ทุกวันนี้เมื่อเราดูข่าวไม่ว่าจะจากสื่อโทรทัศน์ หรือ สื่อโซเชียล เราจะพบการนำเสนอข่าวความรุนแรงในเด็กที่มีมาให้ชมได้แทบทุกวัน ที่น่าตกใจไปกว่านั้นเราจะพบว่าตัวเลขของเหยื่อและผู้กระทำความผิดก็มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เช่น ข่าวเด็กประถม 5 ล่วงละเมิด ฯ เด็กอนุบาล 2 เป็นต้น

 

                ยิ่งไปกว่านั้น โรงเรียนสถานที่ที่พ่อแม่ให้ความไว้วางใจส่งบุตรหลานไปหาความรู้ความก้าวหน้าในชีวิต กลับกลายเป็นสถานที่ชั่วร้าย ทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจเด็กโดยครูผู้สอน “ครู” อาชีพที่สังคมให้ความเคารพยกย่อง แต่ปัจจุบันกลับถูกตั้งคำถามว่าเราจะเชื่อใจครูของลูกได้มากน้อยแค่ไหน ?

 

                ผู้เขียนเชื่อว่าเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กเหล่านี้ โดยเฉพาะความรุนแรงในโรงเรียน เป็นปัญหาสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในวันนี้ผู้เขียนจึงอยากจะมาเล่าให้ฟังถึงสาเหตุของความรุนแรงในโรงเรียน ตลอดจนผลกระทบต่อเด็กและวิธีให้ความช่วยเหลือ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันสอดส่องดูแล มิให้ปัญหานี้เกิดขึ้นกับบุตรหลานอันเป็นที่รักของพวกเราทุกคน

Advertisement

Advertisement

 

                ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เมื่อต้นปี 2018 ระบุว่า เด็กไทยถูกรังแกในสถานศึกษาโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 6 แสนคน หรือถือเป็นร้อยละ 40  ที่เด็กนักเรียนถูกเพื่อนด้วยกันรังแกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ตัวเลขนี้ทำให้ไทยติดอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น


ภาพประกอบที่ 1

หากเราจะหาสาเหตุของความรุนแรงในโรงเรียน เราอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

 

ความรุนแรงที่เด็กกระทำต่อเด็ก มีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือ

 

สาเหตุจากครอบครัว

                เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกต้อง เช่น เติบโตในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก จนเด็กเกิดการจำและลอกเลียนแบบพฤติกรรมจนนำความรุนแรงมาใช้กับสังคม หรือ เด็กที่มาจากครอบครัวที่แตกแยก เด็กถูกทอดทิ้งให้อยู่กับญาติที่ไม่ได้ให้ความรักและการเอาใจใส่เท่าที่ควร เด็กจะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย จนเด็กมีความเครียดสะสมกลายเป็นคนก้าวร้าวและใช้ความรุนแรงในที่สุด

Advertisement

Advertisement

 

สาเหตุจากการเสพสื่อ

                การเสพสื่อทั้งจากทางภาพยนตร์ เกมส์ หรือ สื่อออนไลน์ที่มีเนื้อหาใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อที่ยากต่อการควบคุม เมื่อเนื้อหาที่รุนแรงถูกถ่ายทอดไปเรื่อย ๆ เด็กเสพสื่อจนเกิดความเคยชินจนไม่รู้สึกผิดที่จะใช้ความรุนแรง และเกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบในที่สุด


ภาพประกอบที่ 2ความรุนแรงที่ครูกระทำต่อเด็ก มีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

Advertisement

Advertisement

 

 ครูมีความผิดปกติในด้านจิตใจและอารมณ์

                เมื่อเกิดความเครียดก็มาระบายอารมณ์ลงที่เด็กด้วยการด่าว่า การตีและการลงโทษด้วยวิธีรุนแรง หรือ การกระทำอื่น ๆ ที่มีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมที่จะกระทำต่อเด็ก

 

 ครูขาดทักษะในการจัดการปัญหาเด็ก

                ครูส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการลงโทษด้วยการตีเป็นวิธีที่ใช้ได้ผล ในการทำให้เด็กเชื่อฟัง ยิ่งไปกว่านั้น สังคมไทยยังยกย่องเชิดชูครูให้มีฐานะสูงกว่าเด็กนักเรียน เพราะถือว่าเป็นผู้ให้ปัญญาประสิทธิประศาสตร์วิชาความรู้ ผู้ปกครองยังให้สิทธิครูในการช่วยอบรมสั่งสอนบุตรหลาน เพื่อทำให้บุตรหลานปฏิบัติตัวตามแนวทางที่ถูกต้อง ด้วยแนวคิดนี้เองจึงนำมาซึ่ง อำนาจของครูในการตัดสินลงโทษเด็กได้ตามคตินิยมสมัยก่อนที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูก (ศิษย์) ให้ตี

                นอกจากนี้ การยกช่องเชิดชูครูให้อยู่เหนือศิษย์ ทำให้ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนไทย เป็นแนวทางการสื่อสารทางเดียว คือ จากครูไปสู่ศิษย์ ศิษย์ต้องฟังครู แต่ครูไม่จำเป็นต้องฟังลูกศิษย์ เพราะถือว่าครูคือผู้มีความเชี่ยวชาญ มีทักษะความรู้ในวิชานั้น ๆ มากกว่าศิษย์ ด้วยแนวคิดแบบนี้ จึงทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าในกันระหว่างครูและศิษย์ จนนำไปสู่การลงโทษที่บางครั้งรุนแรงเกินกว่าเหตุ


ภาพประกอบที่ 3ผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อเด็ก

                ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับเด็กโตหรือเด็กเล็ก ย่อมส่งผลกระทบที่ร้ายแรงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ ได้แก่

 

บาดแผลทางอารมณ์

                เด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกทอดทิ้งจะมีความรู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายในใจ เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรง เด็กจะขาดความเชื่อใจคน เพราะเคยถูกทอดทิ้งหรือถูกกลั่นแกล้ง เค้าจะรู้สึกสิ้นหวังและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง มีแนวโน้มในการทำร้ายตนเองและฆ่าตัวตายในที่สุด

บาดแผลทางร่างกาย

                เด็กที่ถูกทำร้ายจะมีบาดแผลและรอยฟกช้ำตามร่างกาย ในบางกรณีอาจมีการแตกหักของกระดูก เช่น แขนหรือขาหัก จนมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังตามมา ในกรณีที่บาดเจ็บสาหัสก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ผลกระทบในระยะยาว

                จากการสำรวจพบว่า เด็กที่ถูกทำร้ายไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ จะมีแนวโน้มที่มีการศึกษาต่ำ เพราะอาจเลิกเรียนกลางคัน มีแนวโน้มที่จะติดยาเสพติดและติดเหล้า ในระยะยาวจะมีอาการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น เป็นโรคซึมเศร้า จากการสำรวจยังพบว่า ผู้ที่มีประวัติถูกทำร้ายและใช้ความรุนแรงในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะก่ออาชญากรรมร้ายแรง

ผลกระทบต่อครอบครัว

                ครอบครัวที่มีสมาชิกตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจะมีปัญหาในการรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของเค้า เช่น มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว หรือ พฤติกรรมปิดกั้นตนเองจากสังคม เป็นต้น

 

                หากครูหรือผู้ปกครองพบว่าลูกศิษย์หรือบุตรหลานถูกทำร้ายมา จะมีขั้นตอนช่วยเหลือได้อย่างไร ผู้เขียนขอสรุปไว้ดังนี้


ภาพประกอบที่ 4บทบาทของครูและผู้ปกครองในการช่วยเหลือเด็กที่ถูกทำร้าย

 

เมื่อทราบว่าเด็กถูกทำร้าย

  1. ครูหรือผู้ปกครองต้องแสดงให้เด็กเห็นว่าเชื่อในสิ่งที่เด็กบอก แม้ขณะนั้นจะยังไม่สามารถสืบหาข้อเท็จจริงได้ก็ตาม
  2. จะต้องทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย โดยสร้างความมั่นใจให้เด็กว่าเค้าจะได้รับความช่วยเหลือและคุ้มครอง

 

สืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

  1. ตรวจสอบรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเด็ก
  2. หาพยานหลักฐานที่จะยืนยันตัวผู้กระทำผิด
  3. เก็บรายละเอียดขั้นตอนการทำร้ายเด็ก
  4. รายงานผลกระทบที่มีต่อเด็กและครอบครัว

 

ข้อมูลที่ควรสัมภาษณ์เด็กและจะต้องบันทึกไว้

  1. วัน เวลา สถานที่ ๆ สัมภาษณ์เด็ก
  2. หลักฐานการทำร้ายร่างกาย เช่น ร่องรอยบาดแผลตามร่างกาย
  3. ควรถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่ต้องขออนุญาตจากเด็กก่อน

 

ครูและผู้ปกครองจะต้องประสานงานกับหน่วยงานภายนอกในการช่วยเหลือเด็ก

เช่น แจ้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ๆ

 

ข้อมูลติดต่อหน่วยงานที่รับแจ้งเหตุ

  • ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สายด่วน 1300
  • กรณีการล่วงละเมิดในโรงเรียน เบอร์ติดต่อศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือนักเรียนฯ

                กระทรวงศึกษาธิการ 02-007-0001 หรือ สายด่วน 1579

  • มูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก 02-412-0739

    ภาพประกอบที่ 5

                สุดท้ายนี้ผู้เขียนอย่างเสริมแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครูและเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กวัยรุ่น

                จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าการศึกษาของไทยส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารทางเดียว แต่ในปัจจุบันที่บริบทในสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แม้ครูจะยังมีบทบาทที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ แต่ก็ไม่สามารถสรุปรวบยอดได้ว่าครูฉลาดและรู้มากกว่าศิษย์ เพราะในสังคมของข่าวสารและสื่อโซเชียลในปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับกันว่า บางเรื่องลูกศิษย์รู้มากกว่าครู ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารสองทาง คือ การยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

                อย่างไรก็ตามการแสดงความคิดเห็นทั้งจากฝ่ายครูและจากฝ่ายนักเรียน ควรอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันโดยปราศจากอคติ หากครูให้ความคิดเห็นโดยยึดหลักเมตตาและกรุณาต่อเด็ก ในขณะที่เด็กก็แสดงความคิดเห็นโดยให้เกียรติและเคารพในวัยวุฒิและคุณวุฒิของครู ผู้เขียนเชื่อว่าจะทำให้การสื่อสารระหว่างสองฝ่ายเกิดความเข้าใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ไม่ใช่เป็นหน้าที่เฉพาะของครูและผู้ปกครองเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนในสังคมต้องช่วยกันร่วมมือที่จะขจัดปัญหานี้ให้เบาบางลงไป ด้วยการทำความเข้าใจในต้นตอของปัญหา เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อทำให้อนาคตของชาติในวันนี้ ได้มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมในอนาคต


 

แหล่งข้อมูล

 แหล่งภาพประกอบ

ภาพปก: ภาพการ์ตูน, Vector คนถูกต่อว่า

ภาพประกอบที่1ภาพประกอบที่ 2ภาพประกอบที่ 3ภาพประกอบที่ 4ภาพประกอบที่ 5