ภาพประกอบปกบทความจาก freepik


สมัยก่อนในยุคที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ เวลาที่แพทย์จะสั่งยาให้ผู้ป่วยก็จะต้องเขียนข้อความลงไปในกระดาษที่เรียกว่าใบสั่งยา หลังจากนั้นใบสั่งยาก็จะถูกส่งต่อไปยังเภสัชกรเพื่อทำการจัดและจ่ายยาให้กับผู้ป่วยต่อไป ซึ่งบางคนอาจจะเคยได้เห็นภาพของใบสั่งยาที่เขียนด้วยลายมือแพทย์กันมาบ้าง บางท่านก็เขียนสวยราวกับคัดลายมือ บางท่านก็เขียนแบบลายมือทั่วไปอ่านได้เข้าใจดี แต่แพทย์บางท่านก็เขียนราวกับว่าไม่ต้องการให้ใครเข้าใจว่ายาที่สั่งนี้คือยาอะไร แต่ไม่ว่าจะเขียนมาแบบไหน ส่วนใหญ่เภสัชกรก็จะสามารถอ่านออกและเข้าใจได้หมดราวกับมีวุ้นแปลภาษา

สำหรับในบทความนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นเภสัชกรก็จะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับการอ่านลายมือหมอให้ได้ฟังกันค่ะ ว่าจริง ๆ แล้วการอ่านลายมือขยุกขยุยของคุณหมอบางท่านนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่ต้องอาศัยความรู้แล้วก็เทคนิคอีกเล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ

Advertisement

Advertisement

The doctor writes a prescription pil Premium Photo

ภาพจาก freepik

การเขียนคำสั่งใช้ยา เขียนอย่างไร ?

การเขียนใบสั่งยานั้นจะมีการเริ่มต้นด้วยตัวอักษร Rx ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิชาชีพเภสัชกรรม มาจากคำว่า Recipe  ในภาษาละติน ซึ่งจะเขียนขึ้นเพื่อใช้แสดงว่ารายการที่ระบุด้านล่างลงไปนี้เป็นรายการยาที่เภสัชกรจะต้องทำการจ่ายให้กับผู้ป่วย ดังนั้นหากเห็นตัวอักษร Rx เมื่อไหร่ก็แปลว่าบรรทัดถัดไปจะต้องเป็นชื่อยาแน่ ๆ เลย

การเขียนชื่อยานั้น เพื่อความชัดเจนที่สุดจะต้องเขียนเป็นชื่อเต็มโดยไม่ใช้อักษรย่อนะคะ เพราะยาหลาย ๆ ตัวอาจมีชื่อที่คล้ายกันมาก การเขียนเป็นอักษรย่อจึงอาจเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดได้ อีกทั้งแพทย์จะต้องมีการระบุขนาดมิลลิกรัมของยาไว้อย่างชัดเจนหลังชื่อยาอีกด้วย เนื่องจากยาบางตัวอาจมีหลายขนาด และต่อจากขนาดยาก็จะเป็นการระบุวิธีใช้ยาพร้อมกับจำนวนที่จะต้องจ่ายเอาไว้ท้ายสุดค่ะ

Advertisement

Advertisement

Medical insurance concept Free Photo

ภาพจาก freepik

และสำหรับการเขียนระบุวิธีใช้ยานั้น เช่น จะให้กินครั้งละครึ่งเม็ด จะให้ฉีด เราจะไม่เขียนระบุเป็นข้อความนะคะ แต่จะใช้ตัวอักษรย่อที่มาจากภาษาละตินหรือตัวย่อภาษาอังกฤษค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

- เวลาในการรับประทานยา : ac = ก่อนอาหาร, pc = หลังอาหาร, hs = ก่อนนอน, prn = เฉพาะเวลามีอาการ

- ช่องทางในการใช้ยา : iv = ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ, po = รับประทาน, sl = อมใต้ลิ้น, ed = หยอดตา

- หน่วยวัดขนาดยา : tbsp. = ช้อนโต๊ะ, tsp = ช้อนชา

- จำนวนครั้งในการให้ยา : OD = วันละ 1 ครั้ง, BID = วันละ 2 ครั้ง, q....h = ให้ทุก....ชั่วโมง, prn = เฉพาะเวลามีอาการ

ดังนั้น หากแพทย์ต้องการสั่งใช้ยาโดยจะให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า ก็จะเขียนได้ดังนี้ค่ะ

Advertisement

Advertisement

…ชื่อยา (ขนาดยา)…. 1x1 PO ac

Hands of female gp making notes with silver pen Premium Photo

ภาพจาก freepik

และสำหรับคุณหมอบางท่านที่อาจจะลายมือไม่สวยหรือเร่งรีบเขียนคำสั่งใช้ยาจนทำให้ชื่อยาออกมาไม่ชัดเจน เภสัชกรก็จะทำการคาดเดาชื่อยานั้นโดยดูจากหลาย ๆ องค์ประกอบด้วยกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นขนาดยาที่จะต้องระบุไว้ท้ายชื่อยา ประกอบกับ วิธีการใช้ยา 

แต่หากคุณหมอไม่ได้ระบุมิลลิกรัมเอาไว้ หรือเขียนวิธีใช้ยาที่ไม่ชัดเจนอีก ก็อาจจะต้องคาดเดาจากภาวะโรคของผู้ป่วยว่าตอนนี้เค้ามีอาการอย่างไร เป็นอะไรมา หรือหากสงสัยว่ายาที่สั่งนี้น่าจะเป็นรายการยาโรคเรื้อรังที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่องก็จะไปดูประวัติย้อนหลังว่ายาที่หมอสั่งนั้นใกล้เคียงกับยาเดิมที่ผู้ป่วยเคยใช้มาหรือไม่

Cropped doctors discussing medical document in team Free Photo

ภาพจาก freepik

ดังนั้น ถ้าเราเห็นหมอสั่งยามาเป็น Pxxx (500) 1xxx 4-6 h ก็จะทราบได้ทันทีว่ายารายการนี้คือ Paracetamol ขนาด 500 มิลลิกรัม ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง เฉพาะเวลามีอาการปวดหรือมีไข้ เนื่องจากชื่อยาที่ขึ้นต้นด้วยตัว P มีขนาดยา 500 มิลลิกรัม ให้ทุก 4-6 ชั่วโมงก็จะมีแค่ยา Paracetamol ค่ะ

แต่หากยังไม่สามารถอ่านได้จริง ๆ หรือการคาดเดานั้นมีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนได้ เภสัชกรก็มีความจำเป็นที่จะต้องโทรกลับไปสอบถามคุณหมออีกครั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น Mxx 1x1 pc ซึ่งเขียนชื่อยาขึ้นต้นด้วยตัว M และไม่ได้ระบุมิลลิกรัมของยาเอาไว้ ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ทั้งยา MTX ที่ย่อมาจากชื่อยา Methotrexate ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกัน หรืออาจเป็นชื่อยา MTV ที่ย่อมาจาก Multivitamin ซึ่งเป็นยาวิตามินรวม ซึ่งหากแพทย์ตั้งใจสั่ง MTX แต่เภสัชกรเข้าใจว่าเป็น MTV แล้วจ่ายยา MTV ไป ก็จะทำให้คนไข้ได้ยาไปผิดคือได้วิตามินแทนยากดภูมิคุ้มกันซึ่งอาจส่งผลให้ภาวะโรคของคนไข้กำเริบขึ้นมาได้ แต่หากแพทย์ตั้งใจสั่ง MTV แล้วเภสัชกรจ่าย MTX ไป คนไข้ก็อาจจะเกิดอันตรายจากอาการข้างเคียงของยากดภูมิคุ้มกันที่ได้รับได้ค่ะ 

Heathcare concept Free Photo

ภาพจาก freepik

และจากตัวอย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ถึงแม้ว่าเภสัชกรจะมีความเชี่ยวชาญในการอ่านคำสั่งใช้ยาของแพทย์สักเพียงใด แต่ในการทำงานก็อาจเกิด Human Error ขึ้นได้ อย่างเช่น เภสัชกรอาจจะตาลาย หรืออาจจะเข้าใจผิดไปจริง ๆ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยจะเห็นได้ว่าการเขียนคำสั่งใช้ยาให้ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเภสัชกรก็จะต้องตรวจสอบคำสั่งใช้ยานั้นให้มั่นใจก่อนที่จะจ่ายยาเสมอ ซึ่งในปัจจุบันเกือบทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศจึงมีการสั่งยาผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์แทนการเขียนลงบนใบสั่งยา ก็จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการอ่านคำสั่งใช้ยาลงไปได้ค่ะ ดังนั้นผู้ป่วยจึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับยาอย่างถูกต้องอย่างแน่นอน