นานมาแล้วผมกับแฟน (ขณะนั้นยังไม่ได้แต่งงานกัน) ได้นั่งดูรายการทีวีรายการหนึ่ง เปิดฉากมาก็มีกระเป๋าความยาวประมาณฟุตครึ่งวางอยู่ กระเป๋าใบนั้นถูกเปิดออกจากทางด้านใน และมนุษย์คนหนึ่งก็ค่อยๆ คลายร่างกายที่บิดเบี้ยวของตัวเองออกมาจากกระเป๋า เขาคือนักดัดตนที่ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊กส์ว่าสามารถดัดร่างกายให้เล็กที่สุดในโลกได้ พิธีกรถามเขาว่าเพราะอะไรเขาถึงได้เป็นนักดัดตน เขาเล่าว่าเมื่อสมัยเด็กๆ เขากระโดดจากเตียงลงมานั่งฉีกขา 180 องศาบนพื้น แล้วพ่อก็บอกว่า

“ว้าว! นั่นมันเยี่ยมมากเลย อย่างกับนักดัดตนเลยนะ”

จากวันนั้นเขาก็เลยดูวิดีโอของนักดัดตนหลายๆ คนและฝึกฝนมาตลอด

มาถึงตรงนี้แฟนผมก็หันมาบอกผมว่า

“ถ้าเป็นเด็กบ้านเรานะ โดนพ่อแม่ตีตายไปแล้ว”

เธอพูดมีประเด็นที่ดีมากครับ เพราะถ้าหากเด็กแถวบ้านผมกระโดดฉีกขาแบบนั้น พ่อแม่ก็ต้องด่าว่าเล่นพิเรนทร์ หรืออาจจะถึงกับลงไม้ลงมือตีเลยก็ได้

Advertisement

Advertisement

“แล้วโลกก็จะขาดคนที่จะมาทำสถิติโลกแบบนี้ไปอีกหนึ่งคน” แฟนผมสรุปสั้นๆ แต่ตรงเรื่องตรงประเด็น

หลังจากที่ผมมีลูก ผมก็เข้าใจเลยครับว่าพ่อแม่ทุกคนเป็นห่วงลูกมาก การที่ลูกกระโดดฉีกขาบนพื้น มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย และนำไปสู่การห้ามปรามหรือดุด่าลูก ผมเองก็เกือบหลุดห้ามลูกไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งผมหยุดตัวเองเอาไว้ได้ โดยผมมีหลักคิดอย่างนี้ครับ

ห้ามเท่ากับทำร้าย1. เด็กต้องค้นหาสิ่งที่เขาชอบด้วยตัวเอง เรากำหนดให้เขาไม่ได้

ตามทฤษฎีจิตสังคมของอีริกสัน เด็กวัย 2-4 ขวบ เป็นวัยแห่งการสร้างความเป็นตัวของตัวเอง แต่เด็กเขาจะสร้างได้ยังไงครับ ถ้าไม่ค้นหามันจนเจอเสียก่อน เราในฐานะพ่อแม่ต้องปล่อยให้ลูกค้นหาตัวตนของเขาเอง แล้วเขาจะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง แต่ถ้าเราห้ามไม่ให้เขาค้นหาตัวตน เด็กจะเกิดความคลางแคลงสงสัยในตนเอง มีการมองตนที่สับสน จนอาจเกิดเป็นวิกฤตอัตลักษณ์ได้

Advertisement

Advertisement

ส่วนเด็กวัย 4-5 ปีนี่ยิ่งแล้วใหญ่เพราเป็นวัยสร้างสรรค์ เด็กจะเริ่มลองทำสิ่งใหม่ๆ ช่วงนี้แหละครับที่ผู้ใหญ่จะมองว่าเด็กเล่นพิเรนทร์ แต่ถ้าพ่อแม่สนับสนุนสิ่งที่เขาทำ แบบคุณพ่อของนักดัดตนกรีนเนสบุ๊กส์คนนั้น เขาก็จะเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งที่เขาสนใจให้มันสุดๆ ไปเลย แต่ถ้าพ่อแม่ห้ามเด็ก เด็กก็จะรู้สึกผิดที่จะทำสิ่งนั้นต่อไปครับ

สำหรับเด็กวัย 5-12 ปี เป็นช่วงที่เขาจะค้นหาว่าตัวเองสนใจอะไร และทำในสิ่งที่เขาสนใจอย่างจดจ่อ เด็กวัยนี้จะเรียนรู้ว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น เช่น เขาชอบฉีกขา ชอบหกคะเมนตีลังกา ในขณะที่เพื่อนคนหนึ่งชอบเล่นฟุตบอล และอีกคนชอบเรียนหนังสือ ถ้าพ่อแม่และครูสนับสนุนความแตกต่างตรงนี้ เด็กจะเกิดความพากเพียรในสิ่งที่เขาทำอย่างที่สุด แต่ถ้าโดนห้ามปรามหรือดุด่า เขาจะรู้สึกด้อยค่าและกลายเป็นคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ

Advertisement

Advertisement

การที่เขาทำไม่สำเร็จนี่ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่งนะครับ แค่เขาเก่งในสิ่งที่เราห้ามไม่ให้เขาทำเท่านั้นเอง สมมุติว่าลูกคุณกระโดดฉีกขาบนพื้น แล้วคุณดุด่าเขาว่าเล่นพิเรนทร์ ทำไมไม่เอาเวลาไปเรียนหนังสือให้เก่งเหมือนเพื่อน มันจะเกิดอะไรขึ้นกับครับ คิดว่าเขาจะหันมาเรียนจนเก่งเหรอครับ

ผมขอยืมคำพูดของอัลเบิร์ต ไอไสตน์มาใช้สักหน่อยแล้วกัน เพราะผมไม่เห็นคำพูดไหนจะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีกว่าอีกแล้ว

“Everybody is a genius. But if you judge a fish on its ability to climb a tree, it will live its whole life believing it is stupid.”

- Albert Einstein -

“ทุกคนเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าคุณตัดสินปลาจากความสามารถในการปีนต้นไม้ของมัน มันจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตด้วยความเชื่อที่ว่ามันโง่”

- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ –

ปลาว่ายน้ำเก่งมากนะครับ แต่เพราะคุณห้ามมันไม่ให้ว่ายน้ำ และจับมาปีนต้นไม้แทน มันเลยทำไม่สำเร็จและคิดว่าตัวเองห่วย เด็กบางคนโชคดีครับ แกวกกลับไปทำสิ่งที่พ่อแม่ห้ามจนประสบความสำเร็จ เช่น กลับไปเรียนกระโดดฉีกขาจนกลายเป็นนักยิมนาสติกหรือนักดัดตนอาชีพ แต่นั่นก็ทำให้แกต้องเดินทางอ้อมไป 10 หรือ 20 ปี ส่วนเด็กบางคนโชคร้าย ยืนเกาะต้นไม้แห้งตายไปโดยเชื่อว่า ‘เรามันเรียนไม่เก่ง เรามันห่วย’ จะเอาแบบนั้นเหรอครับ

คุณไม่ได้ทุบตีลูกทางร่างกาย แต่กำลังทุบตีเขาทางด้านจิตใจหรือเปล่าครับ2. ปล่อยให้ลูกลองผิดลองถูกเอง

2.1 ทุกอย่างไม่ได้มีแค่หนทางเดียว เราทุกคนพับเสื้อแบบ ‘แบบแผน’ เป็นใช่ไหมครับ แต่เราก็ต้องอ้าปากค้างกับคลิปวิดีโอบางคลิปที่เขาพับเสื้อเสร็จด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ก็ถ้าทุกคนในโลกเชื่อว่าการพับเสื้อมันมีวิธีเดียว แล้วจะมีคนพับเสื้อเร็ว พับเสื้อเล็กประหยัดเนื้อที่ในกระเป๋า หรือพับเสื้อไม่ให้ยับ ออกมากันเหรอครับ ถ้าคุณบอกลูกว่า ทุกอย่างมีแค่หนทางเดียว ต้องพับเสื้อแบบที่แม่บอกเท่านั้น ต้องต่อจิ๊กซอว์แบบที่พ่อสอนเท่านั้น แบบอื่นห้ามทำ นั่นคือคุณกำลังดับความคิดสร้างสรรค์ของลูกครับ

2.2 เลอะเละนั้นดี

ผมว่าพ่อแม่แทบทุกคนประสบปัญหาเดียวกัน คือ ถ้าปล่อยให้ลูกทำอะไรเองแล้ว มันจะเกิดอาการ ‘เลอะ’ และ ‘เละ’ อย่างแน่นอน แต่เชื่อไหมครับ ถ้าเราไม่ห้ามเขา ปล่อยให้เขาทำเอง ความเลอะและเละนั่นแหละจะผลักดันเขาให้หาทางทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้น และมันจะได้ผลดีแบบเกินคาดเลยทีเดียว คุณไม่รู้หรอกครับว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง จนกว่าคุณจะปล่อยให้เขาทำเอง

มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกสาวผมไปขึ้นเวทีเต้นที่งานโรงเรียน มีคนทักภรรยาผมว่าแต่งหน้าให้ลูกสวยจัง เธอทำหน้าเหวอแล้วตอบไปครับว่า “เดี๊ยนไม่ได้แต่งให้ค่ะ อันนี้ลูกแต่งเอง” มีแต่คนไม่เชื่อว่าเด็ก 4 ขวบจะแต่งหน้าได้สวยขนาดนี้ ผมละอยากจะบอกว่าถ้าเห็นตอน 7 เดือนก่อนหน้านี้ละก็จะอึ้งเลยทีเดียว ตอนนั้นลูกสาวผมทาปากเลยไปยันหู เขียนตาเละไปถึงคาง

ลูกผมมีครูประจำชั้นเป็นไอดอลในเรื่องของการแต่งหน้าครับ เพื่อจะแก้ปัญหาเขียนปากเลยไปยันหู แกใช้วิธีนั่งมองว่าครูแต่งหน้ายังไง แล้วก็กลับมาแต่งเองที่บ้าน ผมกับภรรยามีหน้าที่แค่ซื้ออุปกรณ์แต่งหน้าและเครื่องสำอางให้แกเท่านั้นเอง แต่ละวันที่ผ่านไป ลูกผมแต่งหน้าเก่งขึ้นเรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่ง ลูกผมแต่งหน้าเสร็จแล้วก็วิ่งไปอวดแม่บ้านที่มาทำความสะอาดบ้านให้เราสัปดาห์ละครั้ง ผมได้ยินเสียงแม่บ้านพูดว่า

“อุ้ย! เขียนปากตรงแล้วเหรอคะ เก่งจัง”

จากนั้นลูกผมก็ยกระดับฝีมือจนใครต่อใครพากันคิดว่าแม่เขาเป็นคนแต่งหน้าให้ทั้งนั้น ผมเล่าเหตุการณ์นี้ให้ทุกท่านฟัง เพื่อจะย้ำคำเดิมว่า ให้เด็กทำเอง แล้วคุณจะทึ่งในความสามารถของเขาอย่างแน่นอน

ลูกสาวเริ่มจะทาปากไม่เลอะไปถึงหูแล้วครับ2.3 หัวหกก้นขวิด สร้างความมั่นใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

ยังจำคลิปพับเสื้อเร็ว เสื้อเล็ก เสื้อไม่ยับ ที่ผมยกตัวอย่างไว้ในข้อ 2.1 ได้ไหมครับ พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมีความสามารถระดับที่ทำให้คนอ้าปากค้างแบบนั้นได้ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าหากคุณไม่ปล่อยให้เขาทำเองตั้งแต่แรก

ตั้งแต่แรกนี่หมายถึงตั้งแต่เป็นทารก อะไรที่เขาทำได้ เช่น ชันคอ คว่ำ คลาน ตั้งไข่ กินอาหาร คว้าจับสิ่งต่างๆ ปล่อยเขาทำเลยครับ ส่วนตัวผม ผมให้ลูกถือขวดนมเองตั้งแต่ 6 เดือน โดยผมยืนจ้องอยู่แบบไม่ละสายตา คือถ้าสำลักเมื่อไหร่ ผมเข้าไปช่วยชีวิตลูกได้ทันที แต่ลูกผมไม่เคยสำลักครับ อย่างมากก็ทำขวดหลุดจากมือ ผมก็ปล่อยให้เขาหัวหกก้นขวิดจนจับขวดนมใส่ปากเอง กินเองได้สำเร็จ ทารกที่พ่อแม่ปล่อยให้เขาทำเอง จะกลายเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ พอเข้าสู่ช่วงที่เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะมีแต่เด็กที่มั่นใจเท่านั้นละครับ ที่จะลงมือทำตามความคิดสร้างสรรค์จนสำเร็จ

3. พ่อแม่ต้องไว้ใจและเชื่อมั่น

การที่ลูกกระโดดฉีกขาบนพื้น แล้วคุณดุเขาว่า อย่าทำอย่างนั้นเดี๋ยวแข้งขาหัก หรือการที่ลูกเทน้ำในขวดใส่แก้วเอง แล้วคุณบอกว่าอย่าทำเอง เดี๋ยวหก มาพ่อทำให้ นั่นคือคุณเลี้ยงลูกด้วยความคิดที่ว่า “ลูกเราอยู่ในอันตรายและไม่มีทางทำอะไรสำเร็จเองได้” และมันเป็น Mindset ที่ผิดครับ พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยความเชื่อมั่นว่า “ลูกของเราเป็นคนสำเร็จและดี” ถึงจะถูกครับ

มาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะตั้งคำถามว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าลูกเราจะดีจริงๆ ผมถามกลับว่าแล้วคุณจะรู้ได้ยังไงครับ ว่าลูกจะไม่ดีจริงๆ ไม่มีใครเห็นอนาคตหรอกครับ แต่เราสร้างมันได้จากปัจจุบัน สิ่งที่คุณคิด มันจะออกมาเป็นคำพูดและการกระทำ สิ่งที่คุณพูดและทำกับลูกซ้ำๆๆๆๆ มันจะซึมลงไปในจิตใต้สำนึกของลูก และเจ้าจิตใต้สำนึกนี่ก็มีพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนพฤติกรรมของลูกคุณครับ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม คุณจึงต้องเชื่ออย่างหมดใจว่าลูกของคุณสำเร็จและดี

อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าลูกสาวของผมชอบแต่งหน้า ซึ่งในสายตาของผู้ใหญ่บางคนมองว่ามันไม่เหมาะกับเด็ก มีอยู่ครั้งหนึ่งภรรยาของผมไปหาลูกผู้พี่ท่านหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้านเธอก็นั่งกลุ้มใจ พร้อมกับเล่าว่าลูกผู้พี่ของเธอมองการแต่งหน้าของลูกเราไม่ดี มีคำพูดหนึ่งของลูกผู้พี่ที่ทำให้เธอสะเทือนใจเป็นพิเศษ นั่นก็คือ

“พี่เขาพูดว่า ‘ตัวแค่นี้มันยังแรดเขียนหน้าเขียนตา โตขึ้นมันจะเป็นยังไง’ ”

“เป็นช่างแต่งหน้าระดับโลกไง” ผมตอบกลับทันควัน “ลูกเราตัวแค่นี้ยังแต่งหน้าเก่งขนาดนี้ ไม่คิดว่าโตขึ้นจะได้รับการบันทึกในกรีนเนสบุ๊กส์อะไรสักอย่างบ้างเหรอ ช่างแต่งหน้าอายุน้อยที่สุดในโลก หรือยูทู้ปเบอร์สอนแต่งหน้าที่มีคนติดตามมากที่สุดในโลก”

แล้วผมก็บอกกับภรรยาต่อไปครับว่า

"เราไม่มีทางรู้หรอกว่าลูกของเราจะเป็นอะไร ถ้าเราไม่ปล่อยให้เขาได้เป็น และสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่เราต้องทำตลอดการเลี้ยงดูลูก คือ เราต้องวางใจ"

มาถึงตรงนี้ผมว่าหลายท่านอาจจะสงสัยแล้วว่าวางใจอะไร วางใจใคร ง่ายๆ เลยครับ วางใจคือวางใจในตัวเองว่าเราสอนลูกมาดี วางใจในตัวลูกว่าเขาจะโตขึ้นเป็นคนสำเร็จและดี วางใจต่อสถานการณ์และสิ่งรอบข้างว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันจะส่งเราและลูกของเราไปสู่จุดที่ดีที่สุดเสมอ

รอยยิ้มของลูกคือความสุขของพ่อแม่ หยุดทุบตีเขาทางด้านจิตใจ หยุดห้ามลูกกันนะครับเขียนมาเสียยืดยาว ผมขอสรุปจบง่าย ๆ แค่ว่า การห้ามลูก อันตรายมากครับ เพราะการห้ามอาจก่อให้เกิดวิกฤตอัตลักษณ์ ก่อความไม่มั่นใจในตนเอง ดับความคิดสร้างสรรค์ และที่แย่ที่สุดคือ มันจะทำให้ลูกโตขึ้นอย่างคนสิ้นหวังและเชื่อว่าตัวเองห่วย ผมเข้าใจว่าพ่อแม่ต้องต่อสู่กับความเป็นห่วงมากมายขนาดไหน จึงจะมาถึงจุดที่ ‘ไม่ห้าม’ และ ‘ปล่อยให้ลูกทำเอง’ ได้ แต่เชื่อเถอะครับว่าผลลัพธ์ของมันมีคุณค่ามหาศาลเลยมีเดียว

ภาพถ่ายโดย: ผู้เขียน

เครดิตภาพปก ภาพโดย PixelAnarchy จาก Pixabay