แม้ไม่ใช่หน้าหนาวแต่ “บ้านจ่าโบ่” ก็ยังมีทิวทัศน์กลางหุบดอยที่สวยงามเกินบรรยาย หมู่บ้านเล็กๆ รายล้อมรอบด้วยทะเลภูเขาสีเขียวขจี มีหมอกปกคลุมให้ไอเย็นในยามเช้าตรู่ ไม่ว่าฤดูไหนๆ มาที่นี่แล้วก็รู้สึกผ่อนคลาย

ไม่ใช่เพียงบรรยากาศธรรมชาติระดับสุดยอดเท่านั้น “นายรอบรู้” อยากแนะนำให้ลองสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านจ่าโบ่แล้วจะยิ่งหลงรักหมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้มากขึ้นไปอีก

“อา-บู-ดา-ยา”– เสียงทักทาย สวัสดี ของชาวบ้านดังแว่วมา ชาวบ้านจ่าโบ่เป็นชาวเขาเผ่าลาหู่ดำที่อพยพมาจากถิ่นอื่น โดยการนำของนายจ่าโบ่ ไพรเนติธรรม เมื่อตั้งรกรากสร้างเป็นหมู่บ้านจึงนำชื่อจ่าโบ่มาตั้งป็นชื่อหมู่บ้าน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การแต่งกาย ภาษาพูด เอาไว้ได้

ชาวบ้านจ่าโบ่ส่วนใหญ่ยังคงสวมชุดประจำเผ่า ชุดผู้หญิงเป็นเสื้อตัวยาวผ่ากลาง มีสีดำเป็นหลัก และมีแถบสีต่างๆ สีดำหมายถึงหมูดำ สัตว์ที่สำคัญของชนเผ่า เพราะชาวลาหู่ดำจะใช้หมูดำในทุกพิธีกรรม ส่วนสีเขียวและฟ้าคือพืชพรรณที่ปลูก ส่วนสีเหลืองคือสีของชาที่นำมาต้อนรับผู้มาเยือน

ถ้าเดินเที่ยวในหมู่บ้าน เราจะได้เห็นชาวบ้านสานของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระบุง ตะกร้า รวมถึง “ตาแหลว” ซึ่งทุก ๆ บ้านมีไว้เพื่อไล่ผีและสิ่งชั่วร้าย สมัยก่อนจะเป็นหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องสานเท่านั้น ในขณะที่ผู้หญิงจะมีหน้าที่ทอผ้า

นอกจากนี้เราจะได้ชมการปักเย็บชุดประจำเผ่า เรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมจากคนเฒ่าคนแก่ ดูเขาฝัดข้าวไปพร้อมๆ กับฟังเรื่องเล่าของหมู่บ้านที่ไม่ธรรมดา บางคนก็หยิบเครื่องดนตรีมาเล่นให้เราฟัง

ยิ่งสัมผัสคนจ่าโบ่มากขึ้น เรายิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร แม้จะเดินทางมาไกลแต่สิ่งที่ได้รับกลับมานั้นช่างอิ่มเอม คุ้มค่ากับการมาเยือนเป็นอย่างยิ่ง