จบลงไปแล้วสำหรับฟุตบอล พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นอีกนัดที่แฟนบอลบ้านเราให้ความสนใจเมื่อ สเปอร์ส ของ โชเซ มูรินโญ เปิด บ้านต้อนรับอดีตทีมเก่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นการกลับมา Restart เตะกันอีกครั้งหลังจากห่างหายจากปัญหา โควิด-19 ไปนานกว่า 3 เดือน นอกจากผลการแข่งขันแล้ว ยังมีอีกหลายแง่มุมทั้งบรรยากาศในสนาม และเรื่องราวดราม่าให้ได้พูดถึงหลังเกม แน่นอนว่าเมื่อ สเปอร์ส vs แมนยู มันต้องจบลงแบบไม่ธรรมดาแน่นอน

การดีใจของ สตีเฟน เบิร์กไวน์ ผลการแข่งขันที่จบลงด้วยผลเสมอ การแบ่งแต้มจะว่าไปไม่ใช่เรื่องที่แฟนบอลแปลกใจนัก ด้วยสไตล์การคุมทีมของ โชเซ มูรินโญ ที่มักเน้นเกมรับหลังจากได้ประตูขึ้นนำ เช่นเดียวกับเกมเมื่อคืน สเปอร์ส ได้ประตูขึ้นนำก่อนตั้งแต่ครึ่งเวลาแรกจาก สตีเฟน เบิร์กไวน์ กองหน้าดาวรุ่งวัย 22 ปี จัดการลากเข้าไปยิงจากนอกกรอบเขตโทษตะบันด้วยขวาผ่านมือ เด เคอา เข้าไปเป็นประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 27 จากนั้นครึ่งหลังเป็นรายการ รสบัส ของทางเจ้าบ้าน เป็นทางฝั่งลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ที่กระหน่ำทำเกมรุกจนมาประสบผลสำเร็จในนาทีที่ 82 จาก อีริค ไดเออร์ ที่ไปกระแทกใส่ พอล ป็อกบา เสียจุดโทษ และเป็น บรูโน่ แฟร์นานเดส สังหารไม่พลาด จบลงที่การแบ่งแต้ม 1-1 แมนยูฯ เก็บเพิ่มเป็น 46 แต้ม ยังอยู่ในเส้นทางได้ลุ้นโควตาไปลุย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ที่ห่าง เชลซี อันดับ 5 เพียง 2 คะแนน แต่แข่งมากกว่า 1 นัด

Advertisement

Advertisement

จบเกมแล้วดราม่ายังไม่จบ! เป็นทางด้าน โชเซ มูรินโญ ที่ออกมาวิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินแบบทันควัน เมื่อสเปอร์สต้องโดนเป่าเป็นจุดโทษถึง 2 ครั้งเป็นจุดเปลี่ยนของเกม และตามความเห็นของเค้าไม่สมควรเป็นจุดโทษทั้ง 2 ลูก ดีที่ครั้งที่ 2 ช่วงท้ายเกมหลังจากผู้ตัดสินได้ดู VAR แล้ว ได้ยกเลิกการให้จุดโทษไป ก็เป็นตามสไตล์ของมูรินโญที่เราคุ้นตา ถ้าเห็นเค้าไม่โวยวายคงเป็นอะไรที่แปลกตามาก

Advertisement

Advertisement

การยิงจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นานเดส ทางฝั่งแฟนบอลสเปอร์สก็ไม่น้อยหน้า เมื่อมีคอมเมนต์กระหน่ำวิจารณ์ทีมรักของตัวเองที่แม้จะเล่นในบ้าน แต่สถิติการครองบอลตลอดเกมอยู่ที่ 39 เปอร์เซ็นต์ เป็นรองทีมเยือนอย่างแมนยูฯ ที่ได้ไป 61 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขสถิติโอกาสการทำประตูเป็นรองทุกอย่างแม้จะเล่นในบ้าน เน้นเกมรับไม่มีความพยายามที่จะใช้เกมรุกบุกสู้ แถมยังใช้โควตาเปลี่ยนตัวแค่ 2 คน ทั้งที่นักเตะในทีมหลายคนในครึ่งหลังมีอาการล้าให้เห็น ตรงข้ามกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ที่ใช้โควตาครบทั้ง 5 คน จนดูนักเตะกระชุ่มกระชวยดูมีความสดมากกว่าในครึ่งหลัง และนักเตะที่ลงมาอย่าง พอล ป็อกบา ก็ดูจะฝากผีฝากไข้ได้ ลงมาประสานงานกับ บรูโน่ แฟร์นานเดส ได้อย่างลงตัวจนดูดีมากในช่วงครึ่งชั่วโมงหลัง พอจะเห็นอนาคตกันได้บ้าง

Advertisement

Advertisement

อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวเนื่องจากมาตรการป้องกัน โควิด-19 คนที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดอาจจะอินกับเสียงซาวด์ของคนดู ที่ใส่ลงไปสร้างบรรยากาศให้กลมกลืนแบบไม่รู้ตัว แต่มันก็รู้สึกขัดแย้งทันทีเมื่อกล้องแพนไปเห็นอัฒจันทร์ว่าง ๆ อาจทำให้อารมณ์ความสนุกสะดุดไปนิด และนักฟุตบอลก็รู้ดีว่านี่คือเสียงเชียร์พวกเค้าแบบปลอม ๆ จังหวะได้ประตูจากมาตรการไม่ให้รวมกลุ่มกอดรัด ก็ดูจะไม่เห็นการระเบิดอารมณ์ออกมาแบบเต็มที่อย่างที่เคยเป็น ความสนุกลดลงไปพอสมควร แต่มองในแง่ดีมันก็ยังดีกว่าฟุตบอลไม่กลับมาให้ได้ดู

ภาพบรรยากาศการแข่งขันยังเหลืออีกหลายนัดให้ได้ติดตามถึงบทสรุปของฤดูกาลนี้ว่าจะจบลงอย่างไร ลิเวอร์พูลจะเข้าป้าย , แมนยูฯ จะได้ไปบอลยุโรป หรือจะมีปาฏิหาริย์ฟ้าผ่าพลิกผันให้ลิเวอร์พูลรถแห่คว่ำหรือไม่ เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามกันต่อไป ใครที่พลาดชมการถ่ายทอดสดในนัดนี้ สามารถรับชมไฮไลท์การแข่งขันย้อนหลังแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ที่นี่ คลิก! และติดตามข่าวสารวงการฟุตบอล , โปรแกรมถ่ายทอดสด รวมถึงกีฬาน่าสนใจได้ทางเพจ TrueVisions และ True Sports และวันหน้าเราจะมาติดตามเรื่องราวความสนุกของวงการฟุตบอลกันใหม่ครับ...


ภาพประกอบจาก sport.trueid.net  ภาพหน้าปก , ภาพที่ 1 , ภาพที่ 2 , ภาพที่ 3