เมื่อย้อนกลับไปในสงครามโลกครั้งที่2 เกิดสงครามระหว่างฝ่ายอักษะที่นำโดย เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น กับฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดย อังกฤษ สหรัฐอเมริกาและโซเวียต ทั้งสองฝ่ายได้ทำสงครามห่ำหั่นกันขยายไปทุกพื้นที่ทั่วโลกและหนึ่งในสมรภูมินั้นก็คือ ประเทศไทย เมื่อญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทยในวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ในระยะแรกไทยได้ต่อต้านการขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่น  

 

          จนมีคำส่งหยุดยิงจากจอมพลป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น โดยฝ่ายญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอว่าจะไม่ยึดประเทศไทยและเคารพในความเป็นเอกราชของไทยหากไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทยไปบุกพม่าและอินเดียซึ่งเป็นอาณนิคมของอังกฤษ โดยการสร้างรถไฟเชื่อมจากไทยไปพม่า ซึ่งต่อมาเส้นทางรถไฟสายนี้ก็มีชื่อเรียกในปัจจุบันว่า ทางรถไฟสายมรณะ

Advertisement

Advertisement

เครื่องบินในสงครามโลกCR ภาพถ่ายโดยพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียในUnsplash

 

           การที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ไทยต่อให้ญี่ปุ่นจะบอกว่าเคารพในความเป็นเอกราชของไทยแล้วก็ตามแต่การกระทำเช่นนี้ก็ทำให้ประชาชนคนไทยต่างขุ่นข้องหมองใจว่าการที่ญี่ปุ่นทำเช่นนี้ ชาติของเรายังเป็นเอกราชอยู่ได้หรือ? จนสร้างความไม่พอใจแก่คนไทยหลายคนต่อทหารญี่ปุ่นถึงได้ก่อกำเนิด ขบวนการเสรีไทยที่ใช้ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น  

ตรวจแถวทหารภาพถ่ายโดยBritish LibraryบนUnsplash

 

           ถึงอย่างนั้นทางญี่ปุ่นเองก็ทราบถึงปัญหาในข้อนี้จึงได้พยายามผูกสัมพันธไมตรีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนไทย แต่ก็ยังมีปัญหาหลายประการที่ทำให้คนไทยแทนที่จะชื่นชอบญี่ปุ่นกลับทำให้รังเกียจญี่ปุ่นหนักไปกว่าเดิม เช่น การที่ไทยเสนอจะสร้างที่พักทหาร1กองพันบริเวณสวนลุมพินี และเสนอให้กองพันประจำประเทศไทยใช้ที่พักตรงนั้น แต่ทางญี่ปุ่นกลับปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยโดยอ้างว่าที่สวนลุมพินีนั้นเปียกเฉะ        ฝ่ายญี่ปุ่นได้ตอบปฏิเสธไปอย่างสิ้นเชิง และได้เรียกร้องเอาห้องเรียนของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาใช้เป็นที่พักแทน ซึ่งจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนของบุคลากร นิสิตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นอย่างมากและเรื่องนี้ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยรู้สึกเจ็บช้ำต่อญี่ปุ่น

Advertisement

Advertisement

 

ทหารตั้งแนวรบภาพถ่ายโดยBritish LibraryบนUnsplash

 

              แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทหารญี่ปุ่นย่ำยีศักดิ์ศรีของคนไทยโดยนึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย คือการที่ทหารญี่ปุ่น"ตบหน้าคนไทย"        การตบหน้าถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งในกองทัพญี่ปุ่นที่ผู้บังคับบัญชาจะตบหน้าทหารผู้กระทำผิดเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนไทยแล้วการตบหน้าหรือตบศรีษะนั้นถือเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีอย่างถึงที่สุดเพราะคนไทยถือว่าศรีษะหรือใบหน้าเป็นของสูงจะให้ผู้อื่นมาแตะหรือตบไม่ได้เด็ดขาด  ประเพณีเช่นนี้เองที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นต้องถึงคราวตกต่ำ เป็นเหตุให้นายดิเรก ชัยนาม เอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่น ต้องรีบเดินทางไปพบนายพลนากามูระ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายดิเรกได้กล่าวต่อท่านนายพลว่า

Advertisement

Advertisement

การตบหน้าของทหารญี่ปุ่นนั้นเป็นสิ่งที่ทำลายสัมพันธมิตรไทย-ญี่ปุ่นให้หมดสิ้นไป คนไทยนั้นถือว่าการถูกตบหน้าหรือตบหัวโดยคนอื่นเป็นการดูถูกดูแคลนอย่างที่สุด เขาต้องต่อสู้จนตัวตาย ขอให้ผู้บัญชาการสั่งทหารญี่ปุ่นยุติการตบหน้าคนไทยโดยสิ้นเชิง ถ้าทำเรื่องแค่นี้สำเร็จ สัมพันธไมตรีไทย-ญี่ปุ่นจะดีขึ้นกว่านี้เป็นหลายเท่า ข้าพเจ้าแสดงความคิดเห็นโดยตรงไปตรงมาในฐานะเป็นมิตรสนิทของท่านผู้บัญชาการ ขอให้ท่านเอาใจใส่เรื่องนี้เป็นพิเศษด้วย

           หลังจากที่ท่านนายพลนากามูระได้ฟังคำกล่าวของนายดิเรกแล้วก็รู้สึกสลดต่อการกระทำของทหารญี่ปุ่นพร้อมทั้งขอบคุณนายดิเรกที่ได้ช่วยชี้แนะเรื่องที่ละเอียดอ่อน และท่านนายพลนากามูระก็ได้สั่งการให้ทหารทุกลำดับชั้นยกเลิกประเพรีการตบหน้าหรือตบหัวต่อคนไทยโดยสิ้นเชิง

 

รูปภาพหน้าปกโดย ภาพโดย かねのり 三浦 จาก Pixabay

อ้างอิงจาก:หนังสือความทรงจำของนายพลนากามูระ