คนเราเวลาทำอะไรเก่งขึ้น คล่องตัวขึ้น ก็มักมีความเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มสูงตามไปด้วย จอห์นเป็นคนที่ทำอะไรดีวันดีคืน เขาเริ่มเป็นพิธีกรเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้ก็คล่องขึ้นเรื่อย ๆ มีงานไหนของบริษัทที่จัดขึ้น เขาสามารถรับผิดชอบดำเนินรายการได้อย่างราบรื่น และก็เป็นธรรมดาคนที่เก่งขึ้น มักมองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ มากกว่าคนอื่นเสมอ...

เมื่อความเก่งและชำนาญของจอห์นโดดเด่น เขาจึงถูกเชิญตัวเป็นพิธีกรเกือบทุกงาน ความไว้เนื้อเชื่อใจรวมถึงความนับถือในฝีไม้ลายมือก่อเกิดตามมาจากจำนวนชั่วโมงบินที่สูงขึ้น จอห์นเป็นพิธีกรที่ทำการบ้านสม่ำเสมอ เขาซักซ้อมอ่านข้อมูลทั้งชื่อเสียงเรียงนามของแขกวิทยากร ทำความเข้าใจเนื้อหาของงาน และตระเตรียมข้อมูลมาเสริมเติมอธิบายในกรณีป้องกันมิให้เกิดความเงียบเนิ่นนานในงาน

พิธีกร

มีอยู่งานหนึ่ง...เขาถูกทำลายสมาธิจากเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาบอกข้อมูลข้างหูทำให้เขาต้องหยุดพูดชั่วขณะ ในใจเหมือนถูกสับสวิตซ์กลางคัน นับจากนั้นเขาก็เริ่มระมัดระวังตัวเพราะเพื่อนร่วมงานคนนี้มักทำแบบเดียวกันบ่อยครั้ง คล้ายกับจะลืมว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องอาศัยสมาธิโดยเฉพาะงานพิธีกร

Advertisement

Advertisement

ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่เจตนาของเพื่อนร่วมงาน ที่คอยหวังดีบอกเตือนนั่นเตือนนี่ราวกับจอห์นเป็นพิธีกรมือใหม่ นั่นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและขัดใจในยามที่สอดแทรกอย่างไม่ถูกกาลเทศะ จอห์นจึงเริ่มถอยห่างไม่ค่อยพูดสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานคนนั้น โดยเฉพาะก่อนขึ้นเวทีจัดรายการ และนั่นเป็นที่มาของประเด็นรอยร้าวเมื่อเพื่อนร่วมงานผู้หวังดีกลับมองตีความว่าเขาเป็นคนที่หยิ่งยโส พอเป็นคนเก่งแล้วก็ไม่เห็นหัวคน ใครจะเสนอความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลเพิ่มก็ไม่รับฟัง

Advertisement

Advertisement

จริง ๆ แล้วประเด็นคงจะไม่บานปลายหากจอห์นและเพื่อนร่วมงานคนนั้นเปิดใจคุยกัน เพราะถ้าหากได้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก ตรงไปตรงมา ความเชื่อใจกันย่อมจะดำรงอยู่ แต่พอขาดการสื่อสาร ก็ทำให้คนสองคนตีความทุกอย่างให้เลวร้ายจากที่เป็นอยู่

เงียบต่อกัน

เรื่องยังมีต่อจากนั้น เมื่อเพื่อนร่วมงานคนดังกล่าว ไม่คิดจะจบกรณีปัญหาที่ค้างใจ แต่กลับไปซุบซิบบอกต่อกับคนในฝ่ายเดียวกัน ทำให้เกิดประเด็นที่สร้างรอยร้าวให้แตกปริเพิ่มมากขึ้น ใครบางคนที่ไม่พอใจจอห์นอยู่แล้วก็เสริมเห็นด้วยกับเพื่อนร่วมงานที่มาจุดประเด็น รอยร้าวจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างเพื่อนร่วมงานคนเดิมกับจอห์น ตอนนี้เขาจึงเริ่มเป็นทุกข์กับการทำหน้าที่พิธีกรที่แม้จะดูเจริญรุ่งเรืองดี แต่ในสายตาของเพื่อนร่วมงานรอบข้าง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกทิ่มแทงอย่างไม่รู้จบ

Advertisement

Advertisement

ยิ่งช่วงที่ไร้การสื่อสารระหว่างจอห์นกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น จอห์นยิ่งรู้สึกเสียวสันหลัง เพราะนั่นหมายถึงปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นหน้างานเสมอ เพราะความไม่เข้าใจกัน ไม่ได้สื่อสารกันให้ดี รวมถึงไม่ตระเตรียมซักซ้อมระหว่างกันก่อน คนทำหน้าที่พิธีกรซึ่งเป็นผู้ที่ต้องนำผู้ชมผู้ฟังเคลื่อนไหวไปตามกำหนดการ บางครั้งต้องหยุดชะงัก สะดุดลงเพราะส่วนประกอบคนอื่นที่ไม่รู้กันว่าจะต้องดำเนินต่อตอนไหนอย่างไร

นั่นเป็นเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความเงียบที่ถาวรระหว่างคนในฝ่าย เพราะเมื่อความผิดปกติหรือปัญหาเกิดขึ้น เรามักชอบชี้ตัวหาแพะมารับผิด ชอบโยนความผิดให้คนอื่นแต่ละเลยมองไม่เห็นต้นเหตุที่ต้องปรับปรุง หลายครั้งเข้า ทุกคนก็กลายเป็นคนขี้ระแวง ไม่ไว้วางใจกัน ต่างติดกับอยู่กับจุดอ่อนของคนรอบตัว ไม่ได้มองว่าจุดอ่อนในใจตนคืออะไร

คุยกันได้

เรื่องราวทั้งหมดนี้ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นอันเป็นปัญหาที่ลุกลามกลายเป็นมะเร็งร้ายในองค์กร พาให้ประสิทธิภาพการทำงานและผลงานตกต่ำ สิ่งสำคัญในการทำหน้าที่พิธีกรคือ ความต่อเนื่อง เสียงของพิธีกรพูดต้องเกิดขึ้นสม่ำเสมอ ในจังหวะที่ฟังสบาย รื่นหู เฉกเช่นเดียวกับสิ่งสำคัญในการทำหน้าที่เพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน คือ การสื่อสารพูดคุยกันที่ต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้มีความเงียบในช่วงจังหวะที่สำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการตีความเอาเองซึ่งมักไม่ค่อยตรงความจริง มักบิดเบือนประเด็นให้ห่างไกลความเป็นไปมากขึ้น สุดท้ายเราจะต่อกันไม่ติด เพราะการสื่อสารคือสายใยที่ชักจูงจิตใจของแต่ละคนให้กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน รับรู้สุขและทุกข์ของกัน ถ้าขาดการสื่อสาร สายใยนั้นย่อมเจือจางและขาดลงในที่สุด