ในเกมการแข่งขันฟุตบอล คุณจะเห็นทักษะการเลี้ยงหลบลูกบอลของผู้เล่น รวมถึงการเตะลูกบอลไปยังเป้าหมาย ทีมฟุตบอลที่เก่งจะขาดกุนซือไม่ได้ ผู้มองเห็นภาพรวมการแข่งขันและคอยชี้แนะนักฟุตบอลควรเล่นแบบไหน ถึงจะทำประตูได้  

ลีลาของนักเตะฟุตบอลที่พลิ้วไหวเลี้ยงบอลหลบคู่ต่อสู้ขณะเดียวกันมีสายตาแหลมคมเห็นเพื่อนร่วมทีมวิ่งไปยังตำแหน่งใด เพื่อสบช่องเตะลูกบอลไปหาเพื่อนร่วมทีมได้อย่างพอดิบพอดี นี่คือทักษะของนักเตะฟุตบอลที่ต้องอาศัยสมาธิอย่างยิ่ง

ไม่น่าเชื่อว่าพนักงานรับโทรศัพท์หรือ Call Center ก็ต้องอาศัยทักษะสมาธิเช่นเดียวกัน พนักงานรับโทรศัพท์ ก็มีลีลาของตัว คงเคยเห็นพนักงานบางคนทั้งรับโทรศัพท์ในมือขณะเดียวกันโต้ตอบกับคนตรงหน้าได้  การจัดการเพื่อให้ทุกอย่างไม่หยุดชะงักติดขัด เป็นทักษะสำคัญของผู้มีหน้าที่รับโทรศัพท์ เพื่อมิให้บุคคลภายนอกเสียความรู้สึกหรือมีความประทับใจแรกพบที่ไม่ดี ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ได้

Advertisement

Advertisement

มีสมาธิ

อาชีพนักเตะฟุตบอลและพนักงานรับโทรศัพท์เกี่ยวพันกับสมาธิอย่างไร สมาธิมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเราหรือไม่ เรามาหาคำตอบกัน....

ความหมายของ สมาธิ คือ การจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คนที่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่รักหรือสิ่งที่สนใจได้เป็นเวลานานคือคนที่มีสมาธิ เช่นเดียวกับนักฟุตบอลอาชีพหรือพนักงานรับโทรศัพท์พวกเขาสามารถทุ่มเทกับสิ่งที่ทำตรงหน้าได้อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะความสนุกความเพลิดเพลินคือคำตอบสำหรับพวกเขา

ไม่ว่าจะทำสิ่งใด หากเรามีใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำ เมื่อนั้นสิ่งที่ทำจะดำเนินด้วยดี มีผลผลิตงอกเงยตามที่ต้องการ แต่อุปสรรคขัดขวางก็คือ ความคิดคำนึงหรือสิ่งที่เรียกว่าความเกียจคร้าน หรือการผัดผ่อนไปก่อนแล้วค่อยทำ สมาธิจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีสติเป็นตัวจุดประกาย ‘เราน่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้นะเพราะว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นการกระทำที่ดี ทำให้เราได้ฝึกฝนพัฒนาฝีมือ หรือได้ช่วยเหลือคนอื่น’ เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว มีสติรู้ตัวดีแล้วต้องรีบลงมือทำทันทีเพื่อให้ใจที่โน้มน้าวทางดีได้จดจ่อกับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องจนมีสมาธิเกิดขึ้น

Advertisement

Advertisement

กล่าวได้ว่า พอมีสติอยู่กับตัวปุ๊บ ก็สร้างสมาธิกับเรื่องหนึ่งได้ปั๊บ เพียงขอให้มีสติและไม่สร้างสมาธิจดจ่อกับสิ่งไร้สาระหรือไม่ก่อดอกผล มีงานวิจัยค้นพบว่า คนมีสมาธิ คือ คนที่สร้างผลงานได้ดี ทำอะไรก็มีคุณภาพ เพราะคนมีสมาธิจะมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำได้ต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ค่อยมีอะไรมาทำให้วอกแวก สิ่งที่ทำจึงดำเนินอย่างราบรื่น

สมาธิเปรียบเสมือนกับการเอาแว่นขยายไปอยู่กลางแดด เพื่อโฟกัสแสงแดดให้รวมศูนย์ไปที่สิ่งหนึ่ง ถ้ามีไม้ขีดอยู่ใต้แว่นขยายนั้น ไม่นานแสงแดดผ่านแว่นขยายจะมีพลังมากพอจนจุดหัวไม้ขีดให้ลุกไหม้ได้เพราะความร้อนที่สั่งสมมากขึ้น นี่คือประโยชน์ของสมาธิที่มีในตัวเราทุกคน

Advertisement

Advertisement

ดังนั้น ถ้าเราแต่ละคนสามารถนำสมาธิไปใช้สร้างสรรค์หรือทำงานอะไรก็ตาม เราจะได้ผลงานดีมีคุณภาพ ทีนี้สมาธิเกี่ยวข้องกับผู้เล่นฟุตบอลรวมถึงพนักงานรับโทรศัพท์อย่างไร คำตอบก็คือ สมาธิ มี 2 แบบครับ คือ สมาธิแบบรวมศูนย์ และสมาธิแบบกระจายศูนย์

สมาธิมีสองแบบ

สมาธิแบบรวมศูนย์ ก็คือ สมาธิประเภทที่นักฟุตบอลใช้ขณะเลี้ยงลูกฟุตบอลไปข้างหน้าโดยหลบหลีกคู่ต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว จดจ่อกับลูกฟุตบอล เช่นเดียวกับพนักงานรับโทรศัพท์ที่มีสมาธิจดจ่อกับเสียงปลายสายที่ติดต่อเข้ามา นี่คือตัวอย่างของสมาธิแบบรวมศูนย์ เป็นสมาธิที่จดจ่อกับสิ่งตรงหน้า หรือสิ่งที่อยู่ในมือ สมาธิแบบรวมศูนย์ทำให้เรามองเห็นรายละเอียดของสิ่งตรงหน้า

กับสมาธิแบบกระจายศูนย์ เป็นสมาธิที่เราใช้จดจ่อกับสิ่งรอบตัวหรือสิ่งแวดล้อม เช่น พนักงานรับโทรศัพท์มีสมาธิสนใจดูสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรเกิดขึ้น หรือนักเตะฟุตบอลเงยหน้ามองผู้คนรอบสนามขณะกำลังเลี้ยงบอล สมาธิกระจายศูนย์เป็นสมาธิที่ทำให้เรามองเห็นภาพรวมทั้งหมด

นักฟุตบอลอาชีพที่ยอดเยี่ยม คือ นักฟุตบอลที่สามารถใช้สมาธิทั้งสองแบบได้เป็นอย่างดี คือ เลี้ยงลูกฟุตบอลได้ต่อเนื่อง (ใช้สมาธิแบบรวมศูนย์) โดยหลบหลีกคู่แข่งได้ ขณะเดียวกันใช้สมาธิแบบกระจายศูนย์คือคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่งในสนามได้ จึงส่งต่อลูกบอลไปให้เพื่อนร่วมทีมเล่นได้อย่างแม่นยำ ความแม่นยำนั้นเกิดจากการมีสมาธิที่ดีเยี่ยม เพราะต้องรู้ว่าจะเตะบอลส่งให้เพื่อนในจังหวะไหน เพื่อให้เพื่อนที่กำลังวิ่งไปได้เจอลูกบอลในตำแหน่งนั้นพอดี

พนักงานรับโทรศัพท์ก็ต้องรู้จังหวะว่า ควรคุยกับใครก่อนดี ระหว่างคนอยู่ในสายหรือคนตรงหน้า รวมถึงแก้ปัญหาของใครก่อน เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีทั้งสองสิ่ง จะเงยหน้าเพื่อสอบถามข้อมูลจากคนรอบข้างแล้วค่อยกลับจดจ่อคุยกับคนทางโทรศัพท์อย่างรู้เรื่อง นี่เป็นการใช้สมาธิทั้งสองแบบอย่างต่อเนื่อง

จะเห็นว่า คนเรามีสมาธิได้เพียงแบบเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง ฉะนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ช่วงใดควรใช้สมาธิแบบไหนจึงจะเหมาะและถูกต้อง ไม่ใช่ช่วงที่ต้องใช้สมาธิรวมศูนย์เพราะคู่แข่งกำลังจะมาแย่งลูกบอลที่เท้า (ใส่ใจรายละเอียดตรงหน้า) แต่ดันไปเหลือบมองเพื่อนร่วมทีมจนโดนแย่งบอลไปได้

สับสวิตช์

การสลับสวิตช์จากสมาธิแบบหนึ่งไปสู่สมาธิอีกแบบ ทำให้เราสามารถทำสิ่งที่สลับซับซ้อนได้ นักฟุตบอลจึงสามารถฝ่าฟันด่านต่าง ๆ ของคู่แข่งได้ รวมถึงมองเห็นเป้าหมายข้างหน้าว่าจะไปยังไง ต้องทำอะไรต่อ

สมาธิเกิดขึ้นได้เพราะการฝึกฝน ยิ่งเราหัดสร้างสมาธิกับสิ่งหนึ่งได้นาน ทักษะการใช้สมาธิของเราจะแกร่งและเข้มข้นขึ้น ทุกคนสามารถฝึกใช้สมาธิได้ทั้งสองแบบ ฝึกให้คล่องแคล่วชำนาญทั้งสมาธิแบบใช้สังเกตภาพรวมและสมาธิที่ใช้สังเกตรายละเอียดสิ่งตรงหน้า เมื่อนั้นเราจะเป็นผู้ที่ทำงานได้อย่างประสิทธิภาพ และมีความสุขกับสิ่งที่ทำครับ

 

ภาพประกอบ นำมาจาก​ canva.com