เส้นทางขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ที่ได้เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจากส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ของ จ.ร้อยเอ็ด กระทั่งมัคคุเทศก์ตัวน้อยที่นำชมนั้น ก็มีความน่าสนใจขนาดที่ว่าถ้าอุบไว้รู้คนเดียวคงอึดอัดใจ

ขอเล่าให้ฟังหน่อยเถอะ...

เริ่มจากสถานที่แรกที่เหมือนจะธรรมดา ก็แค่หมู่บ้านที่มีเต่าเดินเล่นไปมาอยู่อย่างที่ชาวบ้านไม่เห็นแปลก แต่เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าจากคนในท้องที่แล้ว ก็อยากจะอุทานว่า อู้หูวววว...ขึ้นมาทันใด

หมู่บ้านเต่ากับความเชื่อทางไสยศาสตร์

เต่าเพ็ก หมู่บ้านเต่า ต. สวนหม่อน อ. มัญจาคีรี

ที่หมู่บ้านกอก ต. สวนหม่อน อ. มัญจาคีรี จ. ขอนแก่น มีเต่ากับคนอาศัยอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านได้อย่างกลมกลืน เต่าที่ว่าคือเต่าเพ็ก ซึ่งเป็นชื่อเรียกของคนภาคอีสานที่เรียก เต่าเหลือง หรือเต่าแขนง ซึ่งเป็นเต่ากระดองสีเหลืองแก่ปนน้ำตาล ชื่อเต่าเพ็กมาจากอาหารที่มันชอบกิน คือหญ้าเพ็กที่ขึ้นอยู่ทั่วไป เต่าอยู่รวมกันมากที่สุดในบริเวณศาลเจ้าปู่ฟ้าระงึม จึงมีการสร้างเป็นสวนเต่าเนื้อที่ 4 ไร่ ให้มีทางเดินศึกษาธรรมชาติเป็นแบบยกพื้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินอยู่ข้างบนนั้นได้โดยไม่รบกวนเต่า แต่ด้วยนิสัยเจ้าเต่าที่ไม่ชอบอากาศร้อน มักจะแอบอยู่ในที่เย็นชื้น เช่น พงหญ้า กอไผ่ และสีที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมจึงอาจทำให้สังเกตเห็นได้ยาก ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเต่าเพ็กเป็นบริวารของเจ้าปู่ฟ้าระงึม และสืบเชื้อสายมาพร้อมๆ กับการตั้งบ้านกอก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 ดังนั้นจึงห้ามทำร้ายเต่า และมีเรื่องเล่าต่อ กันมาถึงปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหากละเมิดข้อห้ามนี้ เช่น ถ้าใครเมา แล้วจับเต่ามาทำเป็นอาหาร ก็จะทำให้มีอันเป็นไปถึงแก่ชีวิต หากมีใครเผลอทำร้ายเต่าโดยไม่ตั้งใจ จึงต้องไปขอขมากับเจ้าปู่

หากมาเที่ยวในวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีมัคคุเทศก์น้อยลูกหลานชาวบ้านกอกมาคอยแนะนำให้ข้อมูล หรือหากต้องการใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชาวบ้านมากกว่านั้นอาจเลือกพักแบบโฮมสเตย์ ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเดือนพฤษภาคม เพราะจะเป็นฤดูผสมพันธุ์ของเต่า ซึ่งทั้งหมู่บ้านจะได้ยินเสียงกระดองเต่ากระทบกันกึงกัง การพักแบบนี้เน้นการอยู่ร่วมกันของชาวบ้าน เป็นพี่เป็นน้องกัน และนอกจากที่หลับที่นอนกับอาหารที่เตรียมให้แล้ว ชาวบ้านยังมีกิจกรรม เช่น บายศรีสู่ขวัญ เตรียมไว้ให้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย


กล้วยไม้ป่าอันกำเนิดจากบารมีแม่หญิงลาว

กล้วยไม้พันธุ์ช้างกระ ในวัดป่ามัญจาคีรี

ใน อ. มัญจาคีรี มีอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ คือ วัดป่ามัญจาคีรี (วัดป่าโนนบ้านเค้า) ความน่าสนใจนี้อยู่ตรงที่ต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะต้นมะขามภายในวัด เป็นที่อยู่ของกล้วยไม้ป่าพันธุ์ช้างกระที่มีลักษณะเป็นดอกเล็กๆ สีชมพู-ขาว ร้อยเรียงเป็นพวงระย้า และมีกลิ่นหอมกรุ่นอบอวล มีจำนวนมากถึงประมาณ 4,000 ต้น ออกดอกในช่วงอากาศหนาวเย็น ประมาณปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์  มัคคุเทศก์น้อยจากโรงเรียนมัญจาศึกษาเล่าว่า กล้วยไม้เหล่านี้เกิดขึ้นมาเองตั้งแต่สมัยทวาราวดี มีความเชื่อว่าเจ้าแม่จามจุมซึ่งเป็นเจ้าหญิงลาว เคยมาตั้งสถูปที่บริเวณนี้ และด้วยบารมีของพระนาง ทำให้เกิดกล้วยไม้ช้างกระขึ้น ซึ่งน่าสังเกตว่ากล้วยไม้จะมีอยู่เฉพาะในบริเวณวัดนี้เท่านั้น ไม่ได้มีในบริเวณใกล้เคียงเลย

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมยังจะได้พบกล้วยไม้พันธุ์ช้างเผือก และช้างแดง รวมทั้งต้นกระบองเพชรที่ออกดอกสีแดงสดสวย การมาเที่ยวชมมีข้อห้ามที่สำคัญว่า ห้ามสัมผัสดอกกล้วยไม้ เพื่อรักษาสภาพอุทยานกล้วยไม้ป่าช้างกระนี้ให้คงอยู่ไปนานๆ


รอบรู้เรื่องผ้าไหมได้ในวันเดียว ที่ "ศาลาไหมไทย"

สาธิตวิธีทอผ้าไหม

ออกจาก อ. มัญจาคีรี เดินทางต่อไปยัง อ. ชนบท ตรงสู่ "ศาลาไหมไทย" สถานที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนรักผ้าไหม หนึ่งในหกแหล่งท่องเที่ยวภูมิปัญญาท้องถิ่นของ จ. ขอนแก่น ภายในแบ่งเป็นสามส่วนคือ ส่วนแสดงสินค้า ร้านค้า และห้องพิพิธภัณฑ์ นักท่องเที่ยวจะได้ชมการสาธิตกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมมัดหมี่ ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ใช้วิธีการนำเส้นไหมมามัดแล้วย้อมสีต่างๆ หลายครั้งจนเกิดเป็นลวดลาย แล้วจึงนำไปทอ เรียกวิธีการมัดให้เกิดลายว่า "มัดหมี่" ในศาลาไหมไทยยังมีการจัดแสดงอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เกี่ยวกับการทอผ้าไหม เช่น รังไหม กี่  กง พืชพื้นถิ่นที่ใช้เป็นสีย้อมผ้าไหมในกรรมวิธีผลิตผ้าไหมแบบโบราณ ฯลฯ

ผ้าไหมลายขอพระเทพในศาลาไหมไทย อ. ชนบท จ. ขอนแก่น

เนื่องจากพื้นที่ อ. ชนบท ไม่เอื้อต่อการทำนามากนัก ดังนั้นชาวบ้านจึงมีการทอผ้าไหมมัดหมี่ถ่ายทอดมาหลายรุ่นแล้ว ลายผ้าไหมมีหลากหลายสีหลากหลายลายตั้งแต่แบบโบราณที่ลายเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ลายรวงข้าว ลายนาค ฯลฯ และใช้สีจากพืช เช่น ดอกอัญชัน แก่นขนุน ฯลฯ มาจนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนมาใช้สีเคมี และมีลวดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ลายขอพระเทพฯ ลายนาคเกี้ยว ลายหน้านาง ฯลฯ นอกจากนี้ ที่นี่ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กร JICA ของประเทศญี่ปุ่น และช่วยออกแบบลวดลายให้ด้วย

จุดประสงค์ของศาลาไหมไทยซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ นอกจากจะเพื่อเป็นศูนย์สืบสานพระราชปณิธานศิลปาชีพด้านผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ไหมของภาคอีสานแล้ว ยังตั้งใจให้เป็นศูนย์ศึกษา รวบรวมผ้าไหม เป็นตัวอย่างให้กับชาว อ. ชนบท พัฒนาอาชีพทอผ้าไหม และเป็นศูนย์จำหน่ายผ้าไหมกระทั่งในปัจจุบันได้มีการส่งวิทยากรออกไปช่วยชาวบ้านเรื่องการพัฒนาลวดลายผ้าและแนวคิดการตลาดด้วย

หลังออกจากศาลาไหมไทย ก็ถึงคิวของอาหารกลางวันที่เมื่อกินอิ่มจนหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนโดยฉับพลัน เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จ. ร้อยเอ็ด แจ้งเดสติเนชั่นถัดไป ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน เมื่อรถออก เกมส์ซ่อนตาดำจึงเริ่มขึ้น แล้วไปเลิกเล่นกันอีกที่ ที่บรมพุทโธ...แต่เอ๊ะ  บรมพุทโธอยู่ที่อินโดนีเซียนี่?!?


บรมพุทโธ...ในเมืองไทย ใกล้แค่ร้อยเอ็ด

เจดีย์หินทรายวัดป่ากุง

ณ วัดป่ากุง อ. ศรีสมเด็จ จ. ร้อยเอ็ด มีพระเจดีย์หินทรายที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนสถานแห่งใหม่ที่สวยงาม ดูคล้ายสวรรค์ทั้ง 7 ชั้น ภายในเจดีย์ตกแต่งด้วยหินธรรมชาติ มีภาพแกะสลักแสดงประวัติหลวงปู่ศรี มหาวีโร และประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่นำมาจากอินเดีย ส่วนด้านนอกมีภาพสลักกัณฑ์เทศมหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์ ส่วนชั้นบนสุดมียอดเจดีย์ทองคำหนัก 101 บาท สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสสรณ์ครบรอบ 90 ปี ของพระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) พระเกจิอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐาน ตัวเจดีย์จำลองแบบมาจากเจดีย์โบโรบูโด(บรมพุทโธ) แห่งเกาะชวา ที่หลวงปู่ศรีเคยไปนมัสการเมื่อ 20 ปีก่อน เจดีย์หินทรายนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เสร็จในเวลา 2 ปี โดยทำพิธีสมโภชไปเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ใช้งบประมาณมากถึง 40 ล้านบาท ไม่ใช่แค่จำลองแบบเจดีย์จากประเทศอินโดนีเซียมาเฉยๆ แต่สิงโตคู่ที่อยู่หน้าเจดีย์ และพระพุทธรูป 136 องค์ที่ประดิษฐานอยู่บนเจดีย์นั้นก็เอามาจากประเทศอินโดนีเซียด้วย

หากต้องการไปกราบหลวงปู่ศรี มหาวีโร มีเวลากำหนดที่แน่นอนคือ เวลา 07.30-09.00 น. และอีกช่วง 15.00-16.30 น. หรืออยากเดินเล่นบริเวณวัดป่ากุงก็จะได้ชมนกยูงชูคอระหงและรำแพนหางอวดสายตาผู้มาเยือน

แม้ว่าจะใช้เวลาถึง 1 วันเต็ม แต่เนื่องจากหมู่บ้านเต่า วัดป่ามัญจาคีรี ศาลาไหมไทย และวัดป่ากุง ตั้งอยู่ห่างกันระดับที่ต้องข้ามอำเภอข้ามจังหวัด บวกกับอากาศร้อนระอุเมื่อลงไปชมสถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าว ทำให้วันนี้จบลงด้วยความเหนื่อยล้า

แต่สถานที่ที่น่าเที่ยวในเส้นทางวัฒนธรรมถิ่นอีสานยังไม่หมด และมันรอให้ตามไปดูอยู่ในวันรุ่งขึ้น...

หลังจากนอนด้วยความเพลียจัดจนถึงแก่ดิ่งไปในห้วงหลับได้รวดเร็ว แค่เพราะหัวถึงหมอนนุ่มนิ่ม...นอนเต็มอิ่มตลอดคืน เวลาเช้าก็ต้องเตรียมตัวตระเวนทั่วเมืองร้อยเอ็ดกันต่อ ด้วยการนั่งรถรางชมเมือง พร้อมฟังเสียงเจื้อยแจ้วของมัคคุเทศก์สาวหน้าใส หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปชมการสาธิตการทอผ้าไหมมัดหมี่อีกแห่ง ที่หมู่บ้านหวายหลืม อ. ทุ่งเขาหลวง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของ จ. ร้อยเอ็ด


บุญผะเหวดประเพณี กินข้าวปุ้นฟรีทั้งเมือง

หัวโอก ของกินเล่นที่ทำจากเข้าเจ้าแดง

ระหว่างการเดินทางไปที่ต่างๆ เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จ. ร้อยเอ็ด ได้เล่าถึงงานบุญผะเหวด งานยิ่งใหญ่ของจังหวัดร้อยเอ็ด ว่าในช่วงนั้นนอกจากการฟังเทศน์มหาชาติแล้ว ยังมีการเลี้ยงข้าวปุ้นหรือขนมจีนฟรีทั้งเมืองด้วย

...โบราณว่า 10 ปากว่า ไม่เท่าตาเห็น...

ชาวบ้านบัวกำลังทำข้าวโป่งหรือข้าวเกรียบว่าว

ว่าแล้วทั้งคณะสื่อมวลชนก็มาปรากฏตัวที่บ้านบัว ต. หนองแวง อ. เมืองร้อยเอ็ด บุกไปถึงหลังครัว แล้วก็ไปเจอการทำเส้นขนมจีนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อาชีพการทำขนมจีนของคนชุมชนนี้ถือเป็นอาชีพรองที่ทำมานานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ เดิมใช้ครกกระเดื่องและแรงงานคนในการนวดแป้ง ทำเส้น ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดให้มีการสาธิตการทำขนมจีนโบราณที่ว่านี้ในงานบุญผะเหวดเพื่อเป็นการอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย  เพราะปัจจุบันเปลี่ยนมาทำขนมจีนโดยเครื่องจักรเกือบทั้งหมดแล้ว

ระหว่างดูขนมจีนที่ผ่านกระบวนการตั้งแต่เป็นแป้งข้าวเจ้าแดงที่เกาะกันเป็นก้อน จนมาเป็นเส้นเล็กๆ นุ่มเหนียว ก็แอบเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างหน้าตาแปลกๆ ชาวบ้านบอกเรียกว่า "หัวโอก"  เป็นแป้งเหลือจากทำเส้นขนมจีนเอามาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ชิมดูแล้วหนึบหนับออกเค็มปะแล่มๆ

เจดีย์หลวงตาบัว จ. ร้อยเอ็ด

มื้อเที่ยงวันนั้นจึงฝากท้องไว้กับขนมจีนน้ำยาแกงเขียวหวานที่บ้านบัว แถมท้ายด้วยข้าวต้มมัดและข้าวโป่ง ฝีมือชาวบ้านที่ทำใหม่ๆให้ดูกันเห็นๆ ก่อนจะแว้บไปเฉียดเจดีย์หลวงตามหาบัวให้ชักกล้องออกมาแชะ แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังบริเวณที่เรียกว่า...ทุ่งกุลาร้องไห้

ก็อย่างที่เคยได้ยินกันมานักต่อนัก ทุ่งกุลาร้องได้คือพื้นที่แห้งแล้ง ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ในแนวทิศเหนือครอบคลุม อ. ปทุมรัตต์ อ. เกษตรวิสัย อ. สุวรรณภูมิ และ อ. โพนทราย ของ จ. ร้อยเอ็ด ในแนวทิศใต้มีลำน้ำมูลทอดยาวตลอดพื้นที่ อ. ชุมพลบุรี อ. ท่าตูม จ. สุรินทร์ ในแนวทิศตะวันตก ผ่าน อ. พุทไธสง จ. บุรีรัมย์ อ. มหาชนะชัย จ. ยโสธร และ อ. พยัคฆภูมิพิสัย ของ จ. มหาสารคาม พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้กว้างใหญ่ซะจนแม้กระทั่งพวกกุลาที่ทรหดก็ยังต้องร้องไห้ออกมาเมื่อครั้งเดินทางผ่าน แต่เจ้าหน้าที่ ททท. ของร้อยเอ็ดบอกว่าในปัจจุบันนี้กลายเป็นทุ่งกุลาสดใสซะแล้ว เพราะเป็นพื้นที่ที่ปลูกข้าวได้ผลดี และยังมีสิ่งน่าสนใจให้ชม เช่นที่กำลังจะพาไปชมนี้…

บ่อพันขัน...บ่อน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์กลางบ่อเกลือ

บ่อพันขัน ต. เด่นราษฎร์ กิ่ง อ. หนองฮี

ในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ มีแหล่งต้มเกลือสินเธาว์ที่มีคุณภาพอยู่หลายจุด ทำให้นึกไปว่าน้ำใต้ดินบริเวณนี้น่าจะเป็นน้ำเค็มหรืออย่างน้อยๆ ก็คงจะกร่อย น่าประหลาดที่มีแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ใหญ่จุดหนึ่ง อยู่ใน ต. เด่นราษฎร์ กิ่ง อ. หนองฮี จ. ร้อยเอ็ด ตรงกลางกลับมีบ่อน้ำจืดขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีน้ำจืดสนิทผุดขึ้นมาตลอดเวลา เล่ากันว่าแม้จะตักออกเป็นพันขัน น้ำก็ไม่เหือดแห้งไป เรียกบ่อนี้ว่า "บ่อพันขัน" หรือบางทีชาวบ้านเรียกว่า "น้ำสร่างครก" ด้วยลักษณะที่คล้ายครกตำข้าวของบ่อ และยังเชื่อกันว่าน้ำที่ไหลออกมาตลอดเวลานี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ถ้านำไปล้างหน้าหรือดื่มกินก็จะนำความสุขความเจริญมาให้


สิมคู่หนึ่งเดียวในร้อยเอ็ด

สิมคู่ วัดสระเกตุ

"สิม" เป็นคำภาษาอีสานที่ใช้เรียกโบสถ์ สิมคู่แห่งเดียวใน จ. ร้อยเอ็ด อยู่ที่วัดสระเกตุ สร้างมาตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นอีสานแท้ เนื่องจากผ่านระยะเวลายาวนานทำให้ทรุดโทรมลง แต่ได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2543 สิมที่ว่านี้เป็นอาคารขนาดเล็กๆ ผู้นำชมสิมนี้อธิบายว่าอาคารหนึ่งเป็นโบสถ์ อีกอาคารเป็นวิหาร และเมื่ออาจจะเห็นสายตาของผู้ฟังที่อ่านออกได้เป็น "แล้วจะจุคนพอหรือ?" จึงได้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่าขนาดของสิมไม่เป็นปัญหาแก่การประกอบศาสนพิธีแต่อย่างใด เนื่องจากในสมัยโบราณ การประกอบศาสนพิธีนั้นมีแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่จะอยู่ในอาคาร ส่วนญาติโยมจะอยู่ด้านนอก

เวลาทัวร์ทุ่งกุลาจบลงพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าอย่างช้าๆ พอให้ยังได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านภาคอีสาน มีชาวนาต้อนวัวควายพากลับบ้าน ทำให้รถต้องหยุดรอเจ้าเขายาวพวกนั้นข้ามถนนเป็นพักๆ

ท้องฟ้าเปลี่ยนสีเป็นหลายหน จนสุดท้ายกลายเป็นสีดำ ให้ทุกคนได้พักผ่อนกันอีกหนึ่งคืน เพื่อเตรียมตัวลุยกันต่อในวันรุ่งขึ้น


ชาวผู้ไทยใจดี เปิดบ้านโพนพาเที่ยวเทียวไป

จ. กาฬสินธุ์ เป็นที่หมายในวันสุดท้ายของการเดินทาง ที่แรกที่ได้เข้าชมคือ "ศูนย์วัฒนธรรมแพรวา" บ้านโพน อยู่ใน อ. คำม่วง เมื่อไปถึง ชาวผู้ไทยบ้านโพนแต่งตัวด้วยชุดผู้ไทยรอต้อนรับอยู่ แล้วอาสาพาไปเที่ยวสวนผลไม้ กับวัดป่ารังสีปาลิวันที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะกลับมาทำกิจกรรมที่ศูนย์กันต่อ

มะแว้ง พุทราในสวนผลไม้ย่าน อ. คำม่วง

สวนผลไม้ที่ว่านี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวถิ่นเกษตร ที่ชาวสวนจะปลูกผลไม้หลายๆ ชนิดรวมกันไว้ในสวนเดียว มีทั้งพุทรา มะแว้ง มะละกอ ขนุน มะม่วง ฯลฯ ในพื้นที่กว่า 600 ไร่ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมและชิม ซึ่งวันเสาร์เสาร์-อาทิตย์แรกในเดือนมกราคมของทุกปี จะมีงาน "พุทราหวานสืบสานวัฒนธรรมผู้ไทยบ้านโพน" ด้วย

พระบรมธาตุเจดีย์ฐิตสีลมหาเถรานุสรณ์ วัดป่ารังสีปาลิวัน

จากนั้นไปต่อกันที่วัดป่ารังสีปาลิวัน ที่มีพระบรมธาตุเจดีย์ฐิตสีลมหาเถรานุสรณ์โดดเด่นเป็นสง่า ภายในพระเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับพระราชทานจากเจ้าคุณสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก พระอัฐิธาตุของบูรพาจารย์กรรมฐานสายพระอาจารย์เสาร์ กนตสีลมหาเถร และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถร บูรพาจารย์แห่งอีสาน ฝ้าเพดานของพระเจดีย์ประดับด้วยผ้าไหมแพรวาเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนบ้านโพน

พิธีบายศรีสู่ขวัญชาวผู้ไท บ้านโพน จ. กาฬสินธุ์

ถึงเวลาเที่ยงท้องหิว ทั้งคณะกลับมาที่ศูนย์วัฒนธรรมแพรวาบ้านโพน มีผู้เฒ่าผู้แก่ชาวผู้ไทยทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้เป็นการต้อนรับและเพื่อความเป็นสิริมงคล จนข้อมือของทั้งคณะมีสายสิญจน์สีขาวสะอาดผูกอยู่ครบหมดแล้ว ชาวบ้านโพนจึงได้เริ่มการแสดงพื้นเมืองของชาวผู้ไทย พร้อมกับรับประทานอาหารแบบขันโตกที่มีอาหารท้องถิ่นรสชาติเยี่ยมไปด้วย

หน้าตาของขันโตกที่ชาวบ้านโพนจัดให้แก่ผู้มาเยือน

ใครที่อยากคลุกคลีกับวิถีชีวิตแบบชาวผู้ไทยบานโพนสามารถเข้าพักแบบโฮมสเตย์ได้ และถ้ามาเข้าพักก็จะได้ร่วมกิจกรรมที่อาจเรียกว่า "กิจกรรมภาคบังคับ" ของชาวบ้าน ได้แก่ แต่งตัวเป็นชาวผู้ไท ตื่นเช้ามาตักบาตร และกินขันโตก โดยอาหารจะเป็นอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาล

ที่พลาดไม่ได้อีกอย่าง คือ เลือกชมเลือกซื้อผ้าไหมแพรวา เพราะที่บ้านโพนนี้เป็นต้นกำเนิดของผ้าไหมที่มีลวดลายสวยงามจนขึ้นชื่อว่า "แพรวาราชินีแห่งไหม"  แต่เดิมผ้าแพรวาจะทอหน้าแคบ ยาว "แพร" หมายถึง ผ้า และ "วา" หมายถึงความยาว 1 วา 2 ม. แต่ในปัจจุบันพัฒนาให้เป็นผ้าทอหน้ากว้าง แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูงเทียบกับขนาดผืนผ้าเล็กๆ แต่หากพินิจลายผ้าที่ละเอียดประณีตซึ่งต้องใช้เวลาทอยาวนานแล้วเชื่อว่าน่าจะต่อราคาไม่ลงเลยทีเดียว


วัดภูค่าว...เรื่องราวของสมบัติที่สาบสูญ

จาก อ. คำม่วง พวกเราลงใต้มาอีกนิด สู่ อ. สหัสขันธ์ มุ่งหน้าสู่วัดพุทธนิมิต หรือวัดภูค่าว วัดนี้มีต้นไม้ร่มรื่น และยังมีฝูงนกยูงเดินมาเดินไป เหมือนจงใจจะชักชวนให้เข้าสู่ศาสนสถานที่มีสิ่งพิเศษน่าสนใจแห่งนี้

โบสถ์วัดพุทธนิมิต สร้างจากไม้ใต้เขื่อนลำปาวทั้งหลัง

สิ่งแรกที่ต้องไปชมของวัดภูค่าว คือ ภาพสลักรูปพระนอนบนแผ่นหินใต้เพิงผา พระในภาพสลักบ่ายพระพักตร์ไปทางพระธาตุพนม ที่ จ. นครพนม ตามตำนานความเชื่อของชาวท้องถิ่น ว่านานมาแล้วมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตรศรัทธาเดินทางพร้อมด้วยทรัพย์สิน จะไปร่วมสร้างพระธาตุพนม แต่เมื่อมาถึงภูค่าวกลับได้ทราบข่าวว่าพระธาตุพนมนั้นสร้างเสร็จแล้ว จึงตัดสินใจฝังทรัพย์สินที่ติดตัวมาไว้ใกล้บริเวณพระนอนนี้ และมีคำบอกเล่าต่อกันมาเป็นปริศนาว่า "พระหลงหมู่ อยู่ภูถ้ำบก แสงตาตกมีเงินหกแสน คำเจ็ดแสน ไผหาได้กินทานหาแหน่ เหลือจากนั้นกินเสี้ยงบ่อหลอ" ทำให้มีผู้พยายามขุดค้นหาสมบัติทั้งที่องค์พระนอนและบริเวณใกล้เคียง

ภาพสลักรูปพระนอน วัดภูค่าว

จากนั้นสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ในบริเวณวัดนี้ได้แก่ วิหารสังฆนิมิต อันเป็นที่เก็บพระพุทธรูป พระเครื่องรุ่นต่างๆ ไว้ทุกซอกทุกมุมของภายในวิหาร และโบสถ์วัดพุทธนิมิต ซึ่งสร้างจากไม้ใต้เขื่อนลำปาวทั้งหลัง เป็นโบสถ์แบบเปิดผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบภาคกลางและภาคเหนือประยุกต์ รอบตัวโบสถ์ก่อสร้างด้วยไม้แกะสลักฝีมือตระกูลช่างเมืองเหนือ