“…ข้าวน่ะก็มีวิญญาณเหมือนคน มันมีชีวิต ตายแล้วมีวิญญาณ มันช่วยให้คนมีชีวิต และยอมตายเพื่อมนุษย์เราสามครั้ง  ครั้งแรกคือตอนหว่านเมล็ด ครั้งที่สองคือตอนเกี่ยวข้าว และครั้งที่สามคือตอนลงหม้อหุงมาเลี้ยงชีวิตพวกเรา…”

คำอธิบายสั้นๆ ในวินาทีนั้นของ สุปอย บรรพตวนา ชาวปกาเกอะญอ ผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยบ้านผาหมอน ซึ่งเป็นทีมวิจัยศึกษาปัญหาและพัฒนา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่หมู่บ้าน บ่งบอกความสำคัญที่ชาวบ้านปกาเกอะญอมีให้ต่อธัญพืชที่ชื่อว่า ข้าว

เพราะสำหรับชาวปกาเกอะญอ ข้าวมีค่าและยิ่งใหญ่กว่าเงิน

 

ต้นเดือนพฤศจิกายน ภาพวิวนอกรถตู้ที่พวกเรานั่งมาบนเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เปลี่ยนไปจากถนนยางมะตอยเป็นถนนพื้นปูนมุ่งสู่หมู่บ้านผาหมอน ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง อันเป็นหมู่บ้านของชาวปกาเกอะญอ โดยเดิมทีพวกเขาได้อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ผ่านประเทศพม่า เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่แผ่นดินไทยทางตอนเหนือ  

“…คนปกาเกอะญอสมัยก่อนชอบอยู่บนดอย ไม่ใช่อยู่พื้นราบ เขาทำนาขั้นบันไดโดยดูน้ำจากลำห้วยว่าเมื่อทำฝายแล้วน้ำจะมาได้ไหม ถ้าได้ก็จะทำฝายก่อน แล้วค่อยขุดทำนาเป็นขั้นๆ  ถ้าน้ำไหลจากลำห้วยมาลงแม่น้ำเลยน้ำจะขุ่น แต่ถ้าทำนาขั้นบันไดแล้วตะกอนน้ำก็จะตกเรื่อยๆ ก่อนลงสู่แม่น้ำ น้ำจะสะอาดมาก เป็นการจัดการน้ำไปในตัวด้วย…”

กมล รัตนบรรพตศรี นักวิจัยชาวปกาเกอะญอในทีมวิจัยบ้านผาหมอนได้บอกกับพวกเราถึงประโยชน์ของนาขั้นบันได  ก่อนพาพวกเราเดินชมนาข้าวขั้นบันไดที่กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว

ต้นข้าวหลากหลายกว่า 10 สายพันธุ์กำลังเป็นสีทองสุกอร่ามพร้อมให้เคียวมาเกี่ยว ได้ย้อมสีนาข้าวทุกขั้นบันไดให้สวยงามไปหมด

สำหรับชาวปกาเกอะญอนั้น ข้าวไม่ใช่แค่ความงาม หรือแค่อาหารบนดินธรรมดาๆ  

มีนิทานของชาวปกาเกอะญอที่พวกเราได้ฟังมา เล่าเรื่องถึงแม่ม่ายผู้โต้เถียงกับพระราชาว่าข้าวนั้นเป็นใหญ่ที่สุด แต่พระราชากลับเห็นว่าเงินต่างหากเป็นใหญ่ที่สุด วันหนึ่งลูกของพระราชาร้องไห้หิวไม่หยุด แม่ม่ายบอกกับพระราชาว่า ถ้าเงินนั้นเป็นใหญ่ที่สุดจริง ลองนำเงินแช่น้ำให้ลูกดื่มดู เมื่อให้ลูกดื่มไปก็ยังไม่หยุดร้อง คราวนี้แม่ม่ายจึงให้พระราชานำเศษข้าวแช่น้ำให้ลูกดื่ม ปรากฏว่าคราวนี้เด็กน้อยดื่มแล้วหยุดร้อง…

ไม่ใช่เพียงแค่นิทานที่เล่าสืบต่อกันมาเท่านั้น การจะปลูกข้าวแต่ละครั้งยังต้องมีพิธีกรรมและขั้นตอนกว่า 30 ขั้นตอน  พิธีกรรมที่สำคัญๆ มี 3 พิธีด้วยกัน คือ

พิธีลือทีโบ จัดปลายเดือนพฤษภาคม เป็นพิธีเลี้ยงผีฝายหรือเจ้าที่ของน้ำให้ช่วยดูแลนาข้าว  

พิธีเต่อม้อชิ จัดในเดือนสิงหาคม เป็นพิธีเลี้ยงผีนาให้ดูแลต้นข้าวที่ปลูกแข็งแรงมีความอุดมสมบูรณ์

และพิธีแซะพอโข่ จัดขึ้นปลายเดือนตุลาคม เป็นพิธีเรียกขวัญข้าว เลี้ยงขอบคุณเจ้าที่ที่ดูแลข้าวให้เติบโตแข็งแรง

ครั้งแรกที่คนเมืองอย่างฉันมองทุ่งข้าวสีทองตามนาขั้นบันไดนั้น ก็มีคำถามว่าเพราะอะไร ชาวปกาเกอะญอถึงให้ความสำคัญกับข้าวมากขนาดนี้  

แต่เมื่อให้ตาได้มองทุ่งข้าวสุดลุกหูลุกตาตามพื้นราบและเนินเขา

ให้จมูกสัมผัสกลิ่นไอความเย็นและกลิ่นต้นข้าว

ให้ผิวกายสัมผัสใบข้าว ต้นข้าว รวงเม็ดข้าว หรือพื้นดินอ่อนยวบของท้องนาขณะที่ฉันช่วยเกี่ยวข้าวในประเพณีเอามื้อ หรือลงแขก

ฉันก็คิดได้ว่าตัวเองเริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่ชาวปกาเกอะญอคิดบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย  

บางที…วิญญาณของข้าวอาจไม่ได้อยู่แค่ในต้นข้าวหรือเม็ดข้าวเท่านั้น แต่ในร่างกายของฉันเองก็คงมีวิญญาณข้าวคอยหล่อเลี้ยงชีวิตของฉันเอาไว้อยู่เช่นกัน เพื่อให้ท้องยังอิ่มและยังมีแรงสู้ต่อไปในวันข้างหน้าด้วยกัน…