อย่างที่เพื่อน ๆ หลายคนคงทราบกันเป็นอย่างดีว่าตอนนี้ทั่วโลกมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่โคโรน่าไวรัสหรือที่เรียกกันว่า ‘Covid-19’ และหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบก็คือ ประเทศไทยของเรา ซึ่งมีผลกระทบในหลาย ๆ ด้านเลยหล่ะค่ะ อาทิเช่น ด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าน้อยใหญ่รวมไปถึงแหล่งสถานศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย โรงเรียน แต่แล้วรัฐบาลมีการประชุมหารือกันในวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ให้มีมาตรการผ่อนปรน ระยะ 2 คลายล็อกดาวน์ ถึงการเปิดห้างสรรพสินค้าในวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 และมีหลาย ๆ เสียงมีการถกเถียงกันว่า ห้างสรรพสินค้าเปิดได้ เเต่ ทำไมโรงเรียนเปิดไม่ได้? วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาวิเคราะห์กันค่ะ

09          ห้างสรรพสินค้าปิดทำการชั่วคาาวมากถึง 2 เดือน อาจจะมีแค่บาง Zone ในการคเปิดตัว อาทิ โซนของ Tops Market และโซนของการขายอาหาร เคเอฟซี มิสเตอร์โดนัท เอ็มเค ชาบูชิ แต่มีข้อยกเว้นคือต้องนำซื้อกลับไปทานที่บ้านเท่านั้น โดยไม่สามารถนั่งทานในร้านตามปกติได้ และจะต้องมีการผ่านจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิของร่างกาย เจลแอลกอฮอล์ และต้องสวมใส่หน้ากากอนามัน 

Advertisement

Advertisement

          ซึ่งเหตุผลของการที่เปิดห้างสรรพสินค้าคือโดยปกติคนเราจะต้องกิจกรรมในการเข้าไปจับจ่ายซื้อของที่สำคัญและจำเป็นต่อชีวิตประจำวันแต่หากเป็นการเปิดโรงเรียนมีการเรียนการสอนเกิดขึ้นดังนั้นในกรณีนี้จะเป็นกลุ่มเด็ก ๆ ซึ่งจะมีความเสี่ยงและความเปราะบางมากกว่าทุกกลุ่ม ดังที่มีการวิจัยออกมาว่าในกลุ่มเด็กและกลุ่มวัยชราจะมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่ไวกว่ากลุ่มวัยอื่น ๆ และจากการสำรวยพฤติกรรมของเด็ก ๆ จะมีการเล่นและการสัมผัสกันมาก มีโอกาสในการใกล้ชิดและคลุกคลีกันสูงมาก ๆ ยิ่งหากเด็กบางคนมีโรคประจำตัวหรือช่วงนั้นเป็นหวัดเป็นไข้ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงขึ้นไปอีกเท่าตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบในการระบาดไปยังผู้ใหญ่ที่บ้านอีกด้วย ซึ่งทางคณะกรรมการวิชาการก็มีการนำข้อมูลจากต่างประเทศใช้ในการประกอบการตัดสินใจภายในครั้งนี้ทำให้ทางภาครัฐได้ออกมติว่าอาจจะต้องมีการชะลอตัวในการเปิดโรงเรียนและเล็งเห็นว่าการเปิดห้างสรรพสินค้านั้นสำคัญมากกว่าการเปิดโรงเรียนหรือสถานศึกษา

Advertisement

Advertisement

          แต่หากเปรียบเทียบแล้วการเปิดห้างสรรพสินค้าและโรงเรียนแล้วส่วนตัวเราคิดว่าการเปิดห้างสรรพสินค้านั้นมีความอันตรายและความเสี่ยงมากกว่าการเปิดโรงเรียนมาก เพราะว่าไม่สามารถจำกัดได้เลยว่าการเดินห้างต้องเป็นวัยใด อายุเท่าไหร่ ดังนั้นทุกวัยสามารถเดินห้างได้หมดและแน่นอนว่าวัยเด็กหรือวัยชราก็สามารถไปได้หมดจึงมีความเสี่ยงมากกว่า

Advertisement

Advertisement

          ถึงแม้ว่าจะมีการป้องกันในเบื้องต้น อาทิ ตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกาย เจลแอลกอฮอล์หรือแม้กระทั้งการใส่หน้ากากอนามัย แล้วก็ตาม แต่ในทางกลับกันหากเป็นการเปิดโรงเรียนคิดว่ามีมาตราการในการควบคุมได้ง่ายยิ่งกว่า อาทิ ห้องหนึ่งอาจจะจัดโต๊ะไว้ประมาณ 15-20 ตัว(ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของห้อง) และจัดให้ห่างประมาณ 1.5-2 เมตร มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทั้งหลังและก่อนเรียน หรืออาจจะเป็นการสลับวันกันเรียนของนักเรียนในชั้นนั้น ๆ ซึ่งส่วนตัวมองว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่า

08          แน่นอนค่ะว่าการปิดโรงเรียนอยู่นั้นมีผลเสียและผลกระทบร้ายแรงสำหรับตัวเด็กหรือครอบครัวบางกลุ่มมาก ๆ เพราะในเด็กบางกลุ่มนั้นในพื้นที่อาจจะไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตหรือไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่เขาอยู่ หรือในบางครอบครัวก็ไม่มี คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือให้ลูกหลาน ซึ่งเราสามารถพบเห็น Case เหล่านี้จากทางแหล่งข่าวต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการผลักภาระให้กับบางครอบครัวที่เขาไม่มีความพร้อมกับเรื่องเหล่านี้

          ภายหลังก็มีการเรียนออนไลน์ผ่านการสอนทางไกล DLTV คือสามารถดูได้ผ่าน ‘โทรทัศน์’ซึ่งในบางกรณีก็สามารถช่วยในการเรียนออนไลน์ได้เพราะส่วนใหญ่เกือบทุกบ้านก็มีโทรทัศน์แต่ก็อีกเช่นเคยค่ะสำหรับบางบ้านก็ไม่แม้แต่มีโทรทัศน์ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงและเป็นกังวลมาก ๆ ค่ะ

          และสำหรับผู้ปกครองบางท่านที่ตอนนี้สามารถกลับหรือออกไปทำงานตามปกติได้แล้ว เพราะว่าในบางงาน ณ ตอนนี้ก็มีการผ่อนปรนแล้วจึงทำให้ไม่มีคนดูแลลูกหลานที่อยู่ที่บ้าน หากเป็นครอบครัวใหญ่ที่สามารถฝากฝังเด็กไว้ได้ก็ไม่น่าเป็นห่วงแต่หากเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีสมาชิกเพียง พ่อ แม่ ลูก ตรงนี้ก็ต้องเลือกระหว่างอาจจะต้องจ้างพี่เลี้ยง (สำหรับเด็กเล็ก) หรือหากเป็นเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยก็ต้องดูแลตัวเองค่ะ และต้องยอมรับว่าในเด็กนักเรียนบางกลุ่มก็อาจจะไม่มีสมาธิในการเรียนทำให้ต้องมีผู้ปกครองคอยควบคุมอยู่ตลอดเวลา

07          “การเรียนแบบออนไลน์” ถือว่าเป็นสิ่งใหม่มาก ๆ สำหรับนักเรียนหรือแม้กระทั้งครูผู้สอน ดังนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้อง ‘เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน’ การเรียนออนไลน์ที่ดีนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับการวางระบบการสอน จริง ๆ ก็ไม่ต่างกับการเรียนแบบปกติเลยหล่ะค่ะ แต่มีข้อแตกต่างก็คือทั้งครูและนักเรียนไม่สามารถนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ได้เป็นเวลานาน ๆ หรือทั้งวันต่างกับรูปแบบปกติที่สามารถเรียนและสอนได้ทั้งวันโดยจะมีช่วงเวลาพักเที่ยง พักเบรค

          ครูก็ต้องเตรียมพร้อมในเรื่องของแผนการสอนที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพราะการเรียนแบบออนไลน์นั้นค่อนข้างจำกัดในเรื่องของเวลา และอีกอย่างก็คือในเรื่องของอุปกรณ์และสื่อสำหรับใช้ในการสอนออนไลน์ โดยจะต้องคิดก่อนว่าจะใช้สื่ออะไรในประกอบในการสอนบ้าง อาทิ Website สำหรับเรื่องที่สอนโดยเฉพาะ , วิดิโอ , รูปภาพ เป็นต้น หรือจะต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง อาทิ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต Wifi หรืออินเทอร์เน็ต ควรจะมีการ test ให้เรียบร้อยก่อนเข้าสอน เป็นต้น และวิธีการสอนจะเป็นรูปแบบใด จึงจะ work กันทั้งสองฝ่ายทั้งตัวครูและสำหรับเด็ก

           และเพื่อประเมินการเรียนการสอนว่ามีประสิทธิภาพจริงหรือเปล่า เด็กนักเรียนได้รับความรู้จากการสอนครั้งนี้ ก็อาจจะต้องมีการประเมินโดยการ ให้ทำและส่งการบ้านหรืองานแต่จะเป็นในรูปแบบทำในกระดาษด้วยลายมือตนเองและถ่ายรูปส่งใน Website ที่จัดเตรียมหรือการมีแบบทดสอบโดยการเล่นเกมส์ อาทิ Kahoot ซึ่งเกมส์นี้จะเป็นเสมือนการเช้คชื่อการเข้าเรียนไปในตัวไดัอีกด้วยหล่ะค่ะ

          ในด้านของนักเรียนก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมไม่ต่างจากครู เพราะจะต้องคิดว่านี่เรากำลังเรียนอยู่ แค่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมเป็นที่บ้านแทนการไปโรงเรียน  ก็ต้องมีการวางแผนในการเรียนด้วยเช่นกัน เตรียมตัวให้พร้อมก่อนทุกครั้งในการเข้าเรียน อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในการเรียน เครื่องเขียนและสมุดต่าง ๆ ต้องให้พร้อม ทั้งนี้การเรียนออนไลน์ก็อาจจะไม่ครอบคลุมในบางครั้งก็ต้องมีการค้นหาข้อมูลค้นคว้าด้วยตนเอง

ก็จบลงไปแล้วนะคะสำหรับ ‘ห้างสรรพสินค้าเปิดได้ เเต่ ทำไมโรงเรียนเปิดไม่ได้ ‘ ซึ่งก็อาจจะต้องมีการท้าทายและอุปสรรคกันสักหน่อยสำหรับตัวอาจารย์ผู้สอนและผู้เรียน แต่ก็ต้องมีการปรับตัวกับสถานการณ์ในครั้งนี้ให้ได้ เราในฐานะผู้ที่กำลังเรียนออนไลน์อยู่เหมือนกัน ณ ตอนนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ และครูทุกคนที่กำลังเรียนและสอนออนไลน์กันอยู่นะคะ 🙂❤️

  • เครดิตภาพหน้าปก :

unsplash / unsplash 

  • เครดิตภาพประกอบบทความ 

unsplash (1) 

unsplash (2) 

unsplash (3)