สวัสดีจ้าทุกคน...แม้ว่าเราจะผ่านช่วงวิกฤตไปได้ไม่ 100% นัก แต่การเรียนคอร์สระยะสั้นทางออนไลน์ก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ไม่ใช่น้อย ผู้เขียนจะขออนุญาตเล่าในส่วนของ "Personal Trainer" หรือคอร์สอบรม "ครูฝึกสอนออกกำลังกายส่วนบุคคล" ที่มีหลายคนในกลุ่มไปอบรมเพื่อเอาใบประกาศผ่านอบรมเพื่อประกอบการสมัครงานในสายงานฟิตเนส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า แต่ก็มีไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง จึงมีวิธีแนะนำสำหรับคนที่มีความตั้งใจอยากจะเป็น Personal Trainer ให้ทุกคนได้ทราบเลยนะคะว่าอยากจะเป็นต้องทำยังไง แต่ที่แน่ ๆ ไม่ได้มาแค่เอาหุ่นดี มีกล้ามโต ร่องท้องเป็น Six-Pack มาเป็นจุดขายแน่นอน

.How To Become "Personal Trainer"

1. อายุต้อง 18 ปีขึ้นไป

เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะอายุ 18 ขึ้นไป ก็แปลว่าการศึกษาขั้นต่ำต้อง ม.6 ขึ้นไป เพื่อไม่ให้ดูเด็กเกิน และบุคลิกขาดความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าจะทำในงานฟิตเนสจะรับอายุ 22 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เราต้องเก็บประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยตามฟิตเนส ตามห้องคลาสออกกำลังกาย และถ้ามีโอกาสอบรมใบประกาศสำหรับครูสอนออกกำลังกาย ควรเข้าร่วมอบรมด้วยเพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถ เพื่อประกอบการสมัครงานของตนในอนาคต

Advertisement

Advertisement

2. ถ้าอยากพร้อมใช้งาน ควรเรียน "สายพลศึกษา"

ในสายพลศึกษาบางคนอาจจะนึกถึงครู (สายศึกษาศาสตร์) นอกจากครูแล้ว สามารถเรียนสาขาที่เกี่ยวข้องได้ เช่น วิทยาศาสตร์การกีฬา สหเวชศาสตร์บางสาขา หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับพลศึกษา การออกกำลังกายและการกีฬาโดยตรง เพราะเราจะเพิ่มความสามารถ สามารถเพิ่มจุดขายให้ตนเองได้มากขึ้นกว่าการไปอบรมระยะสั้น เพราะจะช่วยเพิ่มเครดิตให้ตนเองด้วย

3. ต้องไม่ใช่ "สายม่อ"

ใคร ๆ มักจะคิดว่าคนที่มาสายออกกำลังกาย จะต้องมีเรื่องผู้หญิงเข้ามา ไม่ผู้หญิงเข้ามาก็เป็นฝ่ายเข้าหาเองนั่นแหล่ะ ขอบอกเลยว่าคนที่จะเป็นเทรนเนอร์ควรระวังข้อนี้ให้มาก ๆ อันนี้สำคัญมากเลยนะ! เพราะมันจะมีผลต่อจรรยาบรรณวิชาชีพด้วย ถ้าพูดคุยกันเชิงชู้สาว อันนี้ถือว่าอันตรายมากนะเออ ฉะนั้นควรรู้จักรักษาระยะห่างดี ๆ เพราะจากที่ผู้เขียนเคยอบรมมา เทรนเนอร์ผู้ชายเป็นคนที่สร้างจุดขายชัดเจนมาก แต่มักจะมีใครไม่รู้ต่อยปากเพราะ "ผู้หญิง" ของคู่กรณีบ่อยครั้งมาก ฉะนั้นควรรู้ระยะห่างเพื่อไม่ให้เสี่ยงกับตนเองจะดีกว่า

Advertisement

Advertisement

4. รู้จักกายวิภาคและสรีรวิทยา

นอกจากกล้ามชัด แข็งแรง มีความรู้เรื่องเวทกับคลาสออกกำลังกายแล้ว แต่มีแค่สายเวท สายคลาสอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะจะเป็นเทรนเนอร์ ควรมีความรู้ตรงนี้เป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า Human Anatomy เป็นการเรียนรู้โครงสร้างร่างกายของมนุษย์ บางที่อาจจะเรียนเรื่องสรีรวิทยามนุษย์ (Human Physiology) เพื่อรู้หลักหน้าที่ในร่างกายว่าสอดคล้องกับโครงสร้างของร่างกายยังไงบ้าง ต้องบอกก่อนว่าเทรนเนอร์ทำงานด้านนี้เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรง ควรมีพื้นฐาน Anatomy เพื่อเป็นศาสตร์สำหรับวิชาชีพในสายงาน และความปลอดภัยต่อลูกค้าที่มาเทรนด้วย จึงควรมีพื้นฐานตรงนี้ให้แน่น ถ้าพื้นฐานแน่นตั้งแต่เข้าปี 1 ในระดับมหาวิทยาลัยยิ่งดี

Advertisement

Advertisement

5. สร้างจุดขายให้ตัวเอง

เทรนเนอร์เป็นอาชีพที่แข่งขันสูงมาก และตัวเลือกแรงงานเยอะมากเช่นกัน การสร้างจุดขายให้ตนเองสำคัญมาก เราต้องรู้จักความถนัด ความชอบของตนเองว่าจะไปทางด้านไหน ถ้าเราชอบสิ่งนั้นแล้วมาพัฒนาเป็น Hard Skill ได้ถือว่าเราสร้างมูลค่าให้ตัวเองมาจากจุดแข็งที่มีและพัฒนานี่แหล่ะ เช่น เป็นคนถนัดสายเวทก็ลองเพิ่มจุดขายตรงที่สอนอะไรได้บ้าง สอน TRX, Circuit Training หรือสอน Pilates ได้ไหม หรือถ้ามาสายกีฬาโดยตรง อาจจะเพิ่มดีกรีระดับการแข่งขันกีฬา เป็นตัวการันตีว่าเรามีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเพาะกายหรือกีฬาอื่น ๆ หรือถ้ามาสายคลาสเต้นออกกำลังกาย ให้มองว่าเราชอบสอนอะไร ไม่ว่าจะคลาส Aeroboxing, Yoga, Bodypump, Body Combat, Zumba หรือคลาสอื่นตามที่ถนัด เพราะว่าสิ่งนั้นจะเป็นทักษะที่แรงงานกลุ่มฟิตเนสต้องการ หรือไม่ก็เป็นทักษะที่สามารถทำมาหากินได้ในอนาคต

.ไม่ว่าคุณจะเพศอะไรก็ตามก็สามารถเป็นเทรนเนอร์ได้ เพียงแต่ต้องมีตามที่ 5 ข้อในเบื้องต้นบอกกล่าวเอาไว้ แล้วถ้าในช่วงนี้ที่เปลี่ยนแปลง เราจะเรียนที่ไหนดีล่ะ? ซึ่งผู้เขียนจะแนะนำทางช่องทางออนไลน์ในการอบรมครูฝึกส่วนบุคคลดังนี้

แนะนำที่เรียนสำหรับ "Online Personal Trainer"

1. PESA

.สถาบัน PESA ถือเป็นสถาบันแรกที่มีสอนทั้งสอนสดและออนไลน์ มีทั้งสอนในช่องทางออนไลน์จะมีเป็นรอบรับสมัครแต่ละรอบ เปิดสอนในกลุ่มปิด Facebook Group และมีนัดสอบตามตารางที่กำหนดแต่ละรอบ วันรับสมัครจะเปิดรับช่วงไหนให้ติดตามที่ Facebook : PESA เพราะจะอัปเดตข้อมูลตลอด ว่ามีอบรมช่วงไหน

  • จุดเด่น : มีสอน Personal Trainer, Fitness Instructor และ Running Coach แต่หากใครสนใจด้าน Personal Trainer จะมีสอนเรื่องการตลาดออนไลน์เข้ามาด้วย เพื่อตอบโจทย์ช่วง New Normal เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่มีรายได้จำกัด ให้สามารถเข้าถึงความรู้ในการเป็นเทรนเนอร์ได้ดี
  • จุดด้อย : ใบประกาศนียบัตรผ่านอบรมยังไม่แพร่หลายเท่า ACE และ FIT Thailand จึงยังใช้สมัครงานได้ในฟิตเนสไม่กี่ที่ในประเทศไทย แต่ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการเพิ่มพิจารณาในอนาคต

2. หลักสูตร Certified Personal Trainer @NSCA ของสถาบัน FIT Thailand

.อย่างที่เทรนเนอร์หลายคนเข้าใจว่าการอบรมเทรนสอนออกกำลังกายที่สามารถเทรนได้ทั่วโลก ก็คงนึกถึง FIT Thailand อันดับแรก แต่ในส่วนของ FIT Thailand นำหลักสูตรจากสถาบัน NSCA มาทำในรูปแบบออนไลน์ สามารถเรียนที่บ้านได้ และสามารถรับประกาศนียบัตรสามารถไปใช้สมัครงานได้เลย หากมีความสนใจหลักสูตรอื่น ๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FIT Thailand เพราะจะมีข้อมูลลงในเว็บ และช่องทาง Social Media อยู่

  • จุดเด่น : การอบรมด้านครูฝึกส่วนบุคคล สถาบันนี้มีชื่อเสียงเป็นตัวการันตีในเรื่องคุณภาพ และสามารถนำมาประกอบอาชีพได้เป็นรูปธรรม จุดเด่นของที่นี่ส่วนหนึ่งมีคอร์สอบรมที่หลากหลายกว่า ตอบโจทย์กว่า และเพิ่มโอกาสต่อยอดในสายงานมากกว่า (นอกจากของ NSCA ที่อบรมใน FIT Thailand) และอีกเหตุผลที่เป็นจุดเด่นของ FIT Thailand ก็มาจากหลักสูตรจากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นหลักสูตรที่ยกระดับความเป็น International ให้กับฟิตเนสไทยและต่างประเทศให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น
  • จุดด้อย : ราคาที่สูง เนื่องจากผู้สอนอบรมเทรนเนอร์ (Educator) เป็นคนมีประสบการณ์สูง มีดีกรีสูง ๆ จึงค่อนข้างมีราคาสูงและปูเนื้อหาค่อนข้างแน่น อีกทั้งไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบจำกัด

3. Fit Junctions

.เมื่อนึกถึง Fit Junctions ก็คงนึกถึงพี่ฟ้าใสอันดับแรก โดยปกติจะเปิดอบรมแบบสอนสดที่สาขาพญาไท แต่ตอนนี้มาเพิ่มในส่วนของออนไลน์ ลงในเว็บ Skillane เพื่อเป็นตัวเลือกในการเรียน เพื่อปูเนื้อหาให้สอดคล้องกับช่วง New Normal และให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้คนที่สนใจได้เพิ่มขึ้น สามารถดูรายละเอียดได้ที่ FJ online เพราะทีมงานพี่ฟ้าใสใจดีมาก ๆ น่ารักทุกคนเลยล่ะ

  • จุดเด่น : เนื่องด้วยหลักสูตรนี้ประยุกต์จากหลักสูตรการอบรมครูฝึกส่วนบุคคลของประเทศออสเตรเลีย มาใช้ในประเทศไทย (จะแตกต่างจากของอเมริกาตรงที่ อเมริกาได้ใบเซอร์เลย แต่ของออสเตรเลียจะแบ่งเป็น Level 1-4 ถึงจะสอบเป็นครูฝึกส่วนบุคคลได้) เพื่อปูพื้นฐานความรู้ที่แน่นขึ้น และเหมาะสำหรับผู้ที่อยากเพิ่มเนื้อหานอกห้องเรียนได้ดี และเนื้อหาที่เรียนละเอียดขึ้น และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสมเหตุสมผล
  • จุดด้อย : ไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการได้ Certified Personal Trainer ในช่องทางออนไลน์แบบทันทีทันใด เพราะเหมาะกับคนที่ต้องการแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ เพิ่มความรู้ทีละ Step ถ้าอยากได้แบบอบรม สอบปุ๊บรู้ผล แนะนำว่าอบรมแบบสอนสดดีกว่า

แล้วนี่เองก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการเรียนเทรนเนอร์ เพื่อนำใบประกาศเก็บไว้สำหรับสมัครงานในอนาคต ส่วนมากจะต้องอบรมแบบสอนสด เพราะจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ แต่ทั้งนี้การเพิ่มช่องทางออนไลน์ก็เป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างศักยภาพให้ตัวเองในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้มีโอกาสเรียนรู้ เพิ่มศักยภาพ และต่อยอดมาเป็นอาชีพในอนาคตได้ ผู้เขียนหวังว่าสถาบันการอบรมเทรนเนอร์ฟิตเนสในที่อื่น ๆ ก็คงอยากเพิ่มในช่องทางนี้เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ ความสามารถ เพื่อที่จะพัฒนาตลาดแรงงานด้านสุขภาพ ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ณ ขณะนี้ ผู้เขียนหวังว่าการอบรมในช่องทางออนไลน์ จะเป็นตัวเลือกที่ดีในเวลาที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่มากก็น้อยค่ะ


ขอบคุณภาพจาก Freepik : ภาพปก / ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 

ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ :  ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4 / ภาพที่ 5