรคระบาด สิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องระลึกถึงเสมอ คือ “ไม่ประมาท การ์ดอย่าตก” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการ 5 ข้อหลักของกระทรวงสาธารณสุข คือ ล้างมือบ่อย ใส่หน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่างเสมอ รักษาความสะอาดของสถานที่ และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด รวมทั้งการใช้แพลตฟอร์มไทยชนะ Check in - Check out ก่อนและหลังการเข้าใช้บริการสถานประกอบการต่าง ๆ

ภาพโดย Gerd Altmann จาก Pixabay ส่วนคำแนะนำอื่น ๆ ที่ได้ยินบ่อย ๆ จากคุณหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ในฐานะโฆษกศูนย์บริกหารสถานการณ์โควิด-19 คือ ออกจากบ้านให้น้อยที่สุด การทำงานที่บ้าน การเหลื่อมเวลาเข้างาน ใช้เวลาในพื้นที่ชุมชนแออัดให้น้อยที่สุด และเด็กกับผู้สูงอายุยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อและล้มป่วยรุนแรง จึงไม่ควรออกจากบ้านมาใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น ๆ ในช่วงเวลานี้

หากเราทุกคนร่วมใจกันปฏิบัติตามได้ดังนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีจํานวนผู้ติดเชื้อลดลง และปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ... มาช่วยกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อที่เราทุกคนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างอิสระเหมือนที่ผ่านมานะคะ