หลายคนมักจะพลาดความงดงามของเมืองรองอย่างจังหวัดอ่างทอง ด้วยเพราะคิดว่าเป็นเมืองผ่าน แต่วันนี้นายรอบรู้ ขออาสาพาไปเปิดลายแทงตามหาสุดยอดแลนด์มาร์ค อ่างทอง เมืองรอง ต้องห้ามพลาด! 

แบกน้ำ ‘โคโคโคโร่’ ไปทำบุญ ที่วัดนางในธัมมิการาม

จะนิยามว่าวัด “นางในธัมมิการาม” แห่งนี้เป็นวัดแปลกก็อาจเป็นไปได้ ที่ต้องกล่าวเช่นนั้นเพราะที่แห่งนี้มีการแก้บนสุดแปลกที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน

เพียงภายนอกตัววัดก็ดูแปลกตาด้วยหอบูรพาจารย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงพ่อนุ่ม ธมฺมาราโม อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ สร้างเป็นทรงปั้นหยาสมัยโบราณ โดยสร้างคร่อมบนกุฎิหลังเก่าของหลวงพ่อนุ่มพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองวิเศษชัยชาญ ที่ผู้คนแห่แหนกันมากราบไว้ขอพรและเป็นที่มาแห่งตำนานน้ำโคโคโคโร่

ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าในอดีตครั้งที่หลวงพ่อนุ่มยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านได้นำน้ำหลากสีมาถวาย แต่หลวงพ่อได้ฉันน้ำสีดำแล้วโปรดปราน จึงถามผู้ที่นำมาถวายว่าคือน้ำอะไร แต่ด้วยเพราะได้ยินไม่ถนัดหลวงพ่อจึงพูดว่าน้ำโคโคโคโร่ จนสืบความได้ว่าเป็นน้ำอัดลมสีดำยี่ห้อหนึ่งนั่นเอง

ทุกวันนี้การแก้บนของที่นี่คือการถวายน้ำอัดลมสีดำ ในแต่ละวันน้ำอัดลมสีดำหลายร้อยแพ็คจะถูกนำมาไหว้แก้บนที่หอบูรพาจารย์ วางกองพะเนินเทินเป็นภูเขา เป็นภาพแปลกตาที่หาดูได้ที่นี่ที่เดียว 

แวะชิม ขนมโบราณ ที่ตลาดเก่าศาลเจ้าโรงทอง 

ข้ามฝั่งจากวัดนางในธัมมิการามเพียงไม่กี่ก้าว มุ่งหน้าสู่ย่านมนต์เสน่ห์ชุมชนเก่าแก่ 100 ปี แม่น้ำน้อย ที่ตลาดศาลเจ้าโรงทอง วันวานในอดีตผุดขึ้นทันทีที่ย่างเข้าสู่ตลาดศาลเจ้าโรงทอง ตลาดเรียบง่ายมีเพียงแผ่นไม้ขนาดใหญ่สลักชื่อตลาดทาทับด้วยสีทองสะดุดตา แขวนเหนือประตูทางเข้าเด่นพอที่จะให้นักท่องเที่ยวรับรู้ได้ว่าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

ตรอกซอยเก่ากับร้านขนมคนวัยเก๋าเรียงรายตลอดสองข้างทาง ภาพชินตาของขนมที่เคยกินในวัยเด็กหวนคืนอีกครั้ง พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของขนมบ้าบิ่นไส้มะพร้าวจากร้านบ้าบิ่นป้าเปีย ร้านเด็ดประจำตลาดที่ขายมานานกว่า 70 ปี ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ห้ามพลาด ความประหลาดใจเกิดขึ้นตลอดการเดินเที่ยวชมตลาด กองทัพขนมโบราณหลากชนิดถูกจัดวางอวดโฉมตลอดทาง ทั้งขนมสัมปันนีหรือสัมปะนี ขนมเกสรลำเจียก ขนมลูกเต๋า ขนมไข่ปลา แต่ที่สะดุดตาเป็นพิเศษคือขนมปลาที่มีลักษณะรูปทรงเหมือนปลาจริงๆ แต่ทำจากแป้ง อีกทั้งยังมีขนมมงคลแสนประณีตที่หาได้ยาก และไม่ควรพลาดที่จะซื้อติดไม้ติดมือกลับไป

เพลิดเพลินเดินหลงในดงของกินอยู่นาน แดดยามสายก็อาบไล่ทั่วตลาด จะแวะนั่งจิบชากาแฟโบราณก็เข้าที หรือจะเดินไปสักการะขอพรที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมก็อิ่มบุญ ความเพลินของการท่องโลกตลาดเก่าพบปะคนวัยเก๋ากับเรื่องราวอดีตผ่านตลาดร้อยปี ถือเป็นสเน่ห์ที่น่าหลงใหลของสถานที่แห่งนี้

หวนคืนยุคทองกวาว บ้านทุ่งอ่างทอง

ภาพทุ่งนาผืนเขียวโอบล้อมรอบกายมักทำให้คิดถึงบรรยากาศละครย้อนยุค “มนต์รักลูกทุ่ง” หรือไม่ก็หนังแนว “แหยมยโสธร” ภาพวิถีชีวิตคนท้องทุ่งเป็นสิ่งที่หาชมได้ไม่ยากนัก แต่การกลับไปคลุกคลีใช้ชีวิตแบบชาวนาชาวไร่มากกว่าที่หาทำได้ยากในปัจจุบัน

ความโหยหาบรรยากาศท้องนาตามชนบทพรั่งพรูตลอดเส้นทางเข้าสู่บ้านทุ่งอ่างทอง ถนนลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อคือสัญญาณบ่งบอกการเตรียมพร้อมสู่การสวมบทชาวนาชาวไร่ บรรยากาศที่เรียบง่ายไม่ต่างอะไรจากบ้านต่างจังหวัดที่รอต้อนรับแขกผู้มาเยือนเหมือนรอลูกหลานกลับบ้าน

บ้านไม้ทรงไทยใต้ถุนกว้างถูกจัดแจงให้เป็นพื้นที่ต้อนรับแขก กล้วยม้วนรสเด็ดกับเมี่ยงคำรสจัดที่เสิร์ฟมาพร้อมน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ใส่น้ำแข็งเย็นชื่นใจ เป็นการต้อนรับที่แสนวิเศษ

การนำภูมิปัญญาและการอยู่อย่างพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันถือเป็นเรื่องที่สามารถทำกันได้ทุกคน แต่การเผยแพร่องค์ความรู้การอยู่อย่างพอเพียงให้แก่ผู้มาเยือนในรูปแบบการท่องเที่ยวถือเป็นโจทย์ที่ยาก แต่ที่นี่สามารถตีโจทย์พาเหล่านักท่องเที่ยวเข้าไปอยู่ในโลกของความพอเพียงสมถะได้จริง อย่างกิจกรรมการเก็บไข่จากเล้ามาทำไข่เค็ม การทำสบู่ ทำอาหารกินเอง การดำนาปลูกข้าว การทำบัญชีครัวเรือน การสร้างบ้านดิน และอีกหลากหลายกิจกรรมที่ได้เรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง นี่อาจเป็นครั้งแรกของหลาย ๆ คนที่จะได้สัมผัสกับกิจกรรมการสวมรอยเป็นชาวไร่ชาวนาออกใช้ชีวิตชนบทอยู่ง่ายกินง่าย

หากปลายทางการท่องเที่ยวของใครหลายคนไม่ใช่การกินหรูอยู่สบายในระดับห้าดาว แต่เป็นการออกไปใช้ชีวิตเรียบง่าย สบาย สไตล์บ้านทุ่ง ขอกระซิบว่า บ้านทุ่งอ่างทอง แห่งนี้เป็นอีกปลายทางที่ไม่ควรพลาด

Unseen โบสถ์ร้าง ณ วัดสังข์กระต่าย

ตัวโบสถ์เก่าแก่ที่หลงเหลือพอเป็นรูปร่างอยู่บ้างเป็นตัวปรุงให้สถานที่แห่งนี้รสดีขึ้นมาในทันทีที่พบเห็น ความสวยงามของบรรยากาศโดยรอบ ตลอดจนสิ่งก่อสร้างถูกปะปนไปด้วยความสงบและร่มรื่น 

หากพลิกตำราย้อนถึงห่วงเวลาในอดีตสถานที่แห่งนี้มีความเก่าแก่ถึงสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา และถูกทิ้งร้างมานานกว่า 100 ปี เหลือเพียงโบสถ์ที่ผุกร่อนไม่มีแม้แต่หลังคากำบังแดดฝน มีเพียงรากต้นโพธิ์แทรกแซงยึดเกาะตามผนังกำแพงทั้งสี่มุม ชอนไชเป็นลวดลายศิลปะที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ ใบโพธิ์ร่มครึ้มปกคลุมแทนหลังคาพอที่แสงแดดยามบ่ายจะลอดผ่านกิ่งไม้ทอแสงอาบทั่วพระพุทธรูปทองอร่ามที่ประดิษฐานอยู่ภายในโบสถ์ นับว่าเป็นภาพจำที่คุ้มค่าแก่การแวะเวียนมาเยี่ยมชม

เดินเข้าไปสู่ใจกลางตัวโบสถ์ที่แบ่งออกเป็น 3 ห้อง ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ได้แก่ หลวงพ่อวันดี หลวงพ่อศรี และหลวงพ่อสุข ให้กราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

จังหวัดเล็กๆ แต่มากเรื่องราวและมุมมองใหม่ ๆ ที่คุณอาจไม่เคยพบเห็น ทั้งความเรียบง่าย ความสงบเงียบ ความงดงามที่แฝงไปด้วยที่มาและเรื่องราวครั้งอดีต ทำให้จังหวัดแห่งนี้มีมนต์เสน่ห์แอบซ่อน รอให้ผู้คนที่แวะเวียนร่วมออกค้นหา อยากให้ลองมาสัมผัส เพราะอ่างทอง เป็นเมืองรอง ที่ต้องห้าม(พลาด)….