อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว นามนั้นยังไม่มี

ประโยคเปิดเรื่องซึ่งนับว่าเป็นคลาสสิคที่คนญี่ปุ่นทุกคนต้องรู้จัก แม้จะไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนก็ตามแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราเลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านออกเสียงหรอก เท้าความกันไปเรารู้จักกับนัตสึเมะ โซเซกิครั้งแรกคือตอนดูโคนัน หน้าของเขาประทับอยู่บนแบงก์พันเยนญี่ปุ่น ต่อมาได้อ่านหนังสือเข้าเล่มแรกคือ โคโคโระ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเกือบสุดท้ายก่อนเข้าสิ้นชีพ การได้อ่านโคโคโระอย่างงงๆ เพราะมันวางบนชั้นหนังสือในห้องสมุดประจำต่างจังหวัด ซึ่งนานๆ ครั้งจะมีหนังสือพิมพ์ใหม่มาวาง ชวนฉงนให้หยิบมาอ่านและซาบซึ้งในบทประพันธ์อย่างสูงสุด

นั้นเองทำให้เราเกิดอยากอ่านงานชิ้นอื่นของโซเซกิบ้าง เล่มที่หมายตามองคือ อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว เหตุผลเป็นเพราะว่ามันมีแมว ก็ไม่ต้องอธิบายอะไรอีก

Advertisement

Advertisement

โดยที่ซื้อมาหวังว่าจะได้สัมผัสกับอารมณ์แบบโคโคโระ ซึ่งถ้าจะกล่าวสรุปโดยสังเขปง่ายๆ ว่าเป็นแนวไหน คงบอกว่า โรแมนติก ดราม่า รักสามเส้าที่ไม่สามารถหาดูได้ที่ไหน มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองสูง และต้องโคโคโระเท่านั้นที่สามารถทำแบบนี้ได้

แต่พอได้เริ่มอ่านเจ้าแมว ก็ได้พบว่ามันคนอย่างกับที่หวัง แต่ปรากฏโฉมงามแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอีกหน หรือเป็นภาคก่อนโคโคโระก็ยังได้ เพราะตัวละครในเรื่องของเจ้าแมว กับโคโคโระ จะมีความต่างในเรื่องสุขุมลุ่มลึก ง่ายๆคือ โคโคระนั่นคนเขียนเริ่มแก่แล้วจึงมีมุมมองที่ลึกลงไปอีก

ตัวเรื่องมันเล่าผ่านเจ้าแมวนิรนาม เกิดที่ใดจำไม่ได้ แต่รู้สึกตัวอีกทีก็ได้มาอาศัยพักพิงที่บ้านอาจารย์สอนภาษานามว่า คุชามิ เรียบร้อยแล้ว ขณะนั้นเขาก็ได้พบเจอกับผู้คนมากหน้าหลากตาที่เดินเข้าออกบ้านอาจารย์ เพื่อมาพูดคุยบ้างแหละ ชวนชมบ้างแหละ วิจารณ์สิ่งนู้นสิ่งนี้บ้างแหละ รวมไปถึงทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ้างแหละ

Advertisement

Advertisement

โดยตลอดเรื่องจะเล่าผ่านสายตาของเจ้าแมวสัตว์สี่ขามีขน ที่ต้องบอกว่าชวนให้เราคบคิดกับปรัชญาในมุมมองของแมวที่มีต่อคนไม่ใช่น้อย

เรามักจะตั้งปณิธานไว้ให้สำเร็จแต่ก็ทิ้งมันไปอย่างเขี่ย ๆ เรามักจะทุกข์ทรมานกับเรื่องไม่เป็นเรื่องโดยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพียงเพราะมันเกิดกับตัวเอง แท้จริงถ้าถอยออกมามองกว้าง ๆ มันก็เป็นปัญหาที่จัดการได้ไม่ยาก

เรามักจะอยู่เฉย ๆ ไม่เป็น มักแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน ไปหาเหตุให้มาก่อ หรือไม่ก่อเหตุขึ้นมาเอง

ว่างก็บ่นว่าง ยุ่งก็บ่นยุ่ง

หรือบางเรื่องเองที่ชีวิตเราเองที่คิดว่ามันทุกข์เหลือเกิน พอได้อ่านก็มาคิดใหม่ว่า ที่มันทุกข์เพราะเราถือมันไว้รึเปล่าเอ่ย เราวางมันเราโล่ง เราไม่คิดถึงมันเราโล่ง เออ จริง ๆ การมีชีวิตอยู่ก็คือการอยู่เฉย ๆ เหมือนแมวในเรื่องนี้ที่ไม่ยอมจับหนู กินแล้วนอนบนเฉลียงนั่นแหละ เราเองต่างหากที่ก่อสร้างเรื่องในหัวตัวเองให้มาทุกข์ยากอยู่ทุกวัน

Advertisement

Advertisement

หรือบางครั้งที่เรารังเกียจคนนั้นที่ทำแบบนั้น แต่ตัวหนังสือก็พาไปสำรวจว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เป็นแบบนั้น ค่านิยมเอย อดีตของเขาเอย ทุกอย่างที่แวดล้อมกลายเป็นเขาทั้งสิ้น และที่สำคัญที่มนุษย์เป็นแบบนู้นแบบนี้ไม่พ้นจากอะไรเลยนอกจากคำว่า “กลัวเสียหน้า”

                เพราะอย่างตัวละครในเรื่อง คุชามิ ได้เพื่อนที่มักจะมาบ้านพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย เพื่อนเขาได้นำปรัชญาการวาดรูปให้เขาฟังโดยแต่งเรื่องขึ้นมาล้วน ๆ คุชามิก็จริงจังยกใหญ่ อาทิตย์ต่อมาเพื่อนมาบ้านอีก คุชามิก็บอกว่า อืม..ไม่นานผมจะเข้าถึงแบบศิลปินที่คุณเล่าให้ฟังแล้วแหละ

แต่เฮ้ย มันไม่ใช่เรื่อยจริง ฉันแต่งขึ้นมา

ก็กลายเป็นว่าคุชามิก็โวกเวกใหญ่ มันจริงสิ จะไม่จริงได้ไง

 

1

                หรือที่ชอบที่สุดในเรื่องคือเจ้าแมวพาเราไปดูอาจารย์ซึ่งในสมัยนั่นญี่ปุ่นนับถือว่าเป็นอาชีพที่สูงส่งเอาการ การที่เขาเข้าไปนั่งในห้องหนังสือต้องเป็นการทบทวนการสอนบ้างแหละ หาความรู้เพิ่มบ้างแหละ แต่แท้จริงที่เขาเข้ามาไปน่ะ คือไปนอน

ตื่นขึ้นมาเขียนบันทึกประจำวัน ซึ่งเจ้าแมวก็ออกความเห็นว่า บันทึกประจำวันที่มนุษย์เขียนกันมันก็มีไว้เพื่อปลดปล่อยด้านมืดของตัวเองที่ไม่กล้าให้ได้เห็นหรือได้ยินเท่านั้นแหละ อย่างกับว่าถ้าไม่ได้ปลดปล่อยความมืดตัวเองออกไปบ้าง จะไม่รู้จักตัวตน มนุษย์นี่ช่างหาวิธีมารู้จักตัวเองเหลือเกินนะ ถ้ามีเวลาว่างขนาดนั้นแมวเอาเวลาไปนอนเล่นตรงเฉลียงดีกว่า

                (อ่านไปก็เหมือนโดนตบหน้าไปอะนะ)

รวมถึงตัวเองด้วยเช่นกัน เราได้พิจารณาตัวเองแล้วหรือยังก่อนไปบอกเขาว่าจมูกโต หรือจมูกเล็ก (ในเรื่องมีการเทะเลาะกันว่าบ้านหลังนู้นจมูกโตจังเลยเนอะประมาณนั้น)

จึงนับได้ว่าที่เป็นปรัชญาที่โฉบด้วยนวนิยายเล่าเรื่องสนุกๆ ปนตลกไปในตัว แนวคิดบางอย่างอาจดูล้าสมัยแต่เมื่อมองดูดี ๆ กลับเป็นสิ่งที่ชวนคบคิดไม่ต่างจากปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องปัจเจกบุคคลที่ในเรื่องนี้นำเสนอมาให้เราฟัง

รวมทั้งเป็นการทำนายถึงสังคมมนุษย์อีกร้อยปีจากนี้ หลังจากที่พวกเรา (ตัวละครในเรื่อง) ตายไปหมดแล้วจะเป็นไงต่อ โดยที่แต่ละคนก็จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองว่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ เถียงกันไป ซึ่งพูดไม่ผิดเลยว่านี้เป็นเรื่องราวของชนชั้นกลางเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ว่างมาคุยปรัชญาอะไรยาก ๆ

หนังสือเล่มนี้จึงกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในสมัยนั้นด้วยเช่นกัน เพราะตลอดเรื่องราวที่ดำเนินไปเป็นชีวิตประจำวันของเจ้าเหมียวไร้นามนี้ มันก็จะมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของญี่ปุ่นแทรกเข้ามาเอี่ยวกับชีวิตตัวละครเสมอ ซึ่งก็อีกแหละว่า คนที่ไม่ทุกข์ยากกับเหล่านี้ก็จะเฉย ๆ กับมัน แต่คนที่ได้รับผลกระทบนั้นเป็นอย่างไร แต่ตัวหนังสือหรือเจ้าแมวซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง ก็ไม่ลืมจะพาเราไปพบอีกแง่ของสิ่งนั้นที่เราคิดแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แต่จริง ๆ มันอาจเป็นอีกอย่างก็ได้

2

โดยปกติเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือไป ขีดเส้นใต้วลีเด็ด ๆ ในงาน แต่กับเล่มนี้แล้ว เมื่อเจอวลีเด็ด ๆ หนึ่งคำขีดเส้นใต้ลงไป ตัวละครใหม่เดินเข้ามาร่วมแจมบทสนทนา หรืออาจเป็นเจ้าแมวที่แสดงความคิดเห็นในหัวตัวเอง ก็ขีดมันซะเต็มหน้าเลย

ซึ่งวลีที่พวกเขาแสดงออกมาก็จะออกแนวตรงข้ามกับวลีที่เราขีดเส้นใต้ลงไปตะกี้ ซึ่งเราก็เอะใจว่า “นี่กูเป็นสลิ่มปะเนี่ย” ไอ้นั่นก็ดี ไอ้นู่นก็เริ่ดไปหมด แต่พอมาคิดดู แท้จริงแล้วจะชอบอันนี้ ไม่ชอบอันนั้น หรือชอบทั้งสองก็ไม่ใช่สลิ่มหรอก เพราะในหนังสือเขายกตัวอย่างความคิดเห็นสองด้าน

มันเหมือนกับไปนั่งในห้องเรียนแล้วอาจารย์คนแรกเข้ามาแสดงปราชญ์ออกมาให้เราได้รู้ เราก็จะร้องว้าว พออาจารย์คนต่อไปเข้ามาแสดงปราชญ์ออกมาอีกเราก็ร้องว้าวอีกหน แบบนั้นเราเป็นสลิ่มมั้ย ไม่ใช่เลย

เพราะนี่คือหนังสือที่นำเสนอหลากแนวคิด หลากผู้คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครที่มีหน้ามีตาในสังคม ตั้งแต่นักศึกษาปริญญาโท ไปจนถึงอาจารย์สอนภาษา กับแมวนิรนามหนึ่งตัวที่มาอาศัยอยู่บ้านหลังนี้คอยมองความเป็นไปของผู้คนที่เข้าออกแวะเวียนไป ซึ่งแนวคิดของทุกตัวละครผิดชอบชั่วดีบอกไม่ได้ อยู่ที่เราเลือกมอง และอยู่ที่เราด้วยเช่นกันว่าอยากเป็นคนแบบไหน คิดแบบไหน ดังตัวอย่างที่กล่าวตามข้างต้นในหนังสือเล่มนี้

3

สรุปแล้ว อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว นามนั้นยังไม่มี

เป็นหนังสือปรัชญาที่โฉบด้วยนวนิยาย พร้อมกับบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วง ศตวรรษที่ 20 ไปในตัว

หากถามว่าอ่านเล่มนี้แล้วรับปรัชญาดังกล่าวมาจะทำให้เราอยู่เหนือทั้งปวง บรรลุถึงเซน ปล่อยวางแก่สรรพสิ่งเลยหรือไม่ ก็บอกเลยว่าไม่ ในเรื่องเองก็มีตัวละครที่เหมือนเป็นนักปรัชญาปล่อยวางแล้วแต่พอหนังสือพาไปดูอีกแง่หนึ่ง มันก็เลยเป็นคำถามขีดเส้นกั้นระหว่าง “อัจฉริยะ กับ คนบ้า” แล้วถ้างั้นอ่านเล่มนี้ไม่บรรลุอ่านไปทำไม อ่านเพื่อนชวนคิดชวนขาน ชวนฟังและชวนเปิดใจ ให้เราได้รับรู้ว่าจะเป็นคนที่ดีก็ควรวางอัตตาลง แล้วฟังมากขึ้น

และถึงแม้เรื่องนี้จะเรื่องของนาย A มาเล่าเรื่อง- B มาเล่าเรื่อง แม้จะไม่ได้กล่าวถึงนัยความจริงคือความเชื่อแบบราโชมอน แต่ก็กลิ่นคล้าย ๆ แบบนั้นอยู่เหมือนกัน ซึ่งนั้นคงไม่แปลก เพราะนักซึเมะ โซเซเกะผู้นี้ เป็นอาจารย์ของคนเขียน ราโชมอน ยังไงล่ะ

อันตัวข้าพเจ้านี้คือแมว นามนั้นยังไม่มี

ท้ายสุดแล้ว หากถามว่าอ่านแล้วได้อะไร คงต้องบอกว่า วางหนังสือแล้วไปนอนหลับบนเฉลียงดีกว่า 

 ภาพถ่ายโดย : hostine2000

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !