ในช่วงเวลาสิ้นแสงอาทิตย์ พื้นนภามืดสนิทมีเพียงแสงดาวดวงเล็กๆ ระยิบห้อมล้อมจันทราซึ่งเหลือเพียงเสี้ยวหนึ่ง คงเป็นห้วงเวลาแห่งการพักผ่อนในกิจวัตรของพวกเรา แต่สำหรับที่นี่ เวลานี้คือจุดเริ่มต้นของความสนุกเฮฮาและปาร์ตี้ลมเย็นๆ พัดจากทะเล ขณะผมและเพื่อนๆ เดินสำรวจชายหาด  แสงสว่างที่ถูกจุดขึ้นทั่วบริเวณย้อมทรายสีขาวสะอาดเป็นสีสันฉูดฉาด  เก้าอี้โต๊ะถูกจัดเข้าคู่รอต้อนรับแขกผู้หลงใหลในเสน่ห์ของสุราและเสียงดนตรี

phanga7

เสียงตื๊ดๆ ดังขึ้นพร้อมๆ โทรศัพท์สั่น “หนีไปเที่ยวฟุลมูนปาร์ตี้ละสิ” ข้อความปรากฏขึ้นในไลน์(LINE) แอปพลิเคชันส่งข้อความสุดฮิตในโทรศัพท์มือถือ หลังจากเรานิวฟีดรูปพระจันทร์เสี้ยว ท้องทะเลสีดำ และชายหาดสีฉูดฉาด ที่หาความคมชัดของภาพไม่ได้ ขึ้นเป็นทอปคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก

>>>31 ชั่วโมงที่แล้ว

พวกเราแลนดิงสู่สนามบินนานาชาติสมุย บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยเครื่องบินของสายการบินไทย  รถตู้คันใหญ่นำ พวกเราออกจากสนามบินพลางสำรวจสมุยไปตามทางหลวงหมายเลข 4169 ซึ่งเป็นถนนรอบเกาะ  เดิมสมุยมีบังกะโลเพียงไม่กี่หลัง แต่ปัจจุบันมีรีสอร์ตและโรงแรมนับร้อยแห่งเอาใจนักท่องเที่ยว 

phanga11

ทว่าครั้งนี้เราขอจัดให้สมุยเป็นเพียงทางผ่านไปสู่เกาะใกล้เคียงกันอย่างเกาะพะงัน เกาะสวรรค์ที่พวกเราอยากเฟ้นหาความเป็น “Very Phangan” - “พะงันที่แท้จริง”ที่เกาะสมุย พอถึงห้องพักเราก็โยนกายลงบนเตียงนุ่มๆ ผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่สะสมมาตลอดการเดินทาง แล้วเตรียมพร้อมรับความสุขและความสนุกที่รออยู่ในวันพรุ่งนี้

>>>14 ชั่วโมงที่แล้ว

ความตื่นเต้นเร้าสมองให้กระปรี้กระเปร่าตั้งแต่ตี 5  พวกเรามาถึงท่าเรือของบริษัทเรือเร็วลมพระยาก่อนนักท่องเที่ยวจะพลุกพล่าน  จากจุดนี้มองเห็นเกาะพะงันอยู่ไม่ไกล  กินมื้อเช้าเสร็จ แดดเริ่มสาดแสงแรงขึ้น เรือลำใหญ่ที่เทียบอยู่ปลายสุดของท่าเริ่มสตาร์ตเครื่อง พนักงานประจำเรือเป่านกหวีดเรียกนักท่องเที่ยวที่หลบแดดตามทิวไม้ให้เข้าแถวขึ้นเรือเที่ยว 08.00 น. เที่ยวแรกของวันเรือที่เรานั่งไม่ใช่เรือเฟอร์รีที่เคยเห็นชินตาเวลาไปเที่ยวเกาะ แต่เป็นเรือสปีดโบ๊ตรูปทรงทันสมัย เรียกกันเก๋ๆ ว่า “คาตามารัน” (catamaran) บรรทุกผู้โดยสารได้หลายร้อยคน 

ลักษณะเด่นคือมีสองท้องเรือ อยู่กราบซ้ายและขวา ส่วนตรงกลางเป็นช่องโหว่ที่คลื่นลอดผ่านได้ ช่วยให้เรือแล่นได้เร็วขึ้น ว่ากันว่าเป็นเรือสปีดโบ๊ตขนาดใหญ่ที่เร็วที่สุดในอ่าวไทย

>>>11 ชั่วโมง 40 นาทีที่แล้ว

ใช้เวลาราว 20 นาทีก็มาถึงท่าเรือท้องศาลาทางฝั่งตะวันตกของเกาะพะงัน  คนไม่มีรถส่วนตัวมีสองทางให้เลือกเดินทางบนเกาะ นั่นคือจะเป็นคนขับหรือเป็นคนนั่ง  ถ้าอยากเป็นคนขับ บริเวณท่าเรือมีมอเตอร์ไซค์ให้เช่า  แต่ถ้าไม่อยากขับก็มีรถสองแถวบริการ  ประเมินจากจำนวนคน พวกเราน่าจะเหมาะกับทางเลือกหลังมากกว่า  ยังไม่ทันมองหา โชเฟอร์สองแถวก็กรูเข้ามานำเสนอบริการ  

phanga18

หลังจากตกลงราคาเรียบร้อย พวกเราได้รถสองแถวสีน้ำเงิน-ขาวที่ข้างรถเขียนว่า “ท้องศาลา-หาดริ้น” เป็นเพื่อนตลอดทริปนี้ขอสารภาพว่าพวกเราแทบไม่รู้จักมุมอื่นของเกาะพะงัน ยกเว้น Full Moon Party จึงต้องทำการบ้านกันหนักและพบว่า เกาะพะงันมีจุดน่าสนใจหลายอย่าง อย่างชื่อ “พะงัน” ที่สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจาก “เกาะงัน” ภาษาถิ่นที่แปลว่าสันดอนทราย โดยสันดอนจะปรากฏขึ้นช่วงน้ำลด  หรือความเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขา ชุมชนจึงกระจุกตัวอยู่ไม่กี่แห่ง โดยเชื่อมด้วยถนนคดเคี้ยวที่ตัดผ่านช่องเขาจากท่าเรือท้องศาลา 

พวกเรามุ่งไปยัง หาดริ้น ที่อยู่ด้านใต้ของเกาะ  สองข้างทางเต็มไปด้วยสีเขียวของสวนมะพร้าวและยางพาราตัดกับสีหลังคาของบ้านเล็กๆ กลางสวนนั้น  ระดับความเร็วของรถสองแถวที่เรานั่งซึ่งปล่อยมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างบรรทุกมะพร้าวจนเกือบล้นเร่งแซงหน้าได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเราปล่อยใจไปจดจ่อกับสิ่งต่างๆ

ระหว่างทางการเป็นเกาะท่องเที่ยว เราจึงเห็นป้ายรีสอร์ต ร้านอาหาร และกิจกรรมต่างๆ มากกว่าป้ายสถานที่สำคัญของราชการ  เราสะดุดตากับป้ายในบริเวณหนึ่ง ป้ายแรกเขียนว่า Full Moon Party ป้ายถัดไปเขียน Half Moon Party ถัดไปอีกเป็นป้าย Black Moon Party  ดูราวกับคำ party เป็นคำพื้นถิ่นของที่นี่ และที่รู้มาปาร์ตี้ก็เป็นกิจกรรมทอปฮิตของเกาะหากลองให้นักท่องเที่ยวเขียนถึงกิจกรรมที่มาทำบนเกาะพะงัน ร้อยทั้งร้อยต้องมีคำว่า party เด่นหราบนหน้ากระดาษ โดยเฉพาะ Full Moon Party ที่เกิดขึ้นในปี 2530 โดยนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกคนหนึ่งเดินทางมาเที่ยวที่หาดริ้น ในคืนเดือนเพ็ญเขามานอนเล่นริมหาดแล้วสังเกตเห็นพระจันทร์กลมโตสวยงาม จึงเขียนแนะนำในหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่งว่า “เกาะพะงันเป็นจุดชมพระจันทร์ที่สวยติดหนึ่งในสามของโลก”  หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวก็เดินทางมาที่นี่และจัดปาร์ตี้เล็กๆ ขึ้น 

จนต่อมามีร้านอาหารกึ่งบาร์เปิดเพลงดังแดนซ์กระจายกระทั่งกลายเป็น Full Moon Party และแตกแขนงเป็นหลายปาร์ตี้ที่จัดทั้งในคืนข้างขึ้น ข้างแรม และคืนเดือนมืด ปาร์ตี้จึงเป็นเพียงเปลือกนอกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างขึ้นเคลือบความเป็น Very Phangan เอาไว้  ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะกะเทาะเปลือกนอกออกเพื่อยลความเป็นเนื้อแท้ของพะงันไม่นานนักรถสองแถวสีน้ำเงิน-ขาวก็มาจอดสนิทอยู่หน้าเบสท์-เวสเทิร์นพะงันบุรีรีสอร์ท ที่พักของพวกเราในคืนนี้ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหาดริ้นในกับหาดริ้นนอก  เราเข้าที่พักในเวลาใกล้เที่ยง กว่าจะหาอะไรรองท้องก็บ่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องรีบ เพราะโชเฟอร์เร่งให้ออกเดินทางเนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวให้ชมหลายจุด

>>>10 ชั่วโมงที่แล้ว

จุดหมายแรกคือ หาดเสด็จ  พวกเราเดินทางไปทางเหนือตามถนนลาดยาง แล้วเลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเข้าถนนลูกรังเป็นเวลา 30 นาที จึงมองเห็นหาดทรายและทิวมะพร้าวไกลลิบ  สิ้นเสียงรถเบรก พวกเราทยอยลงแล้ววิ่งปรี่ไปยังหาดทราย ลงสัมผัสริ้วคลื่นเย็นชื่นใจหาดเสด็จได้ชื่อมาจากการเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 5  พระองค์เสด็จประพาสเกาะพะงันถึง 14 ครั้งในปี 2431-2452 โดยเรือพระที่นั่งเทียบท่าที่บริเวณหาดเสด็จ และเกือบทุกครั้งพระองค์จะเสด็จฯ ไปสรงน้ำที่น้ำตกธารเสด็จซึ่งอยู่ก่อนถึงหาด 

changa

phanga1

phanga2

บริเวณชายหาดมีพระปรมาภิไธยย่อของรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 9 และพระนามาภิไธยย่อของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งทรงจารึกไว้คราวเสด็จประพาสเกาะนี้ด้วย

>>>9 ชั่วโมงที่แล้ว

พวกเรานั่งรถออกจากหาดเสด็จ  ระหว่างทางโชเฟอร์บอกว่า หาดต่อไปเป็นหาดที่สวยที่สุดของเกาะพะงันเวิ้งอ่าวกว้าง เม็ดทรายขาวละเอียดดุจแป้ง  เมื่อเรามาถึงก็ไม่ผิดคาดหาดท้องนายปาน ชื่อแปลกชวนให้ฉงน เราจึงเอ่ยถามโชเฟอร์ว่า “นายปาน” เป็นใคร ได้ความว่าเป็นชาวสงขลาที่ล่องเรือหนีโจรสลัดมาจนพบเวิ้งอ่าวรูปพระจันทร์เสี้ยวซ่อนตัวอยู่กลางป่าเขาเหมาะสำหรับหลบภัย จึงลงหลักปักฐานและดำเนินชีวิตเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวบ้านแถวนี้จึงเรียกกันติดปากว่าหาดท้องนาย-ปาน 

phanga3

phanga5

หาดนี้แบ่งเป็นสองช่วงคือหาดท้องนายปานน้อยและหาดท้องนายปานใหญ่ซึ่งมีเพียงเนินเขากั้น บรรยากาศไม่พลุกพล่านมาก และบริเวณหน้าหาดยังเป็นจุดดำน้ำตื้นชมปะการังด้วย  ปัจจุบันขับรถมาถึงหาดนี้ได้แล้ว แตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อน

>>>7 ชั่วโมง 15 นาทีที่แล้ว

พวกเรานั่งๆ นอนๆ บนหาดทรายขาวๆ เย็นๆ จนบ่ายคล้อย ก็เห็นโชเฟอร์กวักมือเรียกส่งสัญญาณว่าความสนุกบนหาดนี้กำลังจะจบลง จากนั้นรถสองแถวคันเก่งก็แล่นกลับลงใต้ตามทางเส้นเดิม ก่อนเลี้ยวไปทางท่าเรือท้องศาลาแล้ววกขึ้นเหนือ จากนั้นก็เข้าสู่ช่องเขาแคบระหว่างยอดเขาหรา ยอดเขาที่สูงที่สุดในเกาะพะงัน กับเขาตาหลวง  โชเฟอร์แวะจอดที่วัดจีนและศาลเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาตาหลวง ให้พวกเราเรียกน้ำย่อยกันเบาๆ ด้วยการชมทิวทัศน์หาดโฉลกหลำ จุดหมายต่อไปของเรา 

phanga14

จากมุมสูงที่กวาสายตาได้กว้างถึง 180 องศาจากศาลเจ้าแม่กวนอิมถนนลาดเอียงลงสู่ หาดโฉลกหลำ โชเฟอร์จึงปล่อยเกียร์ว่างให้รถไหลสร้างความตื่นเต้นกันเล็กน้อย  ชาวจไหหลำอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านโฉลกหลำในสมัยอยุธยา เมื่อ 250 ปีก่อน  อ่าวบริเวณหาดมีลักษณะโค้งคล้ายเกือกม้า จึงกันคลื่นลมได้ดี เหมาะเป็นท่าเทียบเรือประมง และยังอุดมด้วยปลาหลากชนิด 

phanga6

ช่วงเย็นแดดร่มอย่างนี้พวกเราชักชวนกันเดินรับลมที่สะพานปลาและริมหาด  เรือประมงนับร้อยลำอวดสีสันเป็นแบ็กกราวนด์สำหรับรูปซีสเคปสวยๆ  บางคนในกลุ่มซอกแซกถามชาวบ้านซึ่งกำลังเก็บหมึกแดดเดียวที่ตากไว้บนแผงยาว ชาวประมงพื้นนี้ช่างน้ำใจดีให้ข้อมูลแก่ทุกคำถามในชุมชนชาวประมงมีเรือนแถวไม้เก่าแก่ให้ชมท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบ เป็นอีกด้านของเกาะพะงันที่ซ่อนอยู่หลัง Full Moon Party  

phanga8

ที่นี่ยังมีอีกความพิเศษหนึ่ง นั่นคือร้านอาหารทะเลของชาวบ้านที่ปิ้งย่างกันสดๆ สนนราคาไม่แพง แถมยังเสิร์ฟบนโต๊ะริมหาดหลังบ้าน พวกเราจึงขอจองโต๊ะไว้ล่วงหน้า แล้วรีบไปดูสถานที่ไฮไลต์สองแห่งของเกาะพะงันก่อนแสงตะวันจะลาลับ

>>>5 ชั่วโมง 30 นาทีที่แล้ว

นั่งรถยังไม่ถึง 10 นาทีพวกเราก็มาถึง ทะเลแหวกแม่หาด ทะเลแหวกที่มีให้ชมตลอดทั้งปี เป็นสันทรายซึ่งอยู่ระหว่างหาดแม่หาดกับเกาะม้าที่อยู่ห่างออกไป 360 เมตร เกิดจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมหอบเอาเม็ดทรายมาทับถมกัน ล่วงเข้าเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือก็พัดหอบเม็ดทรายมาจากอีกด้านทับถมให้สันทรายสูงขึ้น

phanga9

phanga10

พวกเรามาได้เวลาที่เม็ดทรายมีสีเหลืองทองด้วยแสงอาทิตย์อัสดง จึงชักภาพกันเป็นการใหญ่ แต่ยังไม่ทันจุใจ เสียงเรียกของโชเฟอร์ก็ดังขึ้น เพราะยังเหลือไฮไลต์อีกแห่งคืออ่าวศรีธนูซึ่งตั้งอยู่ถัดจากหาดแม่หาดโชคดีที่พวกเรามาถึง อ่าวศรีธนู ในช่วงเวลาโพล้เพล้พอดี ถ่ายภาพมะพร้าวโน้มลำต้นเหนือทะเลได้อย่างสวยงาม  โชเฟอร์เล่าว่า มะพร้าวที่มีลักษณะแบบนี้เหลือเพียงต้นเดียวในเกาะ  เสียงลั่นชัตเตอร์ดังต่อเนื่องกระทั่งท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท

phanga12

 พวกเราจึงนั่งรถกลับไปที่บ้านโฉลกหลำเพื่อชิมอาหารทะเลอร่อยๆ และรอเวลาเดินทางสู่จุดหมายสุดท้ายคือถนนคนเดินบ้านท้องศาลาอาหารเย็นมื้อนั้นทำเอาพวกเราอิ่มแปล้ จึงรู้สึกยินดีมากที่จะได้ไปเดินย่อยกันที่ ถนนคนเดินบ้านท้องศาลา ซึ่งติดตลาดทุกวันเสาร์ 4 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม บนถนนสายตลาดเก่า 

phanaga13

แม้เป็นถนนสายสั้นๆ ทว่าอัดแน่นด้วยสิ่งน่าสนใจ โดยเฉพาะของกินพื้นถิ่นอย่างขนมขี้หมาต้วงหรือข้าวตู ลูกโกคั่วที่มีลักษณะคล้ายเกาลัด และอาหารทะเลสดๆ ราคาไม่แพงนัก  ส่วนใครมองหางานฝีมือเลิศๆ สวยๆ ก็มีเสื้อเพ้นต์ลายที่มีเฉพาะบนเกาะพะงัน ภาพวาด และโปสต์การ์ด  พวกเราช็อปพลางชมเรือนแถวไม้อายุเกือบ 100 ปีที่ในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าบนเกาะไปพลาง โดยมีเสียงดนตรีเพราะๆ ที่นักดนตรีบรรเลงกันที่ริมทางกล่อมอยู่ตลอด

>>>3 ชั่วโมงที่แล้ว

เมื่อกลับถึงเบสท์เวสเทิร์นพะงันบุรีรีสอร์ท เพื่อนคนหนึ่งสะกิดชวนไปเที่ยวหาดริ้นนอก บอกว่า “มาพะงันแล้ว ขอแวะไปดูหาดที่เขาจัด Full Moon Party สักหน่อย”  พอนัดแนะเวลาเรียบร้อย ต่างคนก็ต่างผลุบเข้าห้องพักของตนเพื่อเก็บของฝากที่ได้ติดไม้ติดมือมาและพักคลายความเหนื่อยล้า

>>>30 นาทีที่แล้ว

พวกเรารวมตัวกันที่หน้าล็อบบีเมื่อถึงเวลานัด เดินไปยัง หาดริ้นนอก ซึ่งอยู่ไม่ห่างนักจากรีสอร์ต  มีร้านขายของที่ระลึกและเสื้อผ้าเรียงรายตลอดทาง กระทั่งถึงบริเวณหาด เสียงดนตรีร็อกและป็อปที่เปิดประชันกันก็ดาหน้ามาต้อนรับเรา พาให้คิดไปว่า วันนี้ไม่ใช่วันพระจันทร์เต็มดวงยังครึกครื้นขนาดนี้ แล้ววันที่มีฟุลมูนปาร์ตี้จริงๆ บรรยากาศจะลามเลยไปถึงขนาดไหน  พวกเราเดินสังเกตความเป็นไปของหาดนี้ท่ามกลางเสียงเรียกลูกค้าของคนค้าขายที่นั่งอยู่หลังแผงขายสุรายาเมา

>>>1 นาทีที่แล้ว

“ตื๊ดๆ” เสียงเตือนจากไลน์ เพื่อนที่อยู่ห่างไป 600 กว่ากิโลเมตรส่งข้อความมาว่า “หนีไปเที่ยวฟุลมูนปาร์ตี้ละสิ”  ผมไม่รอช้า พิมพ์ตอบกลับไปว่า “วันนี้เป็นวันพระจันทร์เสี้ยว ไม่มีงานฟุลมูนปาร์ตี้หรอก แต่ฉันก็สนุกนะ เจอหลายเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งหาดทรายสวยงาม อาหารทะเลอร่อยๆ และมิตรภาพจากพี่โชเฟอร์ รวมถึงชาวบ้านที่โฉลกหลำ  จริงๆ เกาะพะงันมีมากกว่าฟุลมูนปาร์ตี้  มาพะงันก็ต้องมาเที่ยวแบบ Very Phangan สิ สะใจดี”

>>>1 วินาทีที่แล้ว

เพื่อนส่งข้อความกลับมาว่า “จริงป่ะ คราวหลังชวนไปเที่ยวบ้างดิ”  ผมอ่านแล้วยิ้มกริ่ม ก่อนละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์มองไกลไปยังจันทร์เสี้ยวดวงนั้น 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุราษฎร์ธานี โทร. 0-7728-8817-9, 0-7728-2828