สวัสดีครับ ผมชื่อแฮรี่ ผมเป็นหมาวัดโดยกำเนิด ตอนแม่ผมเด็ก ๆ แม่ไม่ได้เล่าว่าแม่มาจากไหน แต่ที่รู้ ๆ คือแม่ก็มาอาศัยข้าวก้นบาตรในสำนักสงฆ์แห่งนี้กินอยู่ จนวันหนึ่งพ่อผมซึ่งเป็นหมาป่าอยู่บนเขาลักลอบลงมากุ๊กกิ๊กกับแม่ผม จนมีผมและพี่ ๆ น้อง ๆ เป็นหมาวัดครึ่งหมาป่า

 

ด้วยลักษณะที่น่ารักของพวกเราเลยเตะตาพวกญาติโยมที่มาทำบุญ เขาก็เลยขอแบ่ง ๆ ไปช่วยกันเลี้ยง เหลือผมกับแม่ ที่หลวงพ่อท่านบอกว่าเลี้ยงไว้เห่างูเงี้ยวเขี้ยวขอ และเผื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาอย่างน้อยก็มีเสียงของผมและแม่คอยสกัดกั้นเอาไว้ในชั้นหนึ่งก่อน แต่พูดเลยนะผมนี่ไม่ชอบเห่าเลย ไม่รู้เป็นไง อาจจะเพราะเส้นเสียงผมไม่ดีมั้ง ผมเลยเห่าเท่าที่จำเป็น คนแปลกหน้าที่จะมาวัดผมจะว่าไปมันก็แปลกทุกวันหล่ะครับ ถ้าจะเห่าทุกคนที่ผมไม่รู้จักน่าจะเหนื่อยพอสมควร 

Advertisement

Advertisement

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย ผมหล่ะครับแฮรี่ 

 

กิจวัตรของหมาวัดอย่างเรา ๆ ก็มีหน้าที่แค่เฝ้า ๆ ทักทายคนแปลกหน้า บางทีก็เห่าพอได้ครบตามหน้าที่แล้วก็ค่อยไปนอนอยู่แถว ๆ ศาลา แล้ววันหนึ่งก็มีคนใส่ชุดสีเขียว ๆ มาบอกหลวงพ่อผมว่าให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น วันถัดมาหลวงพ่อผมก็เก็บบาตรเก็บของหายไปเลย เหลือผมกับแม่แอ๊บเปิ้ล และอีเหมียวดำ อยู่โยงเฝ้าวัด ดีหน่อยตาเติม และตากาบคอยมาส่งข้าวส่งน้ำในทุก ๆ เช้าเลยทำให้พวกหมา-แมววัดอย่างผมยังอยู่ได้ 

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อยเป็นไงครับบรรยากาศวัดผม

และแล้วในฤดูผสมพันธุ์หมาเหงา ๆ ที่ไม่มีเจ้าของอย่างพวกผมได้แต่หอนอย่างว้าเหว่ในคืนเดือนเพ็ญก็ไม่เหงาอีกต่อไปเพราะมีพระรูปใหม่มาอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ความคุ้นชินกับผ้าย้อมฝาดสีแก่นขนุนจึงไม่ทำให้ผมรู้สึกแปลกแยกกับเจ้านายรูปเดิม รวมทั้งแม่แอ๊บเปิ้ลและอีเหมียว หลวงพ่อก็รักพวกเรา ให้ข้าวกิน มีซื้อปลอกคออันใหญ่เบ้อเริ่มเฮิ่มมาให้ผมด้วย  วันดีคืนดีหลวงพ่อมักจะชวนผมไปสำรวจรอบ ๆ ถ้ำซึ่งติดกับพื้นที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ชีวิตของพวกเราเหมือนจะดีสงบสงัดอยู่ในหุบเขาได้ไม่นาน ชายชุดเขียวกลุ่มใหญ่ที่ถือสิ่งของเป็นด้ามยาวส่งเสียงดังได้เหมือนพวกนายพรานที่มาไล่ยิงเก้งและกระต่ายใกล้วัด มาบอกหลวงพ่อว่า “ไล่คนนึงไป แล้วก็ยังมาใหม่อีกคน ที่นี่เป็นที่อุทยานอยู่ไม่ได้นะท่าน ให้รีบเก็บของแล้วย้ายออกไปซะ” ผมได้ยินหลวงพ่อต่อรองเรื่องเวลาสำหรับการย้าย คนชุดเขียวกลุ่มนั้นก็บอกว่า “ผมให้เวลา 2-3 วันก็แล้วกัน เดี๋ยวนายผมมาตรวจผมจะยุ่ง ยังไงก็ขอความร่วมมือด้วยนะ” เมื่อคนกลุ่มนั้นกลับไปแล้ว ผมก็เห็นชาวบ้านที่มาอยู่เป็นเพื่อนหลวงพ่อทำหน้ายุ่ง ๆ แล้วหลวงพ่อก็สั่งให้ชาวบ้านช่วยกันเก็บของ ก่อนจะนั่งไอ้ดำไปข้างนอกกับพ่อใหญ่  ตกเย็นหลวงพ่อกลับมาหน้าตาเหนื่อย ๆ บอกยายกองซึ่งเป็นเจ้าของสวนใกล้ ๆ กับสำนักสงฆ์ว่าหาที่ใหม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ก็จะย้ายไปหล่ะนะ ยายกองก้มกราบแล้วบอกหลวงพ่อว่า “หลวงปู่อย่าหนีไปไหนเลย ถ้าหลวงปู่ไม่รังเกียจว่าฉันยากจนฉันมีที่ดินไม่เยอะ ก็จะขอแบ่งถวายสัก 1 ไร่ ไว้ทำสำนักสงฆ์ ที่ดินของฉันนี้เป็นที่ นส. 3 ไม่เหมือนที่นี่ที่มันเป็นทบ. 5 ต่อไป ใครที่ไหนก็มาไล่หลวงปู่ไม่ได้” หมาอย่างผมฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เห็นหลวงพ่อนั้นท่านยิ้มแย้มหน้าตาสดใสพูดว่า “สาธุ ๆ นะยายกอง อนุโมทนาบุญด้วย” ส่วนคนอื่น ๆ ก็พนมมือสาธุ 

Advertisement

Advertisement

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย

รุ่งเช้าเราก็ทำการย้ายสำนักสงฆ์ เราในที่นี้รวมผม แม่แอ๊บเปิ้ลและอีเหมียวด้วยนะครับ แต่อีเหมียวมันไม่ยอม พอกินข้าวที่วัดใหม่เสร็จ มันก็หนีกลับมานอนที่เก่า พอนาน ๆ ไปมันก็หายไปเลยไม่ไปหาผมที่วัดใหม่เลย สำนักสงฆ์หรือเราเรียกติดปากว่าวัด อยู่ไม่ห่างจากที่เดิมที่เราอยู่ การย้ายเราแค่เอารถอีแต๊กมาแล้วก็ขุดหลุมรอบ ๆ กุฏิแล้วก็ใส่รถอีแต๊กยกไปเลย เช้าวันนั้น หลวงพ่อท่านได้ทำพิธีเบิกธรณี และทำพิธีถวายที่ดินอยู่ในที่ดินแปลงใหม่ ให้ยายกองกรวดน้ำลงที่ดินเพื่อบอกเทวดาและเจ้าที่ดินแปลงนั้นให้อนุโมทนาบุญในการที่จะสร้างที่ดินแปลงนี้ให้เป็นสำนักสงฆ์ต่อไป

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อยการไฝว้กันตามวิถีหมาๆ

ชีวิตหมาวัดอย่างผมก็อยู่อย่างสงบสุขต่อไป นาน ๆ จะมีเรื่องให้ตื่นเต้น อย่างวันนี้ มีงานที่เรียกว่างาน “ยกเสาเอกศาลาหลังใหม่” หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอท่านมาทำพิธียกเสาเอกให้ วัดเราไม่มีไฟฟ้าใช้นะครับ เวลาจะพูดเสียงดัง ๆ ต้องใช้กล่องขยายเสียงที่ชาวบ้านเอามาจากข้างนอก ผมได้ยินหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอบอกว่า “วัดเนี่ยนะถ้าจะเป็นวัดได้ต้องมีพื้นที่ 6 ไร่ติดกัน แล้วก็เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจะต้องไปหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดกับนายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ที่ดินด้วย  แล้วก็ต้องห่างจากวัดอื่น 2 กม.ด้วยนะ แต่เราก็ทำเท่าที่กำลังมี” ผมนอนเอาขาหลังเกาหูฟังหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอคุยกับหลวงพ่อผมอยู่ใต้ถุนกุฏิ วันนี้ผมเหนื่อยเพราะตื่นแต่เช้าพวกโยม ๆ เขามาทำบุญกันแต่เช้า จริง ๆ ก็มาตั้งแต่เมื่อวานมาเตรียมข้าวของ มาไม่มาเปล่าพาหมามาได้ด้วย ทั้งไอ้หมีที่บังอาจข้ามป่าสวนยางมาไฝว้กับผมในโรงครัวจนแม่กองเขวี้ยงไม้หน้าสามใส่จนวงแตก  รวมทั้งไอ้แพนด้าลูกรักของตาเป็ดที่นั่งอีแต๊กมาเย้ยผมถึงใต้ถุนกุฏิ จนอดใจไม่ไหวว่าจะจัดให้กลางงานเสาเอก เผอิญอ้ายกั้งตาไวเลยจัดการแยกวงพวกผมออก ในฐานะหมาวัดอาวุโสโดยกำเนิดอย่างผมขอแนะนำไว้เลยนะครับ ใครจัดงานวัดควรมีผู้จัดการแผนกหมาไว้เป็นคณะกรรมการจัดการอาหารเครื่องดื่ม และไล่หมาอันธพาลที่ไม่ได้รับเชิญออกนอกพื้นที่ ใจจริงเราก็ไม่อยากไฝว้อะไรกันเท่าไหร่ แต่มันเป็นศักดิ์ศรีของหมาที่ต้องไว้เชิงกัน ส่วนใครจะไปงานวัดก็ช่วยสืบ ๆ หน่อยว่าที่วัดมีหมามั้ย เกรงใจผมบ้างอะไรบ้าง ไม่ต้องพามาทุกงานก็ได้ มันอารมณ์เสีย !  

 

แต่ที่ถูกใจหมาวัดอย่างผมที่สุดก็คือทุกครั้งที่มีงานบุญ ชาวบ้านมักจะพากันออกมาช่วยกันทำนั่นนี่คนละไม้ละมือ (ถึงแม้จะมีหมาพ่วงมาด้วยก็เถอะ) แต่ก็จะทำให้มีของกินเหลือเฟือมาถึงผม และบางทีก็มีการตั้ง “โรงทาน” ที่มีของกินแจกกันกินฟรี ๆ ผมหล่ะแปลกใจจริง ๆ คนหมู่บ้านผมไม่รวยนะครับ แต่เวลาทำบุญทีไร มีโรงทาน มาแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่มเยอะแยะทุกครั้ง เอ้อ แล้วที่แปลกอีกอย่างคือคนที่เอากระดาษมาอยู่ในซุ้มโรงทาน ผมก็นึกว่าเขาเอามาแจก แต่เขาเอามาขายนะครับ และถึงเขาจะขายก็ยังมีคนซื้ออยู่ดีท่าทางจะขายดีเสียด้วย 

หมาวัดสตอรี่ : เป็นกมาวัดมันเหนื่อยหมาวัดสตอรี่ : เป็นกมาวัดมันเหนื่อยหมาวัดสตอรี่ : เป็นกมาวัดมันเหนื่อย

ช่วงฤดูฝน มีคุณยาย ๆ ใส่ชุดขาวล้วนมานอนวัด ตอนกลางคืนก็สวดมนต์กันยาว ๆ ตอนเช้าก็ตื่นแต่เช้ามาสวดมนต์ คุณยาย ๆ ทั้งหลาย จะมาในวันที่หลวงพ่อเรียกว่า “วันพระ” เท่านั้น ผมมารู้ทีหลังว่าคุณยายชุดขาวเหล่านั้นเรียกว่า “แม่ออกขาว” แม่ออกขาวจะมาถือศีลแปด โดยรับศีลกับหลวงพ่อผมในช่วงสายของวัน แล้ววันนั้นทั้งวันก็จะกินข้าวแค่มื้อเช้า กับมื้อก่อนเที่ยง การมาถือศีลของแม่ออกขาวทำให้ผมและเหล่ามาปลื้มเปรมพอสมควร เพราะการที่คนมาเยอะก็แปลว่าของกินก็ย่อมเยอะตามไงครับ แม่ออกขาวมาอยู่วัดก็จะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเอาไม้ไผ่มาไขว้แล้วพันด้วยด้ายสลับสีต่าง ๆ เรียกว่ “ตุง” เอาขึ้นแขวนประดับในศาลา

เป็นหมาวัดม้นเหนื่อย

ตุงใยแมงมุมฝีมือตามกำลังศรัทธาของคุณยายแม่ออกขาวทั้งหลาย

 

พอช่วงท้ายฤดูฝน แม่ออกขาวก็ทำของแปลก ๆ อีก เรียกว่าต้นธูปต้นเทียน  ต้นธูปนั้น ทำด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ตัดเป็นแผ่น ๆ ห่อม้วนด้วยสมุนไพรหอม ๆ ผมไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างหรอก ได้ยินนายแม่ฟังการสาธยายจากพวกยาย ๆ ต้นธูป ต้นเทียนพวกนี้ เขาจะเอาไว้จุดถวายพระในวันออกพรรษา คล้าย ๆ ธรรมเนียมไหลเรือไฟ หรือลอยกระทง แต่ที่นี่เราอยู่บนเขา จึงไม่มีการลอยกระทง แต่จะทำ “ฮ้านประทีป” โดยเอาผลไม้เปลือกหนา เช่น มะตูม หรือมะละกอมาหั่นกลาง วางไส้ด้วยเชือกฝั้นชุบเทียนสำหรับจุดเป็นประทีบพร้อม ๆ กับต้นธูปและต้นเทียน นอกจากพวกการทำ “ฮ้านประทีป” ยังมีการทำกระทงซึ่งก็ทำง่าย ๆ โดยเอาขวดมาตัดครึ่งใส่ทรายประดับด้วยดอกไม้ ธูป และเทียน จะมีก็ของนายแม่ผม ที่ใช้ใบตองเย็บเป็นกระทงใบตองที่ปกติจะเอาไปลอยน้ำ แต่คราวนี้จะเอาไปวางไว้ที่ “ฮ้านประทีป” แทน การทำฮ้านประทีป และต้นธูป เทียน นี้ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในงานออกพรรษาของวัดเรา และพอตกค่ำชาวบ้านก็มาชุมนุมที่วัดไหว้พระเสร็จแล้ว ก็มาที่ฮ้านประทีป ทำการเวียนเทียน 3 รอบ ก่อนที่จะนิมนต์หลวงพ่อผมเป็นประธานจุดไฟที่ต้นธูป และต้นเทียน และจุดไฟที่ฮ้านประทีปด้วย จากนั้นพวกชาวบ้านก็จะเอากระทงที่ตัวเองทำมาวางและช่วยกันจุดไฟที่ฮ้านประทีปต่อ พอเสร็จแล้วสิ่งที่ชาวบ้านสนุกแต่ผมทุกข์ก็คือการจุดประทัด และดอกไม้ไฟ เสียงมันดังจนผมต้องวิ่งไปหลบใต้ถุน ส่วนพวกหมาตัวอื่น ๆ อย่างพวกไอ้แซมโง่นั่นเหรอคับ ถ้าไม่อยู่ในคอกคาดว่ามันคงวิ่งหางจุกตูดไปหลบในถ้ำใดถ้ำหนึ่งในเขาแล้ว อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยครับใครก็ได้ถ้าจะจุดประทัดช่วยจุดเบา ๆ หน่อย หมาอย่างผมหัวใจจะวายครับ 

หมาวัดสตอรี่ : เป็นกมาวัดมันเหนื่อย

ต้นเทียนฝีมือคุณยายแม่ออกขาว

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย ต้นธูปและฮ้านประทีบ ฝีมือคุณแม่ออกและพ่อออกทั้งหลาย 

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย ดอกไม้บูชาพระคืนนี้

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย ต้นธูป ส่วนประดับฮ้านประทีบคืนนี้

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย ตีนกา คือด้ายฝั้นชุบเทียน เอาไว้จุดบูชาพระ

หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย หมาวัดสตอรี่ : เป็นหมาวัดมันเหนื่อย เรื่องไม่ชอบใจผมอีกเรื่องก็คือการฉีดยา แต่เดิมผมเผลอทีไรมักจะโดนจับฉีดยาไล่หมัดเห็บ หลวงพ่อเคยบอกผมว่า “เจ้าอย่าไปเล่นซนในป่าในเขา มันมีเห็บหมัดเยอะ เดี๋ยวเจ้าจะเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด อายุไม่ยืนเหมือนหมาตัวอื่นเขา หรืออาจจะเป็นขี้เรื้อนก็ได้ อีกอย่างเห็บหมัดนี่ ถ้ามากัดคนก็ทำให้คนเป็นโรคได้เหมือนกัน” ดีหน่อยช่วงนี้หลวงพ่อยุ่ง ๆ กับกิจการงานวัดเลยไม่มีเวลามาไล่เรียงอะไรกับพวกหมา ๆ อย่างผม  ผมก็เลยนอนเหงาให้หมัดและเห็บแทะตัวอยู้ใต้กุฏิได้สบายฉ่ำ และช่วงนี้ผมไม่รู้เป็นไงรู้สึกไม่ค่อยดี ร่างกายไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ผมไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเห่าหรือไฝว้กับหมาตัวไหน อาหารอันแสนโอชะแต่ละมื้อช่างไม่มีความหมายต่อผม จนสุดท้ายแล้ว ผมรู้สึกว่าชีวิตของผมคงจะหมดสิ้นในไม่นานนี้ ผมจึงออกเดินจากวัดไปที่เชิงเขาอันที่ที่เคยเป็นที่มาของผม ที่ที่พ่อและแม่ของผมเคยรักกัน ผมหมดแรงนอนลงใต้ต้นลำไย หายใจช้า ๆ รวยรินอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง ก่อนที่สติของผมจะดับไป ได้ยินเสียงคนคุยกันว่า “ใช่หมาวัดที่หลวงพ่อถามหาหรือเปล่า หมาปลอกคอใหญ่ ๆ ขนปุย ๆ” อีกคนก็ตอบว่า “น่าจะใช่นะ มันตายหรือยัง” … ผมรับรู้เพียงแค่หลวงพ่อให้คนมาตามหาผมหลังจากที่ผมหายออกไปจากวัดได้สองสามวันหลังล้มเจ็บ หลวงพ่อรู้ว่าผมป่วยและพยายามที่จะเอาผมไปรักษา แต่ผมเลือกแล้วที่จะเป็นแบบนี้

ผมก็ตายในฤดูหนาวปีที่ 3 ของการสร้างวัด แม้ร่างกายสังขารผมจะไม่ดี และถึงกาลที่ต้องผลัดเปลี่ยนตามคำสอนของหลวงพ่อ ผมก็ไม่ได้หวาดกลัวหรือกังวล ผมเชื่อว่าความดี ความศรัทธา และความสามัคคีของชาวบ้านที่มีต่อกันนั้น จะทำให้โลกนี้น่าอยู่ ผมไม่มีห่วงอะไรให้ต้องกังวล ผมได้หลับใหลอย่างเป็นสุขและเฝ้ามองการเติบโตของวัดและผู้คนบนดาวหมาอันไกลโพ้น

 

เรื่องและภาพโดยผู้เขียน