ในสังคมทุนนิยมที่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอย่างเข้มข้น หลายๆคนอาจจะเคยเห็นข่าวผู้คนมากมายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและสุดท้ายจบลงด้วยความตาย เราต่างเคยตั้งคำถามกับหัวข้อข่าวเหล่านี้ว่าทำไมพวกเขาถึงคิดสั้นแบบนี้ไม่สงสารคนที่รักบ้างเลยหรือยังไง บ้างก็เข้าไปแนะนำให้เข้าวัดบ้างล่ะ มองว่าเป็นบ้าบ้างล่ะ เรียกร้องความสนใจ ล้อเลียนต่างๆนาๆ

newspaperPhoto by Bruno Moretti from Pexels

 

โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หรือจะใช้เวลารักษาแค่ชั่วครู่ คนที่มีแม่ที่เคยอยู่ในภาวะซึมเศร้าก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้ ส่วนตัวผู้เขียนเองไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะกลายมาเป็นผู้ป่วยของโรคนี้ ผู้เขียนเริ่มมีภาวะอารมณ์ผิดปกติตั้งแต่อยู่มัธยมปลายสตรีล้วนแห่งหนึ่ง โชคร้ายที่ผู้เขียนไม่ใช่คนที่ดีนักเลยโดนเพื่อนๆ รุมบูลลี่อย่างหนักในทุกๆวันบางครั้งถึงขั้นเคยมีคนเอาลิขวิดมาเขียนที่โต๊ะนักเรียนว่า "เ*ือก" เต็มไปหมด และคุณครูก็ไม่ใช่ที่พึ่งที่ดีนัก

Advertisement

Advertisement

blภาพโดย Gerd Altmann จาก Pixabay 

โชคดีที่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยบังเอิญได้ไปอยู่ในสังคมเพื่อนที่น่ารักที่สามารถคอยพึ่งพาอาศัยกัน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเด็กกิจกรรมไปซะแล้ว การเรียนดีกิจกรรมเด่น ดูเหมือนชีวิตจะดีแล้วแต่มันก็ดีแค่เบื้องหน้า 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยเป็น 4 ปีที่หนักหน่วง

  • 8 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น เป็นเวลาเรียน 
  • 5 โมงเย็นจนถึง 2 ทุ่ม ทำกิจกรรมของคณะฯ
  • 3 ทุ่มจนถึงตี 1 ทำโปรเจค
    บางวันแทบไม่ได้ทานข้าว การทุ่มเททั้งการเรียนและกิจกรรมทำให้ผู้เขียนได้รับคะแนนเสียงให้เป็นนายกสโมสรนักศึกษาของคณะ ผู้เขียนรู้สึกยินดีที่ได้รับการยอมรับจากทั้งนักศึกษาและอาจารย์ แน่นอนว่าที่บ้านยื่นคำขาดว่าไม่อยากให้เป็นแต่ถ้าจะเป็นเกรดเฉ,ี่ยจะต้องไม่ต่ำกว่า 3.00 นั่นทำให้ผู้เขียนต้องอดหลับอดนอนตั้งใจทำทุกๆอย่างอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาถึง 4 ปี 

Advertisement

Advertisement



ldภาพประกอบ https://www.pexels.com/photo/photo-of-people-doing-handshakes-3183197/

การทำเพื่อส่วนรวมและตัวเองอย่างหนักถึง 4 ปีส่งผลให้มีบริษัทเล็กๆบริษัทหนึ่งทาบทามให้ผู้เขียนไปทำงานด้วยตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ความบันเทิงมันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นอีกครั้งเมื่อพวกเขาให้ผู้เขียนเริ่มงานตั้งแต่ตอนที่ผู้เขียนกำลังทำโปรเจคจบ นั่นมันนรกบนดินชัดๆถ้าไม่อยู่มหาลัยก็ต้องเข้าออฟฟิตความเครียดเริ่มทวีคูณ และยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกเมื่อมีปัญหากับพนักงานข้างในบางกลุ่ม แล้ววันหนึ่งก็ถึงจุดที่ร่างกายของผู้เขียนไม่ไหวอีกต่อไป เงินที่ได้มาไม่คุ้มค่ากับสุขภาพที่เสียไปเลยซักนิด เวลานั้นมีอีกบริษัทเข้ามาเสนองานใหม่ให้พร้อมเงินเดือนที่สูงกว่า และแน่นอนว่าทุกที่มีปัญหาของตัวเองครั้งนี้ผู้เขียนเจอปัญหาที่หนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก แต่ยังโชคดีที่เลิกงานเป็นเวลาไม่โต้รุ่งเหมือนที่เก่า ด้วยเนื้องานที่ผู้เขียนทำมันเป็นงานที่อยู่กับความเครียดตลอดเวลา แถมยังโดนเพื่อนร่วมงานคอยเลื่อยขาเก้าอี้ แฟนที่คบกันมาหลายปีโดนเรียกตัวกลับบ้านไม่มีกำหนดกลับ ครอบครัวไปเที่ยว 2 เดือนเต็ม เพื่อนสนิทไปเกณฑ์ทหาร เพื่อนคนอื่นๆเริ่มแยกย้ายกันไปทำงานในบ้านเกิด จนถึงวันหนึ่งเริ่มมีความคิดที่ผุดเข้ามาในหัวว่า "เกิดมาทำไม" "ทำไมเราต้องเกิดมาแล้วเหนื่อยขนาดนี้" "ทำไมคนที่ตายต้องเป็นพี่ ทำไมไม่เป็นเราที่ตายแทน" แล้ววันหนึ่งผู้เขียนได้ยินเพื่อนร่วมงานด่าว่าเสียๆหายๆจึงลุกไปคุยด้วยปรากฏว่าทุกคนงงเพราะเพื่อนร่วมงานคนนั้นยังไม่ได้พูดอะไรซักคำ และทุกคนยืนยันแบบนั้น(เริ่มมีอาการหูแว่ว) ผู้เขียนเริ่มสังเกตุถึงความผิดปกติของความคิดตัวเองและจัดการกับความคิดเหล่านี้ไม่ได้ 

Advertisement

Advertisement

over thinภาพประกอบ https://www.pexels.com/photo/grayscale-photography-of-woman-sitting-on-sofa-2423954/

ผู้เขียนตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ คิดว่าแค่เครียดเกินไปและอยากนอนหลับพักผ่อนได้อย่างปกตินั่งเล่าเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กจนโตจนกระทั่งคลีนิคปิด สุดท้ายแล้วคุณหมอแจ้งว่าผู้เขียนเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังต้องรักษาโดยใช้ยาและจิตบำบัดร่วม ผู้เขียนยอมรับความจริงในข้อนี้ไม่ได้ทำให้ส่งผลกระทบกับชีวิตอย่างหนัก ผู้เขียนตัดสินใจแจ้งเรื่องนี้ให้กับหัวหน้างานถึงสิ่งต่างๆในเบื้องต้นและได้รับอนุญาตให้หยุดงานชั่วคราว ผู้เขียนใช้เวลาทำใจราวๆ 2-3 วันก่อนจะบอกเรื่องนี้กับแฟนและครอบครัวของตัวเอง แม่ของผู้เขียนร้องไห้หนักมากนั่นทำให้ผู้เขียนยิ่งใจสลาย ผู้เขียนเริ่มปิดกั้นตัวเองจากทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนครอบครัวเพื่อนร่วมงานและใช้เวลาทบทวนความคิดของตัวเอง จำได้ว่าช่วงนั้นมีความคิดอยากตายอยู่ทุกๆวัน ความภูมิใจในตัวเองหายไปจนหมด 

 

หลังจากที่รักษาตัวอย่างจริงจังเป็นเวลาเกือบ 1 ปีผู้เขียนรู้สึกถึงชุดความคิดและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปในทางที่ดี ไม่ได้มีความคิดอยากจะตายในทุกๆวันเหมือนเมื่อก่อน เหลือแค่เพียงความยินดีที่จะตายหากวันนั้นมาถึง และทำทุกวันให้ดี

 

วิธีการฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วยตัวเองควบคู่กับการทานยา

  • ให้ยอมรับในความรู้สึกของตัวเอง เช่น โกรธ เกลียด ตั้งชื่อความรู้สึกของตัวเอง
  • เขียนไดอรี่ความรู้สึกนึกคิดที่ชัดเจนที่สุดก่อนนอน
  • เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าคิดฟุ้งฟ่านให้เปลี่ยนอริยาบท เช่นกำลังนั่งอยู่ให้ลุกขึ้นไปหาอะไรทำ
  • ถ้าจมปลักกับชุดความคิดลบ หาคนที่เข้าใจและระบายมันออกไป หรือถ้าไม่มีใครรับฟังให้โทรไปสายด่วนสุขภาพจิต 1323
  • หากิจกรรมทำเป็นงานอดิเรก เช่นหัดทำอาหาร ออกกำลังกาย
  • "ช่างหัวมัน" ให้ได้ ลดความสนใจใส่ใจคนอื่นลง 

***ทานยาอย่าให้ขาด ยาจิตเวชไม่สามารถทานร่วมกับแอลกอฮอได้ อย่าหยุดยาเองโดยเด็ดขาด

 

ถ้ารักษาจนหายแล้วต้องรักษาสุขภาพกายสุขภาพจิตให้ดี ถ้ากลับมาเป็นซ้ำจะรักษาให้หายยากกว่าเดิมและใช้เวลานานยิ่งขึ้นไปอีก

 

ภาพหน้าปก https://www.pexels.com/photo/adult-alone-black-and-white-dark-551588/