สวัสดีเพื่อนๆนักอ่านทุกคนนะคะ

เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าในประเทศแห่งนี้ ยังมีพื้นที่ที่น่าอัศจรรย์และชวนหลงไหลอีกมากมาย ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมรู้จักและพื้นที่ที่น้อยคนนักยากจะรู้จัก วันนี้เราพามาดูอีกหนึ่งสถานที่ที่ชวนหลงไหล เราขอยอมรับตรงนี้ก่อนนะคะว่าบ้านเราอยู่ที่นี้ เอาเภอนี้จริง ๆ แต่เราไม่เคยเข้ามาที่นี้แม้แต่ครั้งเดียว เคยแต่ได้ยินความเป็นมาจากการบอกเล่าของคุณครู และการเล่าเรื่องสมัยสงครามจากปากคุณยายเท่านั้น  สถานที่ที่เราอยากจะพาเพื่อนๆมาเที่ยวไปกับเราวันนี้คือ อุทยาแห่งชาติเขาน้ำค้างรูปพิกัด อยู่ในตำบล คลองกวาง อำเภอ นาทวี สงขลา ที่นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยนิยมมากนัก สำหรับเราแล้วทางเข้ามาที่นี้ค่อนข้างยาก เพราะทางเป็นไหล่เขา และมีความชันอีกทั้งถนนยังคดเคี้ยวอีกด้วย ขนาดเรามารถส่วนตัวกับครอบครัว น้าเราเป็นคนขับรถที่มีความชำนาญยังเอ่ยปากว่า ขับยากซะเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ตามเราและครอบครัวก็มาถึงที่นี้ได้อย่างปลอดภัยรูป

ตอนที่ขับรถเข้ามาเราสังเกตสองข้างทางว่าจะมีบ้านคนเป็นระยะ ติดกันประมาณ 3-4 หลังและเว้นช่วงไกล กว่าเราจะเจอเป็นหมู่บ้านหรือบ้านคนอีก เพราะจะเป็นป่าซะส่วนใหญ่ แต่ถ้าเราไม่นึกถึงความน่ากลัว หรือตัดเรื่องลี้ลับออก จะได้พบกับธรรมชาติป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์เขียวขจีอยู่รอบทาง ขับเข้ามาเรื่อย ๆ จะเจอกับทางเข้าน้ำตกทางด้านซ้ายมือ เรียกกันว่า เขาน้ำค้าง และขับต่อไปอีกนิดจะพบกับอุโมงค์ประวัติติศาสตร์เขาน้ำค้างที่เรากำลังจะไป

สิ่งที่เราเห็นในขณะที่รถขับเข้าเขตนี้คือ บ้านค่ะ มองเผิน ๆ อาจจะคิดว่าเป็นบ้านคนไทยทั่วไทแต่ที่จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะบ้านคนที่นี้จะมีเป็นป้ายชื่อภาษาจีน ใช่แล้วค่ะเพื่อน ๆ คนส่วนมากที่นี้จะเป็นลูกหลานของคนจีนที่อพยบมาช่วงสงคราม นั้นเป็นหนึ่งเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นที่นี้ค่ะ รูป

บางคนอาจสงสัยว่า อุโมงค์เขาน้ำค้างแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อใดและมีความเป็นมาอย่างไร เราขอย้อนไปถึงช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นี้ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการลับของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ใช้กำลังคนขุดมากกว่า 200 คนและใช้เวลาในการขุดประมาณ 2 ปี เรียกว่าใช้กำลังคนกันเยอะเลยทีเดียวค่ะเพื่อน ๆ และสิ่งที่ได้จากการขุดมาเป็นเวลานานนั้นคือ สถานที่หลบภัยชั้นดี มี 3 ชั้น

ทางเข้าออกมีทั้งหมด 16 ทาง ส่วนข้างในนั้นเพื่อน ๆ จะเรียกว่าเป็นเมืองขนาดย่อส่วนก็ได้ค่ะ เพราะมีสถานที่อำนวยความสะดวกแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างสถานพยาบาล แหลงเก็บอาวุธ โรงเรียนการเมือง และอีกมากมาย รวมเวลานับจากอดีตจนถึงปัจจุบันประมาณ 45 ปีแล้วหล่ะคะ 


ที่นี้จะมีทางเข้าโดยมีคนที่เป็นชาวบ้านเก็บค่าเข้าชม (เราจำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่แต่ไม่เกินคนละ 50 บาท) ถือว่าเป็นค่าบูรณะบำรุงสถานที่ ให้คนรุ่นรุ่นหลังได้ชมต่อไป ถือว่าเงินส่วนนี้ของเรามีค่ามาก ๆ ค่ะ เข้ามาแล้วจะพบกับทางเดินที่เป็นห้องโล่ง ๆ เชื่อมทางเดิน ในนั้นจะมีรูปของคนสำคัญในประวัติศาสตร์สงคราม ติดชื่อเหมือนการสดุดีแด่ความกล้าหาญ เราได้มีโอกาสดูรูปพวกนั้น มีทั้งคนที่ยิ้มและไม่ยิ้ม เราคิดว่าทุกคนกล้าหาญมากที่ยอมสละทิ้งบ้านของตนมาสู้ที่นี้ นอกจากนั้นที่นี้ยังเป็นที่ที่เก็บพวกอุปกรณ์ เครื่องใช้ รวมถึงอาวุธ (จากอุโมงค์) มารวบรวมไว้ที่นี้เหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ ปกติเราจะชอบดูของโบราณ หรือของที่มีเรื่องราวอยู่แล้ว มาเจอของพวกนี้เรียกว่าเราวิ่งเข้าใส่เลยค่ะ และค่อย ๆ ยืนดู บางชิ้นก็พอจะเดาถูกว่ามันคืออะไรใช้ทำอะไร แต่บางชิ้นเราก็เดาไม่ถูก แต่น่าจะสำคัญกับการรบในสมัยนั้นมากเลยทีเดียวรูปรูปรูปหลังจากที่เราเดินดูประวัติความเป็นมา รูปภาพ และเครื่องใช้รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารต่างๆแล้ว ทีนี้ถึงเวลาเข้ามาในอุโมงค์ของจริงค่ะ เราตื่นเต้นด้วย กลัวด้วย เพราะไม่มีผู้นำทางในการเข้าไปในอุโมงค์ ถ้าไปเที่ยวคนเดียวคือเราต้องเข้าไปคนเดียวและหาทางกลับเองให้ได้ แต่โชคดีเราไปกับครอบครัว ซึ้งหน้าเราก็เคยมาที่นี้แล้วประมาณ 2-3 ครั้ง เข้าไปครั้งแรกเรารู้สึกเย็น เราเคยดูในสารคดีว่าบ้านที่ทำมาจาก ดิน จะมีความเย็นกว่าวัสดุอื่นๆ วันนี้เราเข้าใจแล้วว่าความเย็นนั้นมันเป็นอย่างไร ความรู้สึกเราเหมือนติดแอร์ แต่แอร์ในนี้เป็นแอร์ธรรมชาติ ซึ่งมีความเย็นแต่ไม่ทำให้รู้สึกคัดจมูกแต่อย่างใด รูป

รูป

หลังจากผ่านเข้ามาในอุโมงค์แล้ว เราต้องขึ้นบันใดซึ่งมีหลายขั้นและมีความชัน กว่าจะถึงขั้นแรกก็เล่นเอาเราหอบแฮ่ก ๆ เหมือนกัน เอาหล่ะคะ หลังจากที่มาถึงชั้นแรกแล้ว ในอุโมงค์นี้จะเป็นอุโมงค์ที่มีการแบ่งสัดส่วนดีมาก ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่มาปรับปรุงและเพิ่มป้ายเขียนแนะนำแต่ละที่ในนี้ ทำให้เราได้สามารถเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น เมื่อขึ้นมาชั้นบน จะมีการแบ่งโซนเป็นที่ต่าง ๆ ให้เราได้เดินดู มีไฟส่องทั่วทั้งอุโมงค์ ไม่น่ากลัวอย่างที่เราคิด ตรงแนวทางเดินจะมี รูปภาพของกิจกรรม ทางทหารและการดำเนินชีวิตของคนที่เคยอยู่ที่นี้ รูป

รูปในนี้มีหลายห้อง แตกต่างกันไปตามการใช้งาน ซึ่งทุกห้องคือการขุด ให้เป็นอุโมงค์หรือเป็นห้องโถงเข้าไปข้างใน ไม่มีการตกแต่งอะไรซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมดา เรียบง่าย แต่สามารถใช้งานได้จริง อาจจะมีบ้างที่เอาพวกไม้ หรือวัสดุอื่น ๆ จากธรรมชาติมาเป็นเฟอร์นิเจอร์

ห้องโทรเลข เข้าใสในห้องนี้แอบตกใจนิดใจนิดนึง ตรงที่เขามีการจำลองการใช้โดยมีหุ่นคน นั่งอยู่ตรงโต๊ะโทรเลขและมีอุปกรณ์ที่ใช้เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสาร สองอย่างคือ โทรศัพท์ บางคนอาจจะเคยเห็นถ้าที่บ้านมีโทรศัพท์บ้าน ที่นี้ ณ เวลานั้นโทรศัพท์มีความสำคัญมาก เพราะถือว่าเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารข้างในอุโมงค์เพื่อส่งข่าวต่าง ๆ  และอีกหนึ่งสิ่งคือ วิทยุ ที่ใช้ฟังข่าวความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ข้างนอก

ห้องครัว ยังมีการเก็บ และนำของที่เป็นเครื่องครัวออกมาวางโชว์ให้เราได้ดู เครื่องครัวของเขาจะมีความต่างซึ่งเราไม่เคยเห็นจากที่อื่น เช่น เครื่องบด ซึ่งส่วนมากของอุปกรณ์ทำครัวจะทำมาจากไม้เป็นหลัก

ห้องพยาบาล  ในห้องพยาบาลจะประกอบไปด้วยห้องย่อย ๆ คือห้องที่ไว้เก็บยาและอุปกรณ์ทางการรักษาต่าง ๆ อีกห้องที่มีความคัญที่สุดคือ ห้องผ่าตัด ข้างฝาจะมีการติดรูปการรักษาในสมัยก่อน มีเตียงดินที่ปูสื่อไว้ และมีหลอดน้ำเกลือข้างบน เราคิดว่าการรักษาสมัยก่อนนี้ต้องใช้ฝีมือมากแน่  ๆรูป

รูปรูปหลังจากขึ้นมาจากอุโมงค์ ข้างบนจะรายล้อมไปด้วยป่า และสถานที่รอบ ๆ อีกมากมายที่มีความสำคัญกับที่นี้ เช่น ห้องวิวาห์ห้าดาว จะมีการตกแต่งใหม่ด้วยข้อความภาษาจีน เราพอจะเดาได้ว่าที่นี้เป็นสถานที่ที่ไว้ใช้สำคัญการแต่งงาน และที่ที่เราชอบที่สุดคือ สวนที่เขาจัดไว้สำหรับนักท่องเที่ยว เหมาะกับการถ่ายรูป มีการปลูกต้นไม้เป็นรูปหัวใจ ที่นั่งถ่ายรูป และบ่อที่เลี้ยงปลาสีสันสดใส แต่มีไว้ให้เราชื่นชมเท่านั้น เพราะจะไม่สามารถให้อาหารได้ รูป

รูปรูปสำหรับใครที่ชื่นชอบในประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ที่นี้เป็นอีกที่ที่เราขอแนะนำ เพราะมีทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ และยังมีธรรมชาติให้เราได้เพลิดเพลินและผักผ่อนหย่อนใจ 


  • แล้วเจอกันใหม่บทความหน้านะคะ :)