คนเราเกิดมามีอะไรที่เท่ากัน? นอกจากร่างกายที่ครบสามสิบสองและจิตใจแล้ว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่เท่ากัน หากคิดสืบย้อนไปถึงการเลี้ยงดูตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จะสะท้อนให้เห็นว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่าง บางคนมีครอบครัวที่ดี วางรากฐานอนาคตไว้สำหรับสมาชิกใหม่ และแน่นอนก็ต้องมีครอบครัวที่ขาดแคลน...ไม่ค่อยมีอะไรเตรียมไว้รองรับ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราคงเคยอ่านประวัตชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จมาไม่มากก็น้อย เรารับรู้มาว่า ความสำเร็จนั้นเริ่มต้นจากการลงมือทำ ด้วยเหตุนี้จุดเริ่มต้นจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ การพยายามที่ต่อเนื่องต่างหาก

แต่การพยายามที่ต่อเนื่อง จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดสิ่งหนึ่ง และสิ่งนี้ก็เป็นแกนกลางสำคัญสำหรับทุกชีวิตที่ก้าวไกลไปข้างหน้า แกนกลางนั้นมีลักษณะหากเปรียบเป็นรูปธรรมก็คือ การรู้จักแปรเปลี่ยนรูปโฉมของห้องที่ดูสลัวมัวหมองให้กลายเป็นห้องที่สดใสสว่างได้ ชีวิตคนเราล้วนต้องการการแปรเปลี่ยนรูปโฉมเช่นนั้นเสมอ ซึ่งก็คือ..การแปรเปลี่ยนสภาพบรรยากาศหรือรูปโฉมของสภาวะภายในหรือจิตใจ

Advertisement

Advertisement

 

แน่นอน อุปสรรคสำคัญของคนที่ไม่สำเร็จ คือ การล้มเลิกหรือยอมแพ้ต่อปัญหาที่ถาโถมเข้ามา ลองนึกดูดีๆ ทุกครั้งที่เจออุปสรรค พบพานกับปัญหา คุณจะรู้สึกอย่างไร...ความรู้สึกเหนื่อยอ่อนย่อมเกิดขึ้นภายหลังที่ทำนั่นนี่เพื่อแก้ปัญหา แต่ความจริงก็คือ หากแก้ปัญหาได้ เราก็ไปต่อได้ แต่ก่อนหน้าจะแก้ปัญหา ทุกคนต้องเผชิญกับกำแพงอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวเองก่อน ซึ่งถ้าใครรู้จักจัดการกับอารมณ์อย่างถูกวิธี เขาผู้นั้นย่อมไปต่อและเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นทุกขณะ

กรณีตัวอย่าง คนทำงานศิลปะ สามารถแต่งเติมลายเส้น รวมถึงสีสันจากการเริ่มต้นผิดได้ เช่น แม้จะปาดสีหรือแต่งเติมอะไรผิดพลาด คนสร้างสรรค์ศิลปะสามารถใช้พู่กันแต้มครั้งใหม่ได้เสมอ เพื่อแต่งเติมเพิ่มเรื่องราวใหม่ที่ต้องการได้ ไม่จำต้องเสียเวลามาเปลี่ยนผ้าใบหรือกระดาษแผ่นใหม่ ชีวิตคนเราก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

Advertisement

Advertisement

คนทำงานศิลปะ

กล่าวคือ คุณไม่ต้องนับหนึ่งใหม่จึงจะเริ่มต้นใหม่ได้ แต่คุณนับศูนย์หรือนับที่ติดลบจากสิ่งขาดหรือที่ไม่มีแล้วคุณต้องรู้ว่าจะนับอะไรต่อจากนั้น เพียงเท่านี้คุณมีสิทธิไปต่อได้ เราย่อมนับตัวเลขที่เป็นบวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ คุณต้องตระหนักถึงตัวเลขที่อยู่ถัดไปนะ ต้องเป็นเลขที่เป็นบวกมากขึ้น ดีขึ้น ไม่ใช่จมแช่กับตัวเลขติดลบชั่วนาตาปี

นับตัวเลข

 

อีกตัวอย่างก็คือ ขวดโหลหนึ่งใบที่มีหินหลากหลายสีไล่บรรจงวางเป็นชั้น ๆ แลดูสวยสดงดงามนั่นก็เพราะการผสมผสานหินสีหลากหลายชั้น ทำให้ขวดใบนั้นโดดเด่น ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างกัน คนเรานั้นต้องการอะไรที่แตกต่าง เมื่อเรามีสภาพแวดล้อมที่หม่นหมอง เราก็เฝ้าเรียกร้องโหยหาสิ่งที่สดใสมาเติมเต็มขวดโหลชีวิตเหมือนกัน

Advertisement

Advertisement

ไม่แตกต่างจากอารมณ์ความรู้สึก....อารมณ์ขุ่นมัว โกรธเคืองหรือโศกเศร้า....ซึ่งกลายเป็นกำแพงขวางกั้นเราอยู่ นั่นถือเป็นสีสันอย่างหนึ่ง เราต้องตระหนักตรงนี้...แล้วอย่าหลงกลมัน คนที่จมจ่อมกับความรู้สึกไม่ดี บดขยี้ย้ำให้ความรู้สึกแนบแน่นกับหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ คนที่กำลังต่ออายุให้อารมณ์ไม่ดีอยู่กับเราไปนาน ๆ คุณอยากเป็นอย่างนั้นหรือ...ต้องไม่ลืมว่า ทุกอารมณ์ความรู้สึกดำเนินไปบนพื้นที่แห่งกาลเวลา ขณะคุณรู้สึกดีหรือไม่ดี กำลังดื่มด่ำหรือทนทุกข์กับอารมณ์ใดอยู่ เวลาก็ไหลผ่านเราไปเรื่อย ๆ

 แม้คนเราจะเกิดมาแตกต่างกัน เกิดมาไม่เท่ากัน...ไม่เป็นไร แต่เราทุกคนมีความเท่ากันในเรื่องที่ว่า เรามีสิทธิเปลี่ยนแปลงสีสันของชีวิต มีสิทธิสร้างสรรค์ชีวิตตัวเองให้งดงาม แค่รู้จักความจริงเพียงไม่กี่ข้อ เราจะไปต่อได้เสมอ ไม่ว่าจะพบเจอหรืออยู่ในสถานการณ์อะไร นั่นก็คือ

ทุกสิ่งมีสองส่วน

ข้อแรก ทุกสิ่งมีส่วนประกอบสองอย่าง คือ จุดตั้งต้น และ จุดจบ สังเกตไหมว่า เวลาเราแนะนำใครเกี่ยวกับจุดบกพร่อง หรือสิ่งที่ต้องปรับปรุง เรามักจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวชมเขาก่อน เพื่อให้เขามีความรู้สึกภูมิใจ มีกำลังใจก่อน เขาจึงจะมีพลังที่แข็งแกร่งพอสำหรับรับฟังสิ่งที่ตนเองอ่อนด้อยหรือต้องปรับปรุง ตัวอย่างนี้คงชี้ให้เห็นว่า เรื่องราวการพูดคุยแม้มีเจตนาหวังดีแค่ไหน ก็ต้องรู้จักแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่ชม และส่วนที่ตำหนิวิจารณ์ เช่นเดียวกับอารมณ์ความรู้สึกที่ผุดขึ้นกลางใจเรา มันอาจกลายเป็นกำแพงหรือเป็นประตูที่เปิดกว้างก็ได้ นั่นขึ้นอยู่กับว่า เราถอยห่างออกมายืนมองหรือมีสติพอจะรู้ได้หรือเปล่าว่า จุดตั้งต้นอารมณ์ของเราขณะนี้เป็นความรู้สึกบวกหรือลบ เป็นอารมณ์ที่ดีหรือไม่ดี

สมมติถ้ามันไม่ดี เราก็แปรเปลี่ยนสภาพอารมณ์ หรือบรรยากาศสภาวะภายในหรือจิตใจเราได้ ป้ายเติมสีสันสดใสลงไปด้วยความคิดบวกให้มากขึ้น ถ้ากำลังหดหู่ท้อแท้ตอนนี้ ให้หลับตานึกถึงความสำเร็จ สิ่งที่ภาคภูมิใจในอดีต เพื่อกระตุ้นสีสันสดใสในชีวิตให้เกิดขึ้นจากจุดตั้งต้นอารมณ์ท้อแท้นั่นล่ะ

สอง เราเปลี่ยนจุดจบของทุกสิ่งได้ เช่น ถ้าเราไม่ชอบจุดจบของนิยายเรื่องที่อ่าน ก็สามารถขีดเขียนหรือจินตนาการในแบบที่ต้องการได้ เช่นเดียวกับทุกเรื่องราวในชีวิต จุดจบของเรื่องเหล่านั้นขึ้นอยู่กับจิตใจเราเป็นผู้เลือก มิใช่ปล่อยให้เป็นตามยถากรรมของใครก็ได้ จำไว้นะข้อนี้สำคัญที่สุดอย่าลืม!

สาม ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สภาวะของอารมณ์ความรู้สึกนั้นไม่หยุดนิ่ง เกิดขึ้นและไหลไปได้ไม่มีวันหยุด เราเป็นผู้เลือกสีสันเหล่านั้นมาเติมเต็มชีวิตเราต่างหาก จะเลือกบวกหรือลบขึ้นอยู่กับใจแต่ละคน ทุกคนอยากมีความสุข มีความพึงพอใจ และภาคภูมิใจใช่ไหม นั่นละคือสิ่งที่เราต้องสร้างเอง แต่งเติมเองนะ

หากคุณตระหนักถึงความจริงข้างต้น ไม่ว่าคุณจะอยู่สถานะต่ำสุดหรือสูงส่งเพียงไหน คุณสามารถสร้างสวรรค์ได้เสมอ คนที่รู้จักทำความสะอาดทาสีสันบ้านของตนให้สวยสดอยู่เสมอ คือ ผู้ที่มีกำไร เพราะเขาย่อมเต็มเปี่ยมอุดมด้วยกำลังใจ เรี่ยวแรง และพลังบวกในชีวิต ทำสิ่งใดย่อมก้าวไกลกว่าคนอื่น ขอให้ทุกคนมีเรือนใจที่งดงามเพื่อความสำเร็จของเราทุกคนครับ